ชื่อเข้าระบบ
รหัสผ่าน
 
+ ลืมรหัสผ่าน
+ สมัครสมาชิกใหม่
SPECIAL CENTER
ศูนย์กล้ามเนื้อ กระดูก และข้อ
ศูนย์ความงาม
ศูนย์ตรวจสุขภาพ
ศูนย์รักษ์เต้านม
ศูนย์ทันตกรรม
ศูนย์มะเร็ง
ศูนย์ระบบทางเดินอาหาร
ศูนย์โรคไต
ศูนย์เลสิค
ศูนย์เวชศาสตร์ฟื้นฟูและกายภาพบำบัด
ศูนย์สมองและระบบประสาท
ศูนย์สุขภาพเด็กและวัยรุ่น
ศูนย์สุขภาพหญิง
ศูนย์ส่งเสริมศักยภาพแห่งการใช้ชีวิต
ศูนย์หัวใจ
ศูนย์ห้องปฏิบัติการ
คลินิกความอ้วน
คลินิกตา
คลินิกเบาหวานและต่อมไร้ท่อ
คลินิกผิวหนัง
คลินิกระบบทางเดินปัสสาวะ
คลินิกโรคลำไส้ใหญ่และทวารหนัก
คลินิกภูมิแพ้
คลินิกหู คอ จมูก
คลินิกศัลยกรรม
คลินิกอายุรกรรม
PACKAGES & PROMOTIONS
FACILITIES
PHYATHAI MEMBERSHIP CARD
ศูนย์สมองและระบบประสาท

โรคหลอดเลือดสมองมีความสำคัญอย่างไร

โรคหลอดเลือดสมองทำให้เกิดอัมพฤกษ์อัมพาต (แขนและขาอ่อนแรงครึ่งซีก) มีปัญหาทางด้านความคิด สูญเสียความจำ มีปัญหาทางด้านการพูด อารมณ์แปรปรวน การเกิดภาวะสมองขาดเลือดเป็นประสบการณ์ที่ร้ายแรงมาก ภาวะสมองขาดเลือดที่มีเนื้อสมองตาย มักเกิดจากการขาดเลือดและออกซิเจนไปเลี้ยง โดยทั่วไปเกิดจากการอุตตันของหลอดเลือดแดงในสมองหรือหลอดเลือดแดงคาโรติด ซึ่งเป็นหลอดเลือดแดงบริเวณคอที่นำเลือดไปเลี้ยงบริเวณสมอง ภาวะสมองขาดเลือดนี้มักเกิดจากหลอดเลือดสมองตีบ ( Ischemic stroke) หรือภาวะหลอดเลือดสมองแตก (Hemorrhagic stroke) ซึ่งมักเกิดจากการที่ผนังหลอดเลือดแตกทำให้มีเลือดคั่งในเนื้อสมอง

ประมาณ 1ใน 3 ของผู้ป่วยมักมีอาการของภาวะสมองขาดเลือดชั่วคราวนำมาก่อน ลักษณะดังกล่าวมักเป็นเวลาสั้น ๆ เกิดขึ้นเมื่อเลือด และออกซิเจนไหลเวียนลดลงชั่วคราว ภาวะสมองขาดเลือดชั่วคราวหรือเรียกว่า มินิ – สโตรก มีอาการเกิดขึ้นตั้งแต่ 2 – 3 นาทีถึงเป็นชั่วโมง เป็นสัญญาณเตือนบอกถึงความเสี่ยงในการเกิดภาวะสมองขาดเลือดเพิ่มขึ้นในอนาคต
ภาวะขาดเลือดแดงตีบตันเป็นสาหตุของภาวะสมองขาดเลือด
ภาวะสมองขาดเลือดและ ภาวะสมองขาดเลือดชั่วคราว เกิดขึ้นเมื่อมีการตีบแคบลงของหลอดเลือดแดง คาโรติดหรือหลอดเลือดแดงของสมองทำให้การไหลเวียนของเลือดลดลง
คราบอันตราย
เช่นเดียวกับคราบสกปรกที่ฟัน โดยโคเลสเตอรอลและสารอื่นๆ สามารถสะสมที่ผนังของหลอดเลือด ลักษณะที่เกิดขึ้นเรียกว่าคราบ ( Plaque) ส่งผลให้หลอดเลือดแดงตีบแคบลงเมื่อคราบมีมากขึ้น ทำให้เลือดไหลผ่านได้ยากขึ้น
คราบที่แตกและลิ่มเลือด
เมื่อคราบปริแตก เกร็ดเลือดจะยึดเกาะกันเพื่อรักษาปกปิดคราบที่เสียหายและกระตุ้นให้เกิดลิ่มเลือดขึ้น ลิ่มเลือดดังกล่าวสามารถก่อตัวโตขึ้นจนกระทั่งอุดกั้นหลอดเลือดแดงได้ กรณีที่ลิ่มเลือดไม่เสถียรอาจแตกออก หรือหลุดเคลื่อนไปยังหลอดเลือดแดงขนาดเล็กทำให้เกิดการตีบตัน เมื่อภาวะหลอดแดงตีบตันเกิดขึ้น มีผลต่อกระแสเลือดที่ไปเลี้ยงสมองลดลง และทำให้เกิดภาวะสมองขาดเลือดหรือสมองขาดเลือดชั่วคราว
ภาวะหลอดเลือดแดงตีบตันสามารถเกิดขึ้นหลายส่วนของร่างกายในเวลาเดียวกัน

หากคุณต้องทรมานจาก ภาวะหลอดเลือดแดงตีบตันไม่ว่าจะจากภาวะสมองขาดเลือดหรือขาดเลือดชั่วคราว คุณกำลังอยู่ในภาวะเสี่ยงที่เกิดอาการต่างๆ เหล่านี้ซ้ำอีกได้ แต่เป็นการยากที่จะทำนายว่าจะเกิดหลอดเลือดแดงอุตตันครั้งต่อไปกับส่วนใดของร่างกาย ตัวอย่างเช่น ถ้าคุณกำลังมีปัญหาเกี่ยวกับหลอดเลือดหัวใจ คุณจะมีความเสี่ยงมากขึ้นในการเกิดอาการทางหัวใจซ้ำ หรือเกิดภาวะสมองขาดเลือดเพิ่มขึ้น หรือถ้าคุณได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคหลอดเลือดแดงที่ขาตีบตัน คุณมีคุณมีความเสี่ยงในการเกิดทั้งหัวใจหรือสมองขาดเลือด

ปัจจัยเสี่ยงต่อไปนี้จะมีผลต่อการเกิดภาวะสมองขาดเลือด

• ความดันโลหิตสูง เป็นปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญที่สุด • หัวใจเต้นผิดจังหวะ ชนิด atrial fibrillation หรือ AF เป็นสาเหตุการเต้นของหัวใจที่พบบ่อยที่สุด ทำให้เกิดลิ่มเลือดขึ้นไปในช่องหัวใจ เมื่อหัวใจบีบตัว ลิ่มเลือดจะลอยหลุดไปอุดตันเส้นเลือดในสมองได้
• ระดับไขมันในเลือดสูง ทำให้หลอดเลือดแข็งตัว มีการตีบแคบลงในที่สุด ทำให้เกิดการอุดตันได้
• เบาหวาน ผู้ที่เป็นโรคเบาหวานมีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหลอดเลือดสมองสูงกว่าคนปกติ 2-4 เท่า
• มีประวัติเคยเป็นโรคหลอดเลือดสมอง หรือ TIA (Transient Ischemic Attack หรือ mini stroke) จะเพิ่มความเสี่ยงของคุณให้มากขึ้นโดย 1 ใน 3 ของคนที่เป็นโรคหลอดเลือดสมองหรือ TIA มีโอกาสเกิดอัมพฤกษ์อัมพาตใด้ถายในเวลา 5 ปี
• การสูบบุหรี่ คนที่สูบบุหรี่จะมีปัจจัยเสี่ยงเพิ่มมากกว่าคนที่ไม่สูบถึง 5-6 เท่า
• ขาดการออกกำลังกายจะเพิ่มความเสี่ยงของของการเกิดโรคหลอดเลือดสมองอุดตัน
• ผู้ที่ดื่มแอลกอฮอล์มากกว่า 1-2 แก้วต่อวันจะเพิ่มความเสี่ยงของการเกิดโรคหลอดเลือดสมองแตก
• อายุ โรคหลอดเลือดสมองมักพบในคนอายุมากกว่า 65 ปี แต่คนที่อายุน้อยกว่านี้ก็มีโอกาสเป็นโรคนี้ได้
• ประวัติในครอบครัว ถ้าบุคคลในครอบครัวของคุณเป็นโรคหลอดเลือดสมองมาก่อน จะเพิ่มความเสี่ยงให้คุณมากขึ้น

การลดความเสี่ยงในการเกิดภาวะสมองขาดเลือดและสมองขาดเลือดชั่วคราวหรือภาวะอื่น ๆ ซ้ำ
มีหลายปัจจัยที่ทำให้คุณมีความเสี่ยงในการเกิดภาวะสมองขาดเลือด เช่น อายุ 35 ปี จะมีความเสี่งเพิ่มขึ้น ผู้ชายจะมีความเสี่ยงมากกว่าผู้หญิง เป็นต้นแพทย์สามารถให้รายละเอียดเกี่ยวกับโรคและคำแนะนำในการเปลี่ยนแปลงแบบแผนการดำเนินชีวิต ซึ่งจะช่วยให้คุณปฏิบัติตัวได้ถูกต้องการร หรือกรณีที่มีปัญหาเกี่ยวกับภาวะหลอดเลือดแดงตีบตันหรือยาที่ได้รับ
จะทราบได้อย่างไรว่าสมองขาดเลือด
อาการของการเกิดหลอดเลือดสมองอุดตันหรือหลอดเลือดแตกในสมองขึ้นอยู่กับตำแหน่งของหลอดเลือดที่เป็น ถ้าเกิดตรงตำแหน่งของสมองที่ควบคุมการเคลื่อนไหวของแขนขา ก็จะทำให้ผู้ป่วยมีแขนขาอ่อนแรงอย่างเฉียบพลันทันที ซึ่งอาการอัมพาต อัมพฤกษ์นี้คนทั่วไปรู้จักดี แต่ความจริงแล้วถ้าหลอดเลือดอุดตัน หรือหลอดเลือดแตกในตำแหน่งอื่นๆ อาการก็จะแสดงออกต่างๆกัน ดังนี้

อาการบ่งชี้โรคหลอดเลือดสมอง

ปากเบี้ยว, มุมปากด้านใดด้านหนึ่งตกลง หรือไม่ขยับ สังเกตได้โดยให้ผู้ป่วยยิ้มหรือยิงฟัน
แขนข้างใดข้างหนึ่งอ่อนแรง ให้ผู้ป่วยยกแขนตั้งฉากกับลำตัวนาน 10 วินาที แล้วพบว่าแขนด้านใดด้านหนึ่งตก
ผู้ป่วยพูดไม่ชัด, พูดไม่สะดวก, ใช้คำผิด คำพูดสับสน หรือไม่สามารถพูดได้

• มีอาการชาหรือแขนขาอ่อนแรงครึ่งซีก ปากเบี้ยว

เป็นทันทีทันใด

• มีการเปลี่ยนแปลงการมองเห็น เช่น ตาข้างใดข้างหนึ่งมองไม่เห็น หรือมองไม่เห็นครึ่งซีกของลานสายตาหรือเห็นภาพซ้อน

เป็นทันทีทันใด

• มีปัญหาการพูด เช่น พูดไม่ออก ฟังไม่เข้าใจภาษา พูดอ้อแอ้ไม่ชัด

เป็นทันทีทันใด

• ปวดศรีษะรุนแรงและไม่เคยเป็นมาก่อนร่วมกับอาเจียนหรือหมดสติ

เป็นทันทีทันใด

• เวียนศีรษะ บ้านหมุน รู้สึกโครงเครง เดินเซคล้ายคนเมาเหล้า

เป็นทันทีทันใด

จึงเรียกกลุ่มอาการสำคัญเหล่านี้ว่า 5 อาการเตือนของโรคหลอดเลือดสมอง
การรักษาโรคหลอดเลือดสมอง
แบบที่ 1 มีอาการมาน้อยกว่า 3 ช.ม. นับตั้งแต่เริ่มมีอาการจนเมื่อมาถึงโรงพยาบาล แพทย์อาจจะให้ยาละลายลิ่มเลือดช่วยรักษา แต่เนื่องจากตัวยา มีผลข้างเคียงค่อนข้างมาก จึงต้องได้รับการตรวจร่างกายอย่างละเอียดจากแพทย์ รวมทั้งตรวจเลือดและเอ็กซเรย์คอมพิวเตอร์สมอง เพื่อช่วยในการตัดสินใจว่าจะให้ยาตัวนี้ได้หรือไม่ และต้องรับไว้รักษาในโรงพยาบาล

แบบที่ 2 มีอาการมามากกว่า 3 ช.ม. และผู้ป่วยที่มีอาการมาน้อยกว่า 3 ช.ม. แต่ไม่สามารถให้การรักษาในแบบที่ 1 ได้เนื่องจากเหตุผลใดๆ ก็ตามที่แพทย์จะเป็นผู้พิจารณา ผู้ป่วยที่มีอาการมากมักจะต้องรับไว้รักษาในโรงพยาบาล หากมีอาการไม่มาก และแพทย์พิจารณาว่าสามารถดูแลรักษาที่บ้านได้หรือมีอาการมาหลายวันแล้ว อาจจะได้รับคำแนะนำให้การดูแลรักษาที่บ้าน การพิจารณาเลือกใช้ยา หรือการผ่าตัดรักษาขึ้นอยู่กับอาการของผู้ป่วย ผู้ป่วยบางรายที่มีระดับความดันโลหิตสูงมากๆ อาจต้องได้ยาลดความดันหยดทางน้ำเกลือเข้าหลอดเลือดดำ เพื่อลดระดับความดันโลหิตอย่างรวดเร็วให้ลงมาระดับที่ปลอดภัย ในทางกลับกันผู้ป่วยบางรายอาจได้รับการลดหรืองดยาความดันโลหิตสูงชั่วคราวในช่วงสัปดาห์แรก ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับการพิจารณาของแพทย์ ส่วนการรักษาอื่นๆที่สำคัญได้แก่ การทำกายภาพบำบัดเพื่อฟื้นฟูสมรรถภาพ การดูแลป้องกันมิให้เกิดโรคแทรกซ้อน และการรักษาแก้ไขปัจจัยเสี่ยงต่างๆ ได้แก่ โรคความดันโลหิตสูง โรคเบาหวาน ไขมันในเลือดสูง การสูบบุหรี่ เป็นต้น

เคล็ดลับ : ในขณะฟื้นฟูสุขภาพ ควรรับประทานยาที่แพทย์สั่งให้ครบทุกชนิด เช่น ยาลดความดันโลหิต ยาลดไขมันในเลือด และยาต้านเกร็ดเลือด โดยยาดังกล่าวได้รับการรับรองถึงประสิทธิภาพในการป้องกันและลดความเสี่ยงจากภาวะหลอดเลือดสมองตีบตัน หรือสมองขาดเลือดที่อาจเกิดซ้ำได้อีก
ความดันโลหิตสูงกับโรคหลอดเลือดสมอง
โรคความดันโลหิตสูงเป็นโรคที่มีผลทำให้เกิดความเสียหายต่อหัวใจและหลอดเลือดแดงของร่างกาย ซึ่งรวมถึงหลอดเลือดแดงของสมองด้วย ภาวะความดันโลหิตสูงจะเร่งให้มีการเปลี่ยนแปลงที่ผนังของหลอดเลือดสมอง มีการหนาตัวขึ้น รูของหลอดเลือดแดงจะตีบแคบลงจนถึงขั้นอุดตันได้ นอกจากนี้ยังทำให้หลอดเลือดแดงเล็กๆที่สมองโป่งพองออกเป็นกระเปาะเล็กๆ ซึ่งมีโอกาสแตกได้ โดยเฉพาะถ้าระดับความดันโลหิตสูงมากๆ ผลของหลอดเลือดแดงในสมองอุดตันหรือหลอดเลือดแดงในสมองแตกทั้ง 2 ภาวะดังกล่าวรวมเรียกว่า โรคหลอดเลือดสมอง ทั้งนี้อาการของผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองที่รู้จักกันดีคือ อาการอ่อนแรงของแขนขาซีกหนึ่ง ที่มัพบร่วมกับอาการปากเบี้ยวด้วย ที่เรียกว่าอัมพาต หรือ อัมพฤกษ์ นั่นเอง
ผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูง จำเป็นต้องมีอาการปวดศีรษะหรือไม่
ความเชื่อที่ว่าความดันโลหิตที่สูงจะทำให้เกิดอาการปวดศีรษะ และถ้าไม่มีอาการปวดศีรษะแสดงว่าความดันโลหิตไม่น่าจะสูง เป็นความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนมาก ดรคความดันโลหิตสูง ถูกให้สมญานามว่าฆาตกรเงียบ เนื่องจากผู้ป่วยส่วนใหญ่มักจะไม่มีอาการผิดปกติใดๆเลย แต่การทำลายอวัยวะต่างๆ เช่น หัวใจและหลอดเลือดจะค่อยๆเป็นมากขึ้นอย่างช้าๆ จนเมื่อเป็นมากแล้วผุ้ป่วยจึงมีอาการผิดปกติเกิดขึ้น เช่น ในภาวะหลอดเลือดแดงแตกในสมอง เลือดที่ออกจะเบียดเนื้อสมองที่อยู่ในกระโหลกศีรษะซึ่งมีเนื้อที่จำกัด ส่วนภาวะหลอดเลือดในสมองอุดตันจะทำให้เนื้อสมองขาดเลือดจนถึงขั้นเนื้อสมองตาย ส่งผลให้เนื้อสมองส่วนดังกล่าวบวมทำให้แรงดันในกระโหลกศีรษะสูงได้เหมือนกัน ทำให้ผู้ป่วยปวดศีระมากร่วมกับอาการอัมพาต อัทพฤกษ์ ผู้ป่วยอาจมีอาการมากจนถึงแก่ชีวิตได้ หากก้อนเลือดนั้นมีขนาดใหญ่หรือสมองบวมมาก ดังนั้นผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูง จึงควรได้รับการตรวจวัดและควบคุมระดับความดันโลหิตให้ปกติโดยการปฏิบัตตัว และรับประทานยาอย่างสม่ำเสมอตามคำแนะนำของแพทย์ การจะเลือกรับประทานยาเฉพาะวันที่รู้สึกปวดศีรษะด้วยความเข้าใจผิด คิดว่าความดันโลหิตคงจะสูงเฉพาะเวลานั้นเท่านั้น วันใหนไม่ปวดศีรษะก็ไม่รับประทานยา ผลจากการรับประทานยาไม่สม่ำเสมอจะทำให้การควบคุมภาวะความดันโลหิตสูงไม่ได้ผล ระดับความดันโลหิตจะแกว่งขึ้นๆลงๆ ทำให้เกิดโรคแทรกซ้อนต่างๆ ตามมาได้
ข้อแนะนำในการปฏิบัติตนเพื่อไม่ให้เกิด โรคหลอดเลือดสมอง
1.รักษาความดันโลหิตสสูงให้ดีและสม่ำเสมอโดยควบคุมระดับความดันโลหิตให้ถึงเป้าหมาย ในคนทั่วไปให้ระดับความดันโลหิตควรต่ำกว่า 140/90 มม.ปรอท เฉพาะในผู้ป่วยเบาหวานหรือไตวายเรื้อรังให้ระดับความดันโลหิตต่ำกว่า 130/80 มม.ปรอท

2.ควรงดดื่มแอลกอฮอล์และงดสูบบหรี่ เมื่อหยุดสูบบุหรี่ 1 ปี สามารถลดอัตราความเสี่ยงที่จะเกิดโรคหลอดเลือดสมองลงถึงครึ่งหนึ่ง

3.หากเป็นโรคเบาหวาน ควรควบคุมระดับน้ำตาลให้ดีไกล้เคียงปกติ กล่าวคือระดับน้ำตาลหลังงดอาหารและน้ำอย่างน้อย 8 ชม. (fasting blood sugar : FBS) ควรต่ำกว่า 140 มก./เดซิลิตร และน้ำตาลสะสม (hemoglobin A1C : HbA1C) ควรต่ำกว่าร้อยละ 7

4.หากมีภาวะไขมันในเลือดสูง ต้องควบคุมให้ระดับไขมันที่ไม่ดี (low dencity lipoprotein cholesterol : LDL-chol )ให้ต่ำลงถึงเป้าหมาย ซึ่งในแต่ละรายจะแตกต่างกัน และระดับไขมันที่ดีดี (high dencity lipoprotein cholesterol : HDL-chol )ให้สูง ในผู้ชายควรสูงกว่า 40 มก./เดซิลิตร และในผู้หญิงควรสูงกว่า 50 มก./เดซิลิตร

5.ออกกำลังกายสม่ำเสมอ

6.ควบคุมน้ำหนักตัว ถ้าคุณมีน้ำหนักตัวมาก จำเป็นต้องมีการวางแผนเพื่อปรับเปลี่ยนวิถีการดำรงชีวิต เช่น ลดการรับประทานอาหารที่มีแลลอรี่สูง และออกกำลังกายทุกวันเพื่อควบคุมน้ำหนัก

7.หากเป็นโรคหัวใจหรือลิ้นหัวใจผิดปกติ โดยเฉพาะในรายที่มีการเต้นของหัวใจผิดปกติ ควรปรึกษาแพทย์ ซึ่งอาจต้องใช้ยาป้องกันไม่ให้เกิดลิ่มเลือดในหัวใจ

8.ควรให้แพทย์ตรวจดูหลอดเลือดที่คอเป็นระยะๆ โดยเฉพาะในรายที่ทราบว่าเริ่มมีการตีบแล้ว เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดลิ่มเลือดหลุดไปอุดหลอดเลือดสมอง

9.รับประทานอาหารที่ถูกสุขลักษณะและมีประโยชน์ต่อสุขภาพ โดย
    - ลดการบริโภคอาหารที่มีไขมันอิ่มตัว โคเลสเตอรอลหรือไตรกลีเซอไรด์สูงเช่น เนื้อสัตว์ติดมัน ไข่แดง เนย ครีม เครื่องในสัตว์ น้ำมันจากสัตว์ กะทิ น้ำมันมะพร้าว น้ำมันปาล์ม น้ำหวาน ขนมหวาน เครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ หลีกเลี่ยงอาหารทอดทุกชนิด หลีกเลี่ยงอาหารที่รสหวานจัด เช่น ทุเรียน ลำใย มะม่วงสุก ลองกอง กล้วยสุก เป็นต้น

     - ควรรับประทานอาหารที่มีไขมันต่ำแทน เช่น นมพร่องมันเนย ผัก ผลไม้ที่ไม่มีรสหวานมาก ( ส้ม ฝรั่ง แคนตาลูป แอปเปิ้ล มะละกอสุก เป็นต้น) ไข่ขาว เนื้อปลา เนื้อสัตว์ไม่ติดมัน น้ำมันพืช

     - รับประทานอาหารที่มีกากใยสูงได้แก่ ผัก ผลไม้ ข้าวกล้อง ข้าวซ้อมมือ อาหารประเภทธัญพืช จะช่วยลดการดูดซึมโคเลสเตอรอลในลำไส้เล็ก รวมทั้งจับกับน้ำดีและขับออกไปกับอุจจาร ะทำให้ร่างกายต้องนำโคเลสเตอรอลมาสร้างเป็นน้ำดีเพิ่มขึ้น เป็นผลให้ระดับโคเลสเตอรอลในเลือดลดลง และป้องกันภาวะท้องผูกได้ดีอีกด้วย

     - หลีกเลี่ยงอาหารที่มีรสเค็มเกินไปหรือผ่านกระบวนการปรุงด้วยเกลือ เช่นอาหารหมักดอง อาหารตากแห้ง หรือ อาหารกระป๋อง เป็นต้น
ข้อแนะนำในการปฏิบัติเพื่อไม่ให้เกิดโรคหลอดเลือดสมองซ้ำ สำหรับในรายที่เคยเป็นแล้ว
1.รับประทานยาให้สม่ำเสมอ
2.ติดตามการรักษาปฏิบัติตามแพทย์สั่งอย่างเคร่งครัด
3.แพทย์อาจใช้ยาลดความดันโลหิตบางชนิด ที่มีผลต่อการศึกษาแล้วว่าช่วยป้องกันการเกิดซ้ำ ของโรคหลอดเลือดสมองได้ ทั้งนี้อยู่ในดุลยพินิจของแพทย์