
|
ผู้ป่วยพาร์กินสันเตรียมตัวมาหาหมอ
|

|
โรคพาร์กินสัน เป็นโรคที่เกิดจากการเสื่อมของเซลสมองส่วนที่สร้างโดปามีน
มักเกิดในคนสูงอายุประมาณว่าพบได้ร้อยละ1.5 ในคนอายุเกิน
65 ปี อาการเด่นของผู้ป่วยประกอบด้วยอาการทางการเคลื่อนไหว
ได้แก่ มือสั่น เกร็ง ทำอะไรช้าลง
และการทรงตัวผิดปกติ ล้มได้ง่าย นอกจากนั้นยังมีอาการผิดปกติทางระบบอัตโนมัติ
ท้องผูกกลืนลำบาก ลุกแล้วหน้ามืด อารมณ์ซึมเศร้า ความจำแย่ลง
นอนไม่หลับ การดมกลิ่นผิดปกติ ลายมือเปลี่ยน โรคพาร์กินสันเป็นโรคที่รักษาไม่หายขาด
และอาการจะมากขึ้นเรื่อยๆอย่างช้าๆ โรคนี้เกิดขึ้นเอง
ไม่ใช่โรคติดต่อ แต่พบว่าร้อยละสิบของผู้ป่วยโรคพาร์กินสันเกิดจากพันธุกรรมที่ผิดปกติ
โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ป่วยที่อายุน้อยกว่าห้าสิบปี การรักษาในปัจจุบันเป็นการรักษาเพื่อบรรเทาอาการแต่ไม่ได้หายขาด
ยังต้องการการวิจัยอีกมากเพื่อนำไปสู่การพัฒนาการรักษาต่อไปในอนาคต
ข้อมูลดังกล่าวข้างต้นเป็นสิ่งที่ผู้ป่วยพาร์กินสันควรจะทราบ
และผู้ป่วยพาร์กินสันจึงควรได้รับการดูแลของแพทย์อย่างต่อเนื่อง
เพื่อที่แพทย์จะได้ปรับการรักษาให้เหมาะสมกับระยะของโรค
ในช่วงแรกที่อาการเป็นไม่มาก แพทย์จะเริ่มใช้ยาในรายที่คิดว่าอาการนั้นรบกวนชีวิตประจำวันของผู้ป่วย
ถ้าอาการน้อยก็ไม่จำเป็นต้องให้ยา แต่เมื่อผู้ป่วยเริ่มทานยาแล้ว
เมื่อทานยาไปห้าปีประมาณร้อยละห้าสิบของผู้ป่วยจะมีการตอบสนองต่อยาลดลง
และไม่แน่นอน ที่เรียกว่าแวริ่งออฟ (wearing off) ดังนั้นแพทย์จึงจำเป็นจะต้องได้ทราบ ข้อมูลการตอบสนองต่อยาของผู้ป่วย เพื่อที่จะปรับยาให้เหมาะสมกับอาการ
จึงใคร่ขอความร่วมมือผู้ป่วยและญาติช่วยบันทึกข้อมูลดังต่อไปนี้
ได้แก่ |
-
ผู้ป่วยตื่นนอนเวลาใด
-
ตื่มมาลุกได้เองหรือไม่
-
ตัวแข็งหรือไม่
-
ทานยาตอนเช้าเวลาใด
-
อาการดีขึ้นหลังทานยากี่นาที
-
ช่วงที่ยาออกฤทธิ์อยู่นานเท่าไร
-
ช่วงที่ยาออกฤทธิ์มีการเคลื่อนไหวผิดปกติ ยุกยิก หรือไม่
-
ยาออกฤทธิ์อยู่ถึงมื้อยาถัดไปหรือไม่
-
ยาหมดฤทธิ์ตอนเวลาใด
-
ก่อนยามื้อต่อไปมีอาการสั่น เกร็ง บิด ยุกยิก หรือไม่
-
อาการอื่นๆตอนยาหมดฤทธิ์
-
ทานยาตอนเวลาใดบ้างในแต่ละวัน
-
ตอนนอนพลิกตัวบนเตียงได้หรือไม่
-
ลุกเองได้หรือไม่
-
มีอาการท้องผูกหรือไม่
-
มีอาการหน้ามืดเวลาลุกเร็วๆหรือไม่
-
ล้มบ่อยหรือไม่
-
ความทรงจำเป็นอย่างไร
-
อื่นๆ
|
คำถามเหล่านี้แม้จะเป็นเพียงแค่ส่วนหนึ่ง
แต่มักเป็นคำถามที่แพทย์ต้องการถามเวลาตรวจผู้ป่วยพาร์กินสัน
แต่บางครั้งอาจไม่มีเวลาพอ ถ้าผู้ป่วยเตรียมตัวบันทึก
หรือ เตรียมตัวก่อนมาหาหมอ จะทำให้สามารถปรับปรุงการรักษาให้เหมาะกับผู้ป่วยมากขึ้น
เมื่อโรคเป็นมากขึ้นการตอบสนองต่อยาจะลดลง อาจต้องมีการเปลี่ยนแปลงทั้งปริมาณ
ความถี่ของยา หรือ ชนิดของยาที่ใช้ และในรายที่เป็นมากบางครั้งการผ่าตัดเพื่อลดอาการบางอย่างอาจได้ผลแต่ไม่ใช่หายขาด
สังคมไทยนั้นมีความเกื้อกูลกันมักจะมีคนคอยดูแลคนสูงอายุเสมอซึ่งก็เป็นวัฒนธรรมที่ดี
ต่างกับสังคมตะวันตกที่ต้องพึ่งตนเองมาก ดังนั้นปัญหาที่พบบ่อยในคนไทยคือผู้ป่วยมักจะไม่ทราบข้อมูลเกี่ยวกับโรคของตน
และไม่ทราบเรื่องยาที่รับประทานอยู่ ซึ่งจะไม่เป็นผลดีต่อผู้ป่วยเองและญาติในระยะยาว
ทั้งนี้เพราะผู้ป่วยก็จะไม่เข้าใจถึงการดำเนินโรค และการรักษาของแพทย์
ดังนั้นจึงอยากจะรณรงค์ให้ผู้ป่วยและครอบครัวได้มีความรู้
และเข้าใจโรคมากขึ้น เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีของผู้ป่วยเอง |
 |
 |