1. การตรวจคลื่นหัวใจ ( EKG) เป็นการตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ
จะสามารถบอกความผิดปรกติของหัวใจได้อย่างคร่าว ๆ ถ้าไม่มีอาการ
จะวินิจฉัยโรคหลอดเลือดหัวใจได้เพียง 30% เท่านั้น แต่ถ้ามีอาการเจ็บแน่นหน้าอกฉับพลัน
จะให้การวินิจฉัยโรคกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดเฉียบพลันได้
2. การตรวจคลื่นหัวใจร่วมกับการเดินสายพาน
( Exercise stress test) เป็นการตรวจคลื่นหัวใจในขณะที่เดินสายพาน เป็นการตรวจสมรรถภาพหัวใจร่วมกับการทดสอบการตีบตันของหลอดเลือดหัวใจ
การตรวจนี้ให้ความไวและความจำเพาะต่อโรคหลอดเลือดหัวใจได้ดีกว่าคลื่นหัวใจธรรมดา
3. การตรวจคลื่นเสียงสะท้อนหัวใจ
( Echocardiography) เป็นการตรวจอัลตราซาวด์หัวใจแบบมีสี
และสามารถดูเลือดที่ผ่านเข้าออกหัวใจ เหมาะสำหรับการดูลักษณะทางกายภาพของหัวใจ
เช่นดูการบีบตัวของกล้ามเนื้อหัวใจ ดูลักษณะการรั่วและตีบของลิ้นหัวใจ
และอื่น ๆ
4. การตรวจสมรรถภาพหัวใจโดยการเดินสายพานร่วมกับคลื่นเสียงสะท้อนหัวใจ
( exercise stress echocardiography) เป็นการนำเอาการเดินสายพานพร้อมกับการติดคลื่นหัวใจ
ร่วมกับการทำ ultrasound หัวใจพร้อม ๆ กัน ทำเพื่อตรวจสมรรถภาพหัวใจ
จะให้ความไวและความจำเพาะได้ดีกว่าการตรวจ การเดินสายพานอย่างเดียว
ความไวและความจำเพาะต่อโรคหลอดเลือดหัวใจจากการตรวจวิธีนี้สูงมากกว่า
90%
5. การตรวจดูการตีบและความแข็งตัวของหลอดเลือดที่บริเวณขาทั้งสองข้าง
( Ankle brachial index, ABI) เป็นการตรวจความดันที่แขนและขาพร้อม
ๆ กัน พร้อมกับดูความแข็งของหลอดเลือดด้วย การตรวจนี้เป็นการตรวจแบบง่าย
ๆ แต่มีประโยชน์สำหรับผู้ป่วยเบาหวาน และผู้ป่วยที่มีปัจจัยเสี่ยงต่อโรคหลอดเลือดหัวใจมาก
เพราะหลอดเลือดที่ไปเลี้ยงที่ขามีขนาดใกล้เคียงกับหลอดเลือดที่ไปเลี้ยงหัวใจ
ถ้ามีหลอดเลือดที่ขาตีบมักจะมีหลอดเลือดที่หัวใจตีบร่วมด้วย
6.การตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ 24
ชั่วโมง ( Holter monitor 24 hours) การตรวจนี้จะมีประโยชน์สำหรับคนที่มีอาการใจเต้น ใจสั่น
หน้ามืดเป็นลมหรือวูบ ผู้ป่วยจะได้รับการติดคลื่นหัวใจ แบบพกพาและนำติดตัวกลับบ้านไปเหมือนติดเครื่องวิดิโอกลับบ้าน
ไปดูว่ามีเหตุการณ์ใดเกิดขึ้นในระหว่างที่ไม่ได้อยู่กับแพทย์
และนำเครื่องกลับแกะรหัสในเครื่องคอมพิวเตอร์อีกที |