ชื่อเข้าระบบ
รหัสผ่าน
 
+ ลืมรหัสผ่าน
+ สมัครสมาชิกใหม่
SPECIAL CENTER
ศูนย์กล้ามเนื้อ กระดูก และข้อ
ศูนย์ความงาม
ศูนย์ตรวจสุขภาพ
ศูนย์รักษ์เต้านม
ศูนย์ทันตกรรม
ศูนย์มะเร็ง
ศูนย์ระบบทางเดินอาหาร
ศูนย์โรคไต
ศูนย์เลสิค
ศูนย์เวชศาสตร์ฟื้นฟูและกายภาพบำบัด
ศูนย์สมองและระบบประสาท
ศูนย์สุขภาพเด็กและวัยรุ่น
ศูนย์สุขภาพหญิง
ศูนย์ส่งเสริมศักยภาพแห่งการใช้ชีวิต
ศูนย์หัวใจ
ศูนย์ห้องปฏิบัติการ
คลินิกความอ้วน
คลินิกตา
คลินิกเบาหวานและต่อมไร้ท่อ
คลินิกผิวหนัง
คลินิกระบบทางเดินปัสสาวะ
คลินิกโรคลำไส้ใหญ่และทวารหนัก
คลินิกภูมิแพ้
คลินิกหู คอ จมูก
คลินิกศัลยกรรม
คลินิกอายุรกรรม
PACKAGES & PROMOTIONS
FACILITIES
PHYATHAI MEMBERSHIP CARD
ศูนย์สมองและระบบประสาท

โรคลมชัก (Epilepsy)

โรคลมชัก คืออะไร
คงต้องแยกคำ 2 คำ นี้ก่อนคือ คำว่า อาการชัก (seizure) และ โรคลมชัก (epilepsy) สำหรับคำว่า อาการชักนั้น หมายถึง ภาวะที่มีกระแสไฟฟ้าซึ่งผิดปรกติที่ก่อให้เกิดอาการชักวิ่งผ่านเนื้อสมอง แล้วทำให้เกิดอาการแสดงของอาการชัก ในรูปแบบต่างๆ เช่น อาการเกร็งกระตุก อย่างที่บางท่านอาจจะเคยเห็น แต่ก็ยังมี อาการชักบางรูปแบบที่ไม่มีอาการเกร็งกระตุก ซึ่งจะกล่าวถึงในเรื่องของประเภทของอาการชัก ส่วนคำว่าโรคลมชักนั้น หมายถึง อาการชักที่เกิดขึ้นซ้ำๆ โดยที่ไม่มีสิ่งกระตุ้น (unprovoked seizure)

อาการบางอย่างที่คล้ายกับอาการชักมีอะไรบ้าง
ถ้าผู้ป่วยหมดสติชั่วครู่ พร้อมกับอาการเกร็ง คงต้องแยกจากอาการเป็นลม (syncope) แต่สิ่งที่สำคัญที่อาจใช้แยกอาการชัก ออกจากอาการเป็นลม คือ ถ้ามีอาการกระตุกร่วมด้วย บ่งว่าน่าจะเป็นอาการชัก และถ้าเป็นอาการชัก ช่วงหลังจากหมดสติไป ผู้ป่วยจะยังไม่รู้สึกตัวทันที ส่วนใหญ่จะมีอาการสับสนอยู่อย่างน้อยครึ่งถึงหนึ่งชั่วโมง และในบางรายอาจมีอ่อนแรงของแขนขาครึ่งซีกได้ ส่วนอาการเป็นลมเมื่อฟื้นขึ้นมาจะรู้ตัวทันที ไม่มีแขนขาอ่อนแรง

ถ้าผู้ป่วยมีแต่อาการเกร็ง และหรือ เกร็งกระตุกของแขนขา โดยที่ไม่หมดสติ คงต้องแยกอาการชัก ออกจาก การเคลื่อนไหวผิดปรกติในรูปแบบต่างๆ ซึ่งไม่ใช่อาการชัก จะเห็นได้ว่าอาการชักบางรูปแบบไม่จำเป็นต้องหมดสติเสมอไป
สรุปลักษณะสำคัญของอาการชักคือ
- อาการกระตุกของแขนขา โดยเฉพาะถ้าเป็นครึ่งซีกของแขนขาด้านใดด้านหนึ่ง
- เกิดขึ้นอย่างเฉียบพลัน และอาจเกิดขึ้นซ้ำเป็นๆหายๆ (paroxysmal symptom)
- มีอาการลามของการกระตุก (marching) เช่น จากแขนและมือไปมุมปากด้านเดียวกัน
- เกิดขึ้นในช่วงสั้นๆ (brief interval ) ส่วนใหญ่ประมาณ 1-2 นาที ไม่ควรเกิน 5-10 นาที
- รูปแบบของอาการชักเป็นลักษณะเดียวกันซ้ำๆ (stereotyped) เช่น มือและแขนซ้ายกระตุกพร้อมกับมุมปากซ้ายเป็นๆหายๆ
- มักมีอาการสับสนหลังจากฟื้นจากหมดสติ
ประเภทของอาการชัก
มีการแบ่งรูปแบบของอาการชักได้หลายแบบ แบ่งง่ายๆ ตามรูปแบบของอาการแสดงขณะชัก (seizure semiology) ได้ดังนี้
1. อาการนำ (aura) เช่น รู้สึกไม่สบายในท้อง ( abdominal aura ), อาการได้กลิ่นแปลกๆ (olfactory aura) , ความรู้สึกกลัวหรือกังวลโดยไม่ทราบสาเหตุ (fear aura)
2. อาการแสดงของระบบประสาทอัตโนมัติทำงานผิดปรกติ (autonomic seizure) เช่น มีอาการหัวใจเต้นเร็วที่สามารถตรวจพบได้จริง
3. อาการชักที่มีอาการหมดสติ (dialeptic seizure) ซึ่งไม่มีอาการเกร็งหรือกระตุกของแขนขาก็ได้
4. อาการชักที่มีการเกร็ง และหรือกระตุกของแขนขา (motor seizure)
จะเห็นได้ว่าอาการชักหรือโรคลมชักนั้นไม่จำเป็นต้องมีอาการเกร็ง หรือกระตุกของแขนขาเสมอไป อาจจะหมดสติหรือไม่ก็ได้ ่
ถ้าสงสัยว่ามีอาการของโรคลมชักควรทำอย่างไร และถ้าพบเห็นคนกำลังชัก จะช่วยเหลืออย่างไร
ถ้าสงสัยว่ามีอาการชักควรรีบไปพบแพทย์ทันที เพื่อให้แพทย์ได้เห็นอาการขณะที่กำลังเป็นถ้าเป็นไปได้ ถ้าอาการที่เป็นไม่เกิดในขณะที่พบแพทย์ก็ควรเล่าอาการที่เกิดขึ้นอย่างละเอียด ให้แพทย์ฟังเพื่อประโยชน์ในการวินิจฉัยแยกโรคต่อไป

หลังจากนั้นแพทย์จะต้องตรวจเพิ่มเติม เช่น การตรวจเลือดเพื่อหาความผิดปรกติของเกลือแร่ต่างๆ ในเลือด การตรวจคลื่นไฟฟ้าสมอง (EEG) การเอ็กซเรย์สมอง (CT, MRI) เป็นต้น ถ้าพบคนกำลังมีอาการชัก ให้รีบจับผู้ป่วยนอนตะแคงไปด้านใดด้านหนึ่ง เพื่อป้องกันไม่ไห้สำลักเศษอาหารเข้าปอด ปลดเสื้อผ้าไม่ไห้แน่นเกินไป จัดการสถานที่ให้โปร่งโล่ง หายใจได้สะดวก ไม่จำเป็นต้องเอาสิ่ง ของใดๆ ใส่ปากเพื่อกันผู้ป่วยกัดลิ้น เพราะทำอันตรายให้กับผู้ป่วยมากกว่า หลังจากนั้นนำผู้ป่วยมาพบแพทย์
การรักษาโรคลมชัก
แรกเริ่มคงต้องใช้ยากันชัก ปัจจุบันมียากันชักที่ผลิตออกมาใหม่มากมาย ซึ่งมีประสิทธิภาพในการกันชักดีขึ้น ผลข้างเคียงน้อยลง อย่างไรก็ตามการให้ยากันชักจะเริ่มจากยามาตรฐานรุ่นเก่าก่อน แล้วถ้ายังคุมอาการชักไม่ได้ ก็จะเพิ่มยากันชักรุ่นใหม่เข้าไป เนื่องจากยากันชักรุ่นใหม่ๆ มีราคาค่อนข้างแพง

การให้ยากันชักในผู้ป่วยแต่ละคนจะไม่เหมือนกัน ขึ้นอยู่กับชนิดของอาการชักในแต่ละคน นอกจากนี้การรับประทานยากันชักไม่ใช่ทานยาขนาดเท่าเดิม หรือชนิดเดิมไปตลอด จะต้องมีการปรับยาจนกระทั่งผู้ป่วยหยุดชัก ซึ่งแพทย์จะเป็นผู้ปรับยาให้ ในบางครั้งผู้ป่วยทานยากันชักแล้วมีอาการแพ้ยา หรือได้รับผลข้างเคียงจากยา ก็ต้องมีการปรับเปลี่ยนยาเช่นเดียวกัน
การผ่าตัดโรคลมชัก
ปัจจุบันการรักษาโรคลมชักก้าวหน้าไปมากจนกระทั่ง โรคลมชักบางรูปแบบสามารถผ่าตัดได้ ซึ่งให้ผลการรักษาค่อนข้างดี แต่อย่างไรก็ตามใช่ว่าโรคลมชักทุกชนิดจะผ่าตัดได้ การรักษาส่วนใหญ่คงยังต้องใช้ยากันชักเป็นหลัก ในประเทศไทยที่ที่มีการผ่าตัดโรคลมชัก เช่น โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ เป็นต้น
ผลกระทบของอาการชักที่มีต่อการดำรงชีวิตของผู้ป่วยโรคลมชัก
แนะนำว่าผู้ป่วยโรคลมชักควรเลี่ยงจากงานที่เสี่ยง เช่น การทำงานในที่สูง งานขับรถทุกชนิด งานเครื่องจักรกล เป็นต้น จะเห็นได้ว่าโรคลมชักมีผลกระทบต่อการดำรงชีวิตของผู้ป่วยเป็นอย่างมาก จนบางครั้งมีผู้ป่วยบางรายไม่กล้าที่จะออกจากบ้านเพื่อเข้าสังคม นอกจากนี้ยังสร้างความลำบากในการดูแลให้กับญาติด้วย ดังนั้นการรักษาโรคลมชักที่ถูกต้องจึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งที่จะช่วยให้ผู้ป่วยหยุดชัก แล้วกลับเข้าไปร่วมสังคมได้อย่างมีความสุข