|
 |
| ศูนย์สมองและระบบประสาท |

|
ไมเกรน (Migraine)
|

|
เส้นทางแห่งความปวด
ด้วยเทคโนโลยีการสร้างภาพทำให้นักวิทยาศาสตร์สามารถเห็นภาพของสมองคนเป็น
ๆ ขณะเกิดไมเกรนได้ แม้ว่าจะยังไม่ทราบรายละเอียดทุกแง่มุม
แต่ข้อมูลเท่าที่มีก็ทำให้เราเข้าใจกระบวนการเกิดไมเกรนได้กระจ่างแล้ว |
1. สิ่งกระตุ้น
กระตุ้นที่อาจเป็นอะไรก็ได้สามารถกระตุ้นกระบวนการเกิดไมเกรนได้
แต่ในคนส่วนใหญ่แล้ว ตัวกระตุ้นอาจจะมาในรูปแบบของการผสมผสานของปัจจัยหลายอย่างค่อย
ๆ สะสมผ่านกาลเวลาจนกลายเป็นตัวกระตุ้นเฉพาะบุคคล ปัจจัยเหล่านี้อาจเป็นปัจจัยจากภายใน
เช่น ฮอร์โมน ความเคียด อดนอน หรือ เป็นปัจจัยจากภายนอก
เช่น อากาศเปลี่ยน แพ้อาหาร เป็นต้น
2. ศูนย์ควบคุม
ตัวกระตุ้นไมเกรนจะมุ่งหน้าไปรวมกันที่สมองส่วนไฮโปทาลามัส
ซึ่งเป็นสมองส่วนที่ควบคุมการหลั่งฮอร์โมนหลายชนิด ควบคุมการนอนหลับ
และความหิว อาการพ่วงของไมเกรน เช่น อาการคลื่นเหียน
อาเจียน นั้นเป็นผลมาจากสัญญาณที่ส่งจากไฮโปทาลามัสไปยังระบบประสาทที่เป็นต้นกำเนิดไมเกรน
3. ต้นกำเนิดไมเกรน
ไฮโปทาลามัสจะส่งสัญญาณไปยังก้านสมองส่วนบนที่เป็นที่อยู่ของระบบประสาท
trigeminal ระบบประสาทนี้เป็นโครงข่ายใยประสาทขนาดใหญ่
ที่มีกิ่งก้านสาขาครอบคลุมไปทั่วทั้งสมอง ไม่ผิดอะไรกับหมวกนิรภัย
เมื่อระบบประสาทนี้ถูกกระตุ้น กระบวนการไมเกรนก็เริ่มต้น
4. ปวดหัว
อาการปวดหัวที่เกิดขึ้นนั้นเป็นเพราะหลอดเลือดที่เยี่อหุ้มสมองส่วนนอกขยายตัวออก
และเส้นประสาทที่อยู่บริเวณเดียวกันก็รับสัญญาณความเจ็บปวดไป
เมื่อเส้นประสาทถูกกระตุ้น มันก็จะหลั่งสารที่กระตุ้นให้ตัวรับสัญญาณคามเจ็บปวดทำงาน
และทำให้หลอดเลือดขยายตัวมากขึ้นอีก |
ออรา
ในผู้ป่วยบางราย ระบบประสาทเกี่ยวกับการมองเห็น และระบบรับสัญญาณความรู้สึกอื่น
ๆ จะก่อสัญญาณไฟฟ้าแล่นเป็นคลื่นไปทั่วสมอง ยอดคลื่นนี้ไปบิดเบือนสัญญาณที่ส่งไปยังประสาทการมองเห็น
ผลที่ได้ก็คือ ผู้ป่วยหลายรายเห็นภาพแสงสว่างเป็นแฉกวาบขึ้นมาก่อนที่อาการปวดจะเกิดขึ้น |
Migraine
ไมเกรนมาจากภาษาฝรั่งเศส ซึ่งมีรากศัพท์จากภาษากรีกโบราณ Hemicrania แปลว่า ปวดศีรษะครึ่งซีกนั่นเอง
ปวดแบบไหนจึงจะเรียกว่าปวดศีรษะไมเกรน?
อาการปวดศีรษะไมเกรนตามเกณฑ์ของ International Headache
Society (1988) ได้แก่ มีอาการปวดศีรษะนาน 4-72 ชม.
หากไม่ได้รักษา หรือ นอนหลับ มีอาการคลื่นไส้อาเจียน
และทนต่อแสงจ้า หรือ เสียงดังไม่ได้ อาการปวดมีลักษณะอย่างน้อย
2 ข้อดังต่อไปนี้
ปวดตุ้บๆ
ปวดซีกเดียวบริเวณขมับหรือท้ายทอย
ปวดปานกลางไปจนถึงทำงานไม่ไหว
กิจกรรมทั่วไป เช่น
การเดิน ขยับศีรษะทำให้ปวดไมเกรนมากขึ้น
บางรายจะมีอาการนำ
(aura) ซึ่งเกิดก่อนหรือพร้อมกันกับไมเกรนได้ สาเหตุยังไม่ทราบแน่ชัด
สมมุติฐานว่าอาจจะเกิดจากการแพร่กระจายของคลื่นจากก้านสมองไปยังสมองใหญ่
ส่วนใหญ่จะเป็นอาการทางตา เช่น มีแสงซิกแซก หรือแสงหิ่งห้อย
ประมาณ 10 นาที ก่อนจะปวดศีรษะตาม |
ถ้าปวดศีรษะไมเกรนบ่อย
ๆ ควรปฏิบัติตัวอย่างไร?
ข้อแรก คือ ต้องสังเกตว่ามีตัวกระตุ้นอะไรบ้างที่ทำให้ปวดศีรษะไมเกรน
ได้แก่ การอดนอน หรือ นอนมากเกินไป (เช่น ปวดไมเกรน ในเช้าวันหยุดเสาร์
อาทิตย์) , ตากแดด, หรือ มองแสงจ้านานๆ โดยเฉพาะการขับรถทางไกล,
อากาศร้อน, เหนื่อยมาก, การอดอาหาร, อาหารบางชนิดเช่น
ไส้กรอก (มีดินประสิว nitrate), ไวน์ อาหารจีน ซึ่งมีผงชูรสปริมาณมาก,
ในผู้หญิงมักจะปวดก่อน หรือ ขณะมีประจำเดือน 2-3 วันแรก
(อธิบายจากระดับฮอร์โมนที่มีการเปลี่ยนแปลงไป) เมื่อทราบปัจจัยที่กระตุ้นให้ปวดแล้วการหลีกเลี่ยงจะช่วยทำให้ลดความถี่ในการปวดได้มาก
การพักผ่อนและรับประทานอาหารให้ตรงเวลา หลีกเลี่ยงกิจกรรมที่เหนื่อยเกินไป
ข้อต่อมา เมื่อเริ่มมีอาการปวดไมเกรน ควรหยุดพักในห้องที่มืดอากาศเย็นและเงียบสงบ
ถ้าอาการไม่ดีขึ้นใน 10-20 นาที ควรรับประทานยาแก้ปวด
ผู้ป่วยส่วนใหญ่จะพยายามไม่ทานยา เพราะเกรงว่าจะทานยามากไป
ซึ่งเมื่ออาการปวดมากขึ้น ยาแก้ปวดธรรมดาจะคุมไมเกรนไม่ได้
และต้องมา รพ.ในท้ายสุด ดังนั้น การทานยาย แต่แรกจะช่วยลดการใช้ยาปริมาณมากในภายหลัง
ยาที่ควรใช้ได้แก่ ยาแก้อาเจียน (motilium, plasi) ยาแก้ปวดกลุ่มพารา
หรือ NSAID (ponstan, brufen) และยาไมเกรน โดยตรง (cafergot,
sumatriptans**ยากลุ่มใหม่ที่ได้ผลดีมาก) ผลข้างเคียงอาจจะมีอาการใจสั่น
ตัวชา คล้ายกับทานกาแฟ หรือมีปวดตามกล้ามเนื้อมากในบางราย
ข้อสุดท้าย ถ้ามีอาการมากกว่า 2 ครั้งต่อเดือน หรือ ต้องหยุดงาน/ขาดเรียน
จากไมเกรน ควรทานยาป้องกัน ซึ่งจะช่วยลดความไวของหลอดเลือด
ยาในกลุ่มนี้ได้ B-Blocker (propanolol), sibelium, tryptanol
การจดบันทึก (migraine diary) ช่วยให้ผู้ป่วยและแพทย์ทราบถึงอาการปวด,
ตัวกระตุ้น, การตอบสนองต่อยา และวางแผนการรักษาร่วมกันได้ดีขึ้น |
 |
 |
|
|
|