
|
โรคลมชัก (Epilepsy)
|

|
โรคลมชัก
คืออะไร
คงต้องแยกคำ
2 คำ นี้ก่อนคือ คำว่า อาการชัก
(seizure) และ โรคลมชัก
(epilepsy) สำหรับคำว่า อาการชักนั้น หมายถึง ภาวะที่มีกระแสไฟฟ้าซึ่งผิดปรกติที่ก่อให้เกิดอาการชักวิ่งผ่านเนื้อสมอง
แล้วทำให้เกิดอาการแสดงของอาการชัก ในรูปแบบต่างๆ เช่น
อาการเกร็งกระตุก อย่างที่บางท่านอาจจะเคยเห็น แต่ก็ยังมี
อาการชักบางรูปแบบที่ไม่มีอาการเกร็งกระตุก ซึ่งจะกล่าวถึงในเรื่องของประเภทของอาการชัก
ส่วนคำว่าโรคลมชักนั้น หมายถึง อาการชักที่เกิดขึ้นซ้ำๆ
โดยที่ไม่มีสิ่งกระตุ้น (unprovoked seizure) |
อาการบางอย่างที่คล้ายกับอาการชักมีอะไรบ้าง
ถ้าผู้ป่วยหมดสติชั่วครู่ พร้อมกับอาการเกร็ง คงต้องแยกจากอาการเป็นลม
(syncope) แต่สิ่งที่สำคัญที่อาจใช้แยกอาการชัก ออกจากอาการเป็นลม
คือ ถ้ามีอาการกระตุกร่วมด้วย บ่งว่าน่าจะเป็นอาการชัก
และถ้าเป็นอาการชัก ช่วงหลังจากหมดสติไป ผู้ป่วยจะยังไม่รู้สึกตัวทันที
ส่วนใหญ่จะมีอาการสับสนอยู่อย่างน้อยครึ่งถึงหนึ่งชั่วโมง
และในบางรายอาจมีอ่อนแรงของแขนขาครึ่งซีกได้ ส่วนอาการเป็นลมเมื่อฟื้นขึ้นมาจะรู้ตัวทันที
ไม่มีแขนขาอ่อนแรง
ถ้าผู้ป่วยมีแต่อาการเกร็ง และหรือ
เกร็งกระตุกของแขนขา โดยที่ไม่หมดสติ คงต้องแยกอาการชัก
ออกจาก การเคลื่อนไหวผิดปรกติในรูปแบบต่างๆ ซึ่งไม่ใช่อาการชัก
จะเห็นได้ว่าอาการชักบางรูปแบบไม่จำเป็นต้องหมดสติเสมอไป |
สรุปลักษณะสำคัญของอาการชักคือ
- อาการกระตุกของแขนขา โดยเฉพาะถ้าเป็นครึ่งซีกของแขนขาด้านใดด้านหนึ่ง
- เกิดขึ้นอย่างเฉียบพลัน และอาจเกิดขึ้นซ้ำเป็นๆหายๆ
(paroxysmal symptom)
- มีอาการลามของการกระตุก (marching)
เช่น จากแขนและมือไปมุมปากด้านเดียวกัน
- เกิดขึ้นในช่วงสั้นๆ
(brief interval ) ส่วนใหญ่ประมาณ 1-2 นาที ไม่ควรเกิน
5-10 นาที
- รูปแบบของอาการชักเป็นลักษณะเดียวกันซ้ำๆ
(stereotyped) เช่น มือและแขนซ้ายกระตุกพร้อมกับมุมปากซ้ายเป็นๆหายๆ
- มักมีอาการสับสนหลังจากฟื้นจากหมดสติ |
ประเภทของอาการชัก
มีการแบ่งรูปแบบของอาการชักได้หลายแบบ แบ่งง่ายๆ ตามรูปแบบของอาการแสดงขณะชัก
(seizure semiology) ได้ดังนี้
1. อาการนำ (aura) เช่น
รู้สึกไม่สบายในท้อง ( abdominal aura ), อาการได้กลิ่นแปลกๆ
(olfactory aura) , ความรู้สึกกลัวหรือกังวลโดยไม่ทราบสาเหตุ
(fear aura)
2. อาการแสดงของระบบประสาทอัตโนมัติทำงานผิดปรกติ
(autonomic seizure) เช่น มีอาการหัวใจเต้นเร็วที่สามารถตรวจพบได้จริง
3. อาการชักที่มีอาการหมดสติ
(dialeptic seizure) ซึ่งไม่มีอาการเกร็งหรือกระตุกของแขนขาก็ได้
4. อาการชักที่มีการเกร็ง และหรือกระตุกของแขนขา (motor
seizure)
จะเห็นได้ว่าอาการชักหรือโรคลมชักนั้นไม่จำเป็นต้องมีอาการเกร็ง
หรือกระตุกของแขนขาเสมอไป อาจจะหมดสติหรือไม่ก็ได้
่ |
ถ้าสงสัยว่ามีอาการของโรคลมชักควรทำอย่างไร
และถ้าพบเห็นคนกำลังชัก จะช่วยเหลืออย่างไร
ถ้าสงสัยว่ามีอาการชักควรรีบไปพบแพทย์ทันที
เพื่อให้แพทย์ได้เห็นอาการขณะที่กำลังเป็นถ้าเป็นไปได้
ถ้าอาการที่เป็นไม่เกิดในขณะที่พบแพทย์ก็ควรเล่าอาการที่เกิดขึ้นอย่างละเอียด
ให้แพทย์ฟังเพื่อประโยชน์ในการวินิจฉัยแยกโรคต่อไป
หลังจากนั้นแพทย์จะต้องตรวจเพิ่มเติม
เช่น การตรวจเลือดเพื่อหาความผิดปรกติของเกลือแร่ต่างๆ
ในเลือด การตรวจคลื่นไฟฟ้าสมอง (EEG) การเอ็กซเรย์สมอง
(CT, MRI) เป็นต้น ถ้าพบคนกำลังมีอาการชัก ให้รีบจับผู้ป่วยนอนตะแคงไปด้านใดด้านหนึ่ง
เพื่อป้องกันไม่ไห้สำลักเศษอาหารเข้าปอด ปลดเสื้อผ้าไม่ไห้แน่นเกินไป
จัดการสถานที่ให้โปร่งโล่ง หายใจได้สะดวก ไม่จำเป็นต้องเอาสิ่ง
ของใดๆ ใส่ปากเพื่อกันผู้ป่วยกัดลิ้น เพราะทำอันตรายให้กับผู้ป่วยมากกว่า
หลังจากนั้นนำผู้ป่วยมาพบแพทย์ |
การรักษาโรคลมชัก
แรกเริ่มคงต้องใช้ยากันชัก ปัจจุบันมียากันชักที่ผลิตออกมาใหม่มากมาย
ซึ่งมีประสิทธิภาพในการกันชักดีขึ้น ผลข้างเคียงน้อยลง
อย่างไรก็ตามการให้ยากันชักจะเริ่มจากยามาตรฐานรุ่นเก่าก่อน
แล้วถ้ายังคุมอาการชักไม่ได้ ก็จะเพิ่มยากันชักรุ่นใหม่เข้าไป
เนื่องจากยากันชักรุ่นใหม่ๆ มีราคาค่อนข้างแพง
การให้ยากันชักในผู้ป่วยแต่ละคนจะไม่เหมือนกัน
ขึ้นอยู่กับชนิดของอาการชักในแต่ละคน นอกจากนี้การรับประทานยากันชักไม่ใช่ทานยาขนาดเท่าเดิม
หรือชนิดเดิมไปตลอด จะต้องมีการปรับยาจนกระทั่งผู้ป่วยหยุดชัก
ซึ่งแพทย์จะเป็นผู้ปรับยาให้ ในบางครั้งผู้ป่วยทานยากันชักแล้วมีอาการแพ้ยา
หรือได้รับผลข้างเคียงจากยา ก็ต้องมีการปรับเปลี่ยนยาเช่นเดียวกัน |
การผ่าตัดโรคลมชัก
ปัจจุบันการรักษาโรคลมชักก้าวหน้าไปมากจนกระทั่ง
โรคลมชักบางรูปแบบสามารถผ่าตัดได้ ซึ่งให้ผลการรักษาค่อนข้างดี
แต่อย่างไรก็ตามใช่ว่าโรคลมชักทุกชนิดจะผ่าตัดได้ การรักษาส่วนใหญ่คงยังต้องใช้ยากันชักเป็นหลัก
ในประเทศไทยที่ที่มีการผ่าตัดโรคลมชัก เช่น โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์
เป็นต้น |
ผลกระทบของอาการชักที่มีต่อการดำรงชีวิตของผู้ป่วยโรคลมชัก
แนะนำว่าผู้ป่วยโรคลมชักควรเลี่ยงจากงานที่เสี่ยง เช่น
การทำงานในที่สูง งานขับรถทุกชนิด งานเครื่องจักรกล เป็นต้น
จะเห็นได้ว่าโรคลมชักมีผลกระทบต่อการดำรงชีวิตของผู้ป่วยเป็นอย่างมาก
จนบางครั้งมีผู้ป่วยบางรายไม่กล้าที่จะออกจากบ้านเพื่อเข้าสังคม
นอกจากนี้ยังสร้างความลำบากในการดูแลให้กับญาติด้วย ดังนั้นการรักษาโรคลมชักที่ถูกต้องจึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งที่จะช่วยให้ผู้ป่วยหยุดชัก
แล้วกลับเข้าไปร่วมสังคมได้อย่างมีความสุข |
 |
 |