เนื้องอกสมองในเด็กเป็นเนื้องอกอีกชนิดหนึ่งที่พบได้บ่อยในเด็ก
อาจพบได้ตั้งแต่ขวบแรก แต่ส่วนมากจะพบบ่อยในเด็กอายุน้อยกว่า
7 ขวบ สถิติในประเทศไทยยังไม่มีการรวบรวมแน่ชัด แต่สถิติในประเทศอเมริกาในปีหนึ่ง
จะมีเด็กป่วยใหม่ด้วยเรื่องเนื้องอกในสมองปีละ 2,200
ราย จะพบบ่อยในเด็กชายมากกว่าเด็กหญิง
สาเหตุ
ในปัจจุบันมีการศึกษาอย่างมากมาย พบว่าอาจจะมีสาเหตุได้หลายอย่าง
เช่น การเปลี่ยนแปลงในโครงสร้างสารพันธุกรรมบางชนิดอาจจะถ่ายทอดทางพันธุกรรม
หรือเป็นผลจากสิ่งแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไป ในปัจจุบันนี้ยังไม่ได้ผลแน่ชัดแต่ก็มีความก้าวหน้าไปมาก
ซึ่งการศึกษาต่อๆไปจะทำให้การรักษาเนื้องอกสมองในอนาคตได้ผลมากยิ่งขึ้น
อาการ
ตำแหน่งต่างกันของเนื้องอกในสมองก็จะให้อาการแตกต่างกันไป
เช่น ถ้าเกิดในตำแหน่งที่ควบคุมการทรงตัว เด็กก็จะมีอาการเดินเซ
หกล้มบ่อย ในรายอื่นๆอาจจะมีอาการแขน-ขาอ่อนแรง หรือชาครึ่งซีก,
อาการตาเข, ตากระตุก, ปากเบี้ยว หรืออาการชักเกร็ง
หรือกระตุก อาการจะเป็นมากถ้าก้อนเนื้องอกโตมาก หรือโตเร็ว
ซึ่งเป็นเพราะความดันในสมองสูง ในเด็กเล็กจะต้องอาศัยการสังเกต
เนื่องจากเด็กไม่สามารถจะบอกเล่าอาการได้ เช่น อาการเซื่องซึม
ไม่ดูดนม หรือมีอาเจียนพุ่ง ถ้าเป็นเด็กโตอาจจะบอกได้ว่าปวดศีรษะ
นอกจากนั้นภาวะความดันในสมองสูงยังส่งผลกระทบต่อประสาทตา
ถ้าเป็นนานจะทำให้การมองเห็นเสียไป นอกจากนั้นความดันในสมองที่สูงจะทำให้ผู้ป่วยหมดสติ
หรือโคม่าในที่สุด จากการซักถามและตรวจร่างกาย แพทย์อาจวินิจฉัยโรคได้
แต่อย่างไรก็ตามต้องอาศัยการตรวจยืนยันจากการเอ็กซเรย์คอมพิวเตอร์สมอง
(CT Scan) หรือการตรวจโดยพลังงานสนามแม่เหล็ก (MRI)
ซึ่งจะปรากฏให้เห็นภาพของเนื้องอก รวมทั้งรายละเอียดของขนาดและตำแหน่ง
การรักษา
ในปัจจุบันนี้ มีการรักษาหลายอย่าง เช่น การผ่าตัด, การฉายแสง
และเคมีบำบัด ในแต่ละรายประสาทศัลยแพทย์และกุมารแพทย์ จะเป็นผู้ให้ข้อมูลเกี่ยวกับการรักษาที่เหมาะสม
เนื่องจากเนื้องอกสมองที่แตกต่างกันจะตอบสนองต่อชนิดของการรักษาแตกต่างกัน
ในรายที่ก้อนมีขนาดใหญ่ ถ้าเป็นตำแหน่งที่ผ่าตัดได้มักจะต้องผ่าตัด
การผ่าตัดมีข้อดี ก็คือสามารถเอาก้อนเนื้องอกออกได้จากการผ่าตัดนั้นเลย
ทำให้ความดันสมองที่สูงลดลงได้ทันที
นอกจากนั้นชิ้นเนื้อที่ได้จากการผ่าตัด จะถูกนำไปตรวจโดยพยาธิแพทย์
ทำให้สามารถทราบถึงชนิดของเนื้องอกนั้น ซึ่งจำเป็นมากเพราะในเนื้องอกบางอย่างจำเป็นต้องใช้การรักษาอื่นๆ
เช่น การฉายแสง หรือเคมีบำบัดตามหลังจากการผ่าตัด เพื่อผลการรักษาที่ดีขึ้น
แต่ข้อเสียของการผ่าตัด ก็คือความเสี่ยงต่างๆของการผ่าตัดซึ่งประสาทศัลยแพทย์จะสามารถบอกถึงความเสี่ยงของการผ่าตัดในรายนั้นๆได้
ในบางรายที่เนื้องอกอยู่ในตำแหน่งที่ลึก หรือคาดว่าจะมีความเสี่ยงสูงจากการผ่าตัด
ถ้าก้อนไม่ใหญ่กว่า 3 ซ.ม. อาจจะพิจารณาใช้รังสีรักษาที่เรียกว่า
Radiosurgery แทน
โดยทั่วไป ผลการรักษาจะขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่าง เช่น
สภาพของผู้ป่วยก่อนผ่าตัด, ชนิดของเนื้องอก ว่าเป็นในกลุ่มของเนื้อร้าย
หรือไม่ใช่เนื้อร้าย, การผ่าตัดสามารถเอาเนื้องอกออกได้มาก-น้อยเพียงใด
และมีข้อแทรกซ้อนหรือไม่ ในผู้ป่วยที่ผลเป็นเนื้อร้าย ผลการรักษามักจะไม่ค่อยดี
เพราะว่าเนื้อร้ายจะสามารถเกิดขึ้นใหม่ หรือแพร่กระจายไปที่อื่นได้
โดยทั่วไปถ้าเป็นเนื้อร้าย หลังจากผ่าตัดแล้วจะต้องฉายแสง
หรือบางรายต้องให้เคมีบำบัด จึงจะทำให้ผลการรักษาดีขึ้น
ในเด็กต่ำกว่า 2 ขวบจะไม่สามารถฉายแสงได้ เนื่องจากผลของรังสีที่มีต่อสมอง
ดังนั้นอาจจะใช้เคมีบำบัดไปก่อน ในกรณีที่ไม่ใช่เนื้อร้าย
การผ่าตัดถ้าสามารถเอาออกได้หมดก็มีโอกาสหายขาดได้ ในรายที่เกิดขึ้นใหม่มักเกิดตรงตำแหน่งเดิม
สามารถผ่าตัดซ้ำได้ และส่วนใหญ่หลังผ่าตัดไม่ต้องฉายแสง
หรือให้เคมีบำบัด เนื้องอกในเด็กที่พบบ่อยมีอยู่ 3 ชนิด
1. Pilocytic astrocytoma (พิโลซัยติก แอสโตรซัยโตมา)
มักเกิดตรงตำแหน่งสมองน้อย
หรือซีเรเบลลัม ซึ่งอยู่บริเวณท้ายทอย ดังรูปภาพ เนื้องอกชนิดนี้รักษาโดยการผ่าตัด
ถ้าผ่าตัดเนื้องอกออกได้หมดอาจไม่เกิดขึ้นซ้ำอีกเลย หลังผ่าตัดก็ไม่จำเป็นต้องฉายแสง
หรือให้เคมีบำบัด อย่างไรก็ตามต้องมีการตรวจเอ็กซเรย์คอมพิวเตอร์สมองเป็นระยะ
เพื่อติดตามดูว่าจะมีการงอกใหม่หรือเปล่า

ภาพเอ็กซเรย์ เนื้องอกชนิด Pilocytic astrocytoma
ในรายที่เนื้องอกเกิดซ้ำอีกก็สามารถผ่าตัดซ้ำอีกได้
การผ่าตัดในปัจจุบันนี้จะใช้กล้องผ่าตัดที่เรียกว่า
Microscope ซึ่งจะขยายให้เห็นส่วนต่าง ๆ ชัดเจน ทำให้มีความปลอดภัย
และได้ผลการรักษาดี อย่างไรก็ตามการผ่าตัดก็มีความเสี่ยงมากขึ้นโดยเฉพาะก้อนที่มีขนาดใหญ่มาก
ซึ่งมักจะติดกับแกนสมอง
2. Medulloblastoma (เมดดัลโลบลาสโตมา)
มักเกิดในส่วนของสมองน้อย
เนื้องอกชนิดนี้โตเร็ว และอาจจะกระจายไปตามทางเดินของน้ำไขสันหลังได้
นอกจากนั้นก้อนที่โตขึ้น อาจจะกดเบียดทางเดินของน้ำไขสันหลัง
ทำให้เกิดภาวะน้ำคั่งในสมอง ซึ่งทำให้อาการมากขึ้น
ในบางรายอาการทรุดลงเร็วมาก อาจจะต้องผ่าตัดใส่ท่อระบายน้ำก่อน
การรักษาจำเป็นต้องผ่าตัดเอาเนื้องอกออกให้ได้มากที่สุด
แล้วตามด้วยการฉายแสง และในบางรายอาจจะพิจารณาใช้เคมีบำบัด
ผลการรักษาในปัจจุบันนี้สามารถช่วยให้ผู้ป่วยบางรายอยู่รอดได้ถึง
10 ปี

ภาพเอ็กซเรย์ เนื้องอกชนิด Medulloblastoma
3. Brain stem Glioma (เนื้องอกกลัยโอมาที่แกนสมอง)
เป็นเนื้องอกที่มักจะโตเร็ว
เนื่องจากเกิดในตำแหน่งสำคัญมากคือ แกนสมอง จึงทำให้อาการมาก
และอาจทรุดลงเร็ว เนื้องอกชนิดนี้ไม่สามารถผ่าตัดให้หายได้
แต่ในบางรายการผ่าตัดก็อาจจะจำเป็น เนื่องจากการผ่าตัดที่แกนสมองมีความเสี่ยงมาก
ในอดีตจึงไม่ค่อยจะรักษาโดยการผ่าตัด แต่ในปัจจุบันนี้มีอุปกรณ์ที่จะช่วยทำให้ปลอดภัยมากขึ้น
เช่น กล้องผ่าตัด, เครื่องมือนาวิเกเตอร์บอกตำแหน่งระหว่างผ่าตัด
เนื้องอกชนิดนี้ไม่ตอบสนองต่อการฉายแสง และเคมีบำบัดนัก
การพยากรณ์โรคมักไม่ค่อยดี

ภาพเอ็กซเรย์ Brain stem Glioma
การผ่าตัดในปัจจุบันนี้จะใช้กล้องผ่าตัดที่เรียกว่า Microscope
ซึ่งจะขยายให้เห็นส่วนต่างๆชัดเจน ทำให้มีความปลอดภัย และได้ผลการรักษาดี
อย่างไรก็ตามการผ่าตัดก็มีความเสี่ยงมากขึ้น โดยเฉพาะก้อนที่มีขนาดใหญ่มาก
ซึ่งมักจะติดกับแกนสมอง |