
|
โรคหลอดเลือดสมองมีความสำคัญอย่างไร
|

|
โรคหลอดเลือดสมองทำให้เกิดอัมพฤกษ์อัมพาต
(แขนและขาอ่อนแรงครึ่งซีก) มีปัญหาทางด้านความคิด สูญเสียความจำ
มีปัญหาทางด้านการพูด อารมณ์แปรปรวน การเกิดภาวะสมองขาดเลือดเป็นประสบการณ์ที่ร้ายแรงมาก
ภาวะสมองขาดเลือดที่มีเนื้อสมองตาย มักเกิดจากการขาดเลือดและออกซิเจนไปเลี้ยง
โดยทั่วไปเกิดจากการอุตตันของหลอดเลือดแดงในสมองหรือหลอดเลือดแดงคาโรติด
ซึ่งเป็นหลอดเลือดแดงบริเวณคอที่นำเลือดไปเลี้ยงบริเวณสมอง
ภาวะสมองขาดเลือดนี้มักเกิดจากหลอดเลือดสมองตีบ ( Ischemic
stroke) หรือภาวะหลอดเลือดสมองแตก (Hemorrhagic stroke)
ซึ่งมักเกิดจากการที่ผนังหลอดเลือดแตกทำให้มีเลือดคั่งในเนื้อสมอง
ประมาณ 1ใน 3 ของผู้ป่วยมักมีอาการของภาวะสมองขาดเลือดชั่วคราวนำมาก่อน
ลักษณะดังกล่าวมักเป็นเวลาสั้น ๆ เกิดขึ้นเมื่อเลือด
และออกซิเจนไหลเวียนลดลงชั่วคราว ภาวะสมองขาดเลือดชั่วคราวหรือเรียกว่า
มินิ สโตรก มีอาการเกิดขึ้นตั้งแต่ 2 3 นาทีถึงเป็นชั่วโมง
เป็นสัญญาณเตือนบอกถึงความเสี่ยงในการเกิดภาวะสมองขาดเลือดเพิ่มขึ้นในอนาคต |
| ภาวะขาดเลือดแดงตีบตันเป็นสาหตุของภาวะสมองขาดเลือด |
| ภาวะสมองขาดเลือดและ
ภาวะสมองขาดเลือดชั่วคราว เกิดขึ้นเมื่อมีการตีบแคบลงของหลอดเลือดแดง
คาโรติดหรือหลอดเลือดแดงของสมองทำให้การไหลเวียนของเลือดลดลง |
| คราบอันตราย |
| เช่นเดียวกับคราบสกปรกที่ฟัน โดยโคเลสเตอรอลและสารอื่นๆ
สามารถสะสมที่ผนังของหลอดเลือด ลักษณะที่เกิดขึ้นเรียกว่าคราบ
( Plaque) ส่งผลให้หลอดเลือดแดงตีบแคบลงเมื่อคราบมีมากขึ้น
ทำให้เลือดไหลผ่านได้ยากขึ้น |
| คราบที่แตกและลิ่มเลือด |
| เมื่อคราบปริแตก เกร็ดเลือดจะยึดเกาะกันเพื่อรักษาปกปิดคราบที่เสียหายและกระตุ้นให้เกิดลิ่มเลือดขึ้น
ลิ่มเลือดดังกล่าวสามารถก่อตัวโตขึ้นจนกระทั่งอุดกั้นหลอดเลือดแดงได้
กรณีที่ลิ่มเลือดไม่เสถียรอาจแตกออก หรือหลุดเคลื่อนไปยังหลอดเลือดแดงขนาดเล็กทำให้เกิดการตีบตัน
เมื่อภาวะหลอดแดงตีบตันเกิดขึ้น มีผลต่อกระแสเลือดที่ไปเลี้ยงสมองลดลง
และทำให้เกิดภาวะสมองขาดเลือดหรือสมองขาดเลือดชั่วคราว |
| ภาวะหลอดเลือดแดงตีบตันสามารถเกิดขึ้นหลายส่วนของร่างกายในเวลาเดียวกัน |
หากคุณต้องทรมานจาก
ภาวะหลอดเลือดแดงตีบตันไม่ว่าจะจากภาวะสมองขาดเลือดหรือขาดเลือดชั่วคราว
คุณกำลังอยู่ในภาวะเสี่ยงที่เกิดอาการต่างๆ เหล่านี้ซ้ำอีกได้
แต่เป็นการยากที่จะทำนายว่าจะเกิดหลอดเลือดแดงอุตตันครั้งต่อไปกับส่วนใดของร่างกาย
ตัวอย่างเช่น ถ้าคุณกำลังมีปัญหาเกี่ยวกับหลอดเลือดหัวใจ
คุณจะมีความเสี่ยงมากขึ้นในการเกิดอาการทางหัวใจซ้ำ
หรือเกิดภาวะสมองขาดเลือดเพิ่มขึ้น หรือถ้าคุณได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคหลอดเลือดแดงที่ขาตีบตัน
คุณมีคุณมีความเสี่ยงในการเกิดทั้งหัวใจหรือสมองขาดเลือด |
| ปัจจัยเสี่ยงต่อไปนี้จะมีผลต่อการเกิดภาวะสมองขาดเลือด |
ความดันโลหิตสูง เป็นปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญที่สุด หัวใจเต้นผิดจังหวะ
ชนิด atrial fibrillation หรือ AF เป็นสาเหตุการเต้นของหัวใจที่พบบ่อยที่สุด
ทำให้เกิดลิ่มเลือดขึ้นไปในช่องหัวใจ เมื่อหัวใจบีบตัว
ลิ่มเลือดจะลอยหลุดไปอุดตันเส้นเลือดในสมองได้
ระดับไขมันในเลือดสูง
ทำให้หลอดเลือดแข็งตัว มีการตีบแคบลงในที่สุด ทำให้เกิดการอุดตันได้
เบาหวาน ผู้ที่เป็นโรคเบาหวานมีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหลอดเลือดสมองสูงกว่าคนปกติ
2-4 เท่า
มีประวัติเคยเป็นโรคหลอดเลือดสมอง หรือ TIA
(Transient Ischemic Attack หรือ mini stroke) จะเพิ่มความเสี่ยงของคุณให้มากขึ้นโดย
1 ใน 3 ของคนที่เป็นโรคหลอดเลือดสมองหรือ TIA มีโอกาสเกิดอัมพฤกษ์อัมพาตใด้ถายในเวลา
5 ปี
การสูบบุหรี่ คนที่สูบบุหรี่จะมีปัจจัยเสี่ยงเพิ่มมากกว่าคนที่ไม่สูบถึง
5-6 เท่า
ขาดการออกกำลังกายจะเพิ่มความเสี่ยงของของการเกิดโรคหลอดเลือดสมองอุดตัน
ผู้ที่ดื่มแอลกอฮอล์มากกว่า 1-2 แก้วต่อวันจะเพิ่มความเสี่ยงของการเกิดโรคหลอดเลือดสมองแตก
อายุ โรคหลอดเลือดสมองมักพบในคนอายุมากกว่า 65 ปี แต่คนที่อายุน้อยกว่านี้ก็มีโอกาสเป็นโรคนี้ได้
ประวัติในครอบครัว ถ้าบุคคลในครอบครัวของคุณเป็นโรคหลอดเลือดสมองมาก่อน
จะเพิ่มความเสี่ยงให้คุณมากขึ้น
|
| การลดความเสี่ยงในการเกิดภาวะสมองขาดเลือดและสมองขาดเลือดชั่วคราวหรือภาวะอื่น
ๆ ซ้ำ |
| มีหลายปัจจัยที่ทำให้คุณมีความเสี่ยงในการเกิดภาวะสมองขาดเลือด
เช่น อายุ 35 ปี จะมีความเสี่งเพิ่มขึ้น ผู้ชายจะมีความเสี่ยงมากกว่าผู้หญิง
เป็นต้นแพทย์สามารถให้รายละเอียดเกี่ยวกับโรคและคำแนะนำในการเปลี่ยนแปลงแบบแผนการดำเนินชีวิต
ซึ่งจะช่วยให้คุณปฏิบัติตัวได้ถูกต้องการร หรือกรณีที่มีปัญหาเกี่ยวกับภาวะหลอดเลือดแดงตีบตันหรือยาที่ได้รับ |
| จะทราบได้อย่างไรว่าสมองขาดเลือด |
อาการของการเกิดหลอดเลือดสมองอุดตันหรือหลอดเลือดแตกในสมองขึ้นอยู่กับตำแหน่งของหลอดเลือดที่เป็น
ถ้าเกิดตรงตำแหน่งของสมองที่ควบคุมการเคลื่อนไหวของแขนขา
ก็จะทำให้ผู้ป่วยมีแขนขาอ่อนแรงอย่างเฉียบพลันทันที ซึ่งอาการอัมพาต
อัมพฤกษ์นี้คนทั่วไปรู้จักดี แต่ความจริงแล้วถ้าหลอดเลือดอุดตัน
หรือหลอดเลือดแตกในตำแหน่งอื่นๆ อาการก็จะแสดงออกต่างๆกัน
ดังนี้
อาการบ่งชี้โรคหลอดเลือดสมอง
 |
ปากเบี้ยว, มุมปากด้านใดด้านหนึ่งตกลง หรือไม่ขยับ
สังเกตได้โดยให้ผู้ป่วยยิ้มหรือยิงฟัน |
 |
แขนข้างใดข้างหนึ่งอ่อนแรง ให้ผู้ป่วยยกแขนตั้งฉากกับลำตัวนาน
10 วินาที แล้วพบว่าแขนด้านใดด้านหนึ่งตก |
 |
ผู้ป่วยพูดไม่ชัด, พูดไม่สะดวก, ใช้คำผิด คำพูดสับสน
หรือไม่สามารถพูดได้ |
มีอาการชาหรือแขนขาอ่อนแรงครึ่งซีก ปากเบี้ยว
|
เป็นทันทีทันใด |
มีการเปลี่ยนแปลงการมองเห็น เช่น ตาข้างใดข้างหนึ่งมองไม่เห็น
หรือมองไม่เห็นครึ่งซีกของลานสายตาหรือเห็นภาพซ้อน
|
เป็นทันทีทันใด |
มีปัญหาการพูด เช่น พูดไม่ออก ฟังไม่เข้าใจภาษา
พูดอ้อแอ้ไม่ชัด
|
เป็นทันทีทันใด |
ปวดศรีษะรุนแรงและไม่เคยเป็นมาก่อนร่วมกับอาเจียนหรือหมดสติ
|
เป็นทันทีทันใด |
เวียนศีรษะ บ้านหมุน รู้สึกโครงเครง เดินเซคล้ายคนเมาเหล้า
|
เป็นทันทีทันใด |
จึงเรียกกลุ่มอาการสำคัญเหล่านี้ว่า 5 อาการเตือนของโรคหลอดเลือดสมอง
|
| การรักษาโรคหลอดเลือดสมอง |
แบบที่
1 มีอาการมาน้อยกว่า 3 ช.ม. นับตั้งแต่เริ่มมีอาการจนเมื่อมาถึงโรงพยาบาล
แพทย์อาจจะให้ยาละลายลิ่มเลือดช่วยรักษา แต่เนื่องจากตัวยา
มีผลข้างเคียงค่อนข้างมาก จึงต้องได้รับการตรวจร่างกายอย่างละเอียดจากแพทย์
รวมทั้งตรวจเลือดและเอ็กซเรย์คอมพิวเตอร์สมอง เพื่อช่วยในการตัดสินใจว่าจะให้ยาตัวนี้ได้หรือไม่
และต้องรับไว้รักษาในโรงพยาบาล
แบบที่ 2 มีอาการมามากกว่า 3 ช.ม. และผู้ป่วยที่มีอาการมาน้อยกว่า
3 ช.ม. แต่ไม่สามารถให้การรักษาในแบบที่ 1 ได้เนื่องจากเหตุผลใดๆ
ก็ตามที่แพทย์จะเป็นผู้พิจารณา ผู้ป่วยที่มีอาการมากมักจะต้องรับไว้รักษาในโรงพยาบาล
หากมีอาการไม่มาก และแพทย์พิจารณาว่าสามารถดูแลรักษาที่บ้านได้หรือมีอาการมาหลายวันแล้ว
อาจจะได้รับคำแนะนำให้การดูแลรักษาที่บ้าน การพิจารณาเลือกใช้ยา
หรือการผ่าตัดรักษาขึ้นอยู่กับอาการของผู้ป่วย ผู้ป่วยบางรายที่มีระดับความดันโลหิตสูงมากๆ
อาจต้องได้ยาลดความดันหยดทางน้ำเกลือเข้าหลอดเลือดดำ
เพื่อลดระดับความดันโลหิตอย่างรวดเร็วให้ลงมาระดับที่ปลอดภัย
ในทางกลับกันผู้ป่วยบางรายอาจได้รับการลดหรืองดยาความดันโลหิตสูงชั่วคราวในช่วงสัปดาห์แรก
ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับการพิจารณาของแพทย์ ส่วนการรักษาอื่นๆที่สำคัญได้แก่
การทำกายภาพบำบัดเพื่อฟื้นฟูสมรรถภาพ การดูแลป้องกันมิให้เกิดโรคแทรกซ้อน
และการรักษาแก้ไขปัจจัยเสี่ยงต่างๆ ได้แก่ โรคความดันโลหิตสูง
โรคเบาหวาน ไขมันในเลือดสูง การสูบบุหรี่ เป็นต้น
เคล็ดลับ : ในขณะฟื้นฟูสุขภาพ ควรรับประทานยาที่แพทย์สั่งให้ครบทุกชนิด
เช่น ยาลดความดันโลหิต ยาลดไขมันในเลือด และยาต้านเกร็ดเลือด
โดยยาดังกล่าวได้รับการรับรองถึงประสิทธิภาพในการป้องกันและลดความเสี่ยงจากภาวะหลอดเลือดสมองตีบตัน
หรือสมองขาดเลือดที่อาจเกิดซ้ำได้อีก |
| ความดันโลหิตสูงกับโรคหลอดเลือดสมอง |
| โรคความดันโลหิตสูงเป็นโรคที่มีผลทำให้เกิดความเสียหายต่อหัวใจและหลอดเลือดแดงของร่างกาย
ซึ่งรวมถึงหลอดเลือดแดงของสมองด้วย ภาวะความดันโลหิตสูงจะเร่งให้มีการเปลี่ยนแปลงที่ผนังของหลอดเลือดสมอง
มีการหนาตัวขึ้น รูของหลอดเลือดแดงจะตีบแคบลงจนถึงขั้นอุดตันได้
นอกจากนี้ยังทำให้หลอดเลือดแดงเล็กๆที่สมองโป่งพองออกเป็นกระเปาะเล็กๆ
ซึ่งมีโอกาสแตกได้ โดยเฉพาะถ้าระดับความดันโลหิตสูงมากๆ
ผลของหลอดเลือดแดงในสมองอุดตันหรือหลอดเลือดแดงในสมองแตกทั้ง
2 ภาวะดังกล่าวรวมเรียกว่า โรคหลอดเลือดสมอง ทั้งนี้อาการของผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองที่รู้จักกันดีคือ
อาการอ่อนแรงของแขนขาซีกหนึ่ง ที่มัพบร่วมกับอาการปากเบี้ยวด้วย
ที่เรียกว่าอัมพาต หรือ อัมพฤกษ์ นั่นเอง |
| ผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูง
จำเป็นต้องมีอาการปวดศีรษะหรือไม่ |
| ความเชื่อที่ว่าความดันโลหิตที่สูงจะทำให้เกิดอาการปวดศีรษะ
และถ้าไม่มีอาการปวดศีรษะแสดงว่าความดันโลหิตไม่น่าจะสูง
เป็นความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนมาก ดรคความดันโลหิตสูง
ถูกให้สมญานามว่าฆาตกรเงียบ เนื่องจากผู้ป่วยส่วนใหญ่มักจะไม่มีอาการผิดปกติใดๆเลย
แต่การทำลายอวัยวะต่างๆ เช่น หัวใจและหลอดเลือดจะค่อยๆเป็นมากขึ้นอย่างช้าๆ
จนเมื่อเป็นมากแล้วผุ้ป่วยจึงมีอาการผิดปกติเกิดขึ้น
เช่น ในภาวะหลอดเลือดแดงแตกในสมอง เลือดที่ออกจะเบียดเนื้อสมองที่อยู่ในกระโหลกศีรษะซึ่งมีเนื้อที่จำกัด
ส่วนภาวะหลอดเลือดในสมองอุดตันจะทำให้เนื้อสมองขาดเลือดจนถึงขั้นเนื้อสมองตาย
ส่งผลให้เนื้อสมองส่วนดังกล่าวบวมทำให้แรงดันในกระโหลกศีรษะสูงได้เหมือนกัน
ทำให้ผู้ป่วยปวดศีระมากร่วมกับอาการอัมพาต อัทพฤกษ์ ผู้ป่วยอาจมีอาการมากจนถึงแก่ชีวิตได้
หากก้อนเลือดนั้นมีขนาดใหญ่หรือสมองบวมมาก ดังนั้นผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูง
จึงควรได้รับการตรวจวัดและควบคุมระดับความดันโลหิตให้ปกติโดยการปฏิบัตตัว
และรับประทานยาอย่างสม่ำเสมอตามคำแนะนำของแพทย์ การจะเลือกรับประทานยาเฉพาะวันที่รู้สึกปวดศีรษะด้วยความเข้าใจผิด
คิดว่าความดันโลหิตคงจะสูงเฉพาะเวลานั้นเท่านั้น วันใหนไม่ปวดศีรษะก็ไม่รับประทานยา
ผลจากการรับประทานยาไม่สม่ำเสมอจะทำให้การควบคุมภาวะความดันโลหิตสูงไม่ได้ผล
ระดับความดันโลหิตจะแกว่งขึ้นๆลงๆ ทำให้เกิดโรคแทรกซ้อนต่างๆ
ตามมาได้ |
| ข้อแนะนำในการปฏิบัติตนเพื่อไม่ให้เกิด
โรคหลอดเลือดสมอง |
1.รักษาความดันโลหิตสสูงให้ดีและสม่ำเสมอโดยควบคุมระดับความดันโลหิตให้ถึงเป้าหมาย
ในคนทั่วไปให้ระดับความดันโลหิตควรต่ำกว่า 140/90 มม.ปรอท
เฉพาะในผู้ป่วยเบาหวานหรือไตวายเรื้อรังให้ระดับความดันโลหิตต่ำกว่า
130/80 มม.ปรอท
2.ควรงดดื่มแอลกอฮอล์และงดสูบบหรี่ เมื่อหยุดสูบบุหรี่
1 ปี สามารถลดอัตราความเสี่ยงที่จะเกิดโรคหลอดเลือดสมองลงถึงครึ่งหนึ่ง
3.หากเป็นโรคเบาหวาน ควรควบคุมระดับน้ำตาลให้ดีไกล้เคียงปกติ
กล่าวคือระดับน้ำตาลหลังงดอาหารและน้ำอย่างน้อย 8 ชม.
(fasting blood sugar : FBS) ควรต่ำกว่า 140 มก./เดซิลิตร
และน้ำตาลสะสม (hemoglobin A1C : HbA1C) ควรต่ำกว่าร้อยละ
7
4.หากมีภาวะไขมันในเลือดสูง ต้องควบคุมให้ระดับไขมันที่ไม่ดี
(low dencity lipoprotein cholesterol : LDL-chol )ให้ต่ำลงถึงเป้าหมาย
ซึ่งในแต่ละรายจะแตกต่างกัน และระดับไขมันที่ดีดี (high
dencity lipoprotein cholesterol : HDL-chol )ให้สูง
ในผู้ชายควรสูงกว่า 40 มก./เดซิลิตร และในผู้หญิงควรสูงกว่า
50 มก./เดซิลิตร
5.ออกกำลังกายสม่ำเสมอ
6.ควบคุมน้ำหนักตัว
ถ้าคุณมีน้ำหนักตัวมาก จำเป็นต้องมีการวางแผนเพื่อปรับเปลี่ยนวิถีการดำรงชีวิต
เช่น ลดการรับประทานอาหารที่มีแลลอรี่สูง และออกกำลังกายทุกวันเพื่อควบคุมน้ำหนัก
7.หากเป็นโรคหัวใจหรือลิ้นหัวใจผิดปกติ โดยเฉพาะในรายที่มีการเต้นของหัวใจผิดปกติ
ควรปรึกษาแพทย์ ซึ่งอาจต้องใช้ยาป้องกันไม่ให้เกิดลิ่มเลือดในหัวใจ
8.ควรให้แพทย์ตรวจดูหลอดเลือดที่คอเป็นระยะๆ โดยเฉพาะในรายที่ทราบว่าเริ่มมีการตีบแล้ว
เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดลิ่มเลือดหลุดไปอุดหลอดเลือดสมอง
9.รับประทานอาหารที่ถูกสุขลักษณะและมีประโยชน์ต่อสุขภาพ
โดย
-
ลดการบริโภคอาหารที่มีไขมันอิ่มตัว โคเลสเตอรอลหรือไตรกลีเซอไรด์สูงเช่น
เนื้อสัตว์ติดมัน ไข่แดง เนย ครีม เครื่องในสัตว์ น้ำมันจากสัตว์
กะทิ น้ำมันมะพร้าว น้ำมันปาล์ม น้ำหวาน ขนมหวาน เครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์
หลีกเลี่ยงอาหารทอดทุกชนิด หลีกเลี่ยงอาหารที่รสหวานจัด
เช่น ทุเรียน ลำใย มะม่วงสุก ลองกอง กล้วยสุก เป็นต้น
- ควรรับประทานอาหารที่มีไขมันต่ำแทน เช่น นมพร่องมันเนย
ผัก ผลไม้ที่ไม่มีรสหวานมาก ( ส้ม ฝรั่ง แคนตาลูป แอปเปิ้ล
มะละกอสุก เป็นต้น) ไข่ขาว เนื้อปลา เนื้อสัตว์ไม่ติดมัน
น้ำมันพืช
-
รับประทานอาหารที่มีกากใยสูงได้แก่ ผัก ผลไม้ ข้าวกล้อง
ข้าวซ้อมมือ อาหารประเภทธัญพืช จะช่วยลดการดูดซึมโคเลสเตอรอลในลำไส้เล็ก
รวมทั้งจับกับน้ำดีและขับออกไปกับอุจจาร ะทำให้ร่างกายต้องนำโคเลสเตอรอลมาสร้างเป็นน้ำดีเพิ่มขึ้น
เป็นผลให้ระดับโคเลสเตอรอลในเลือดลดลง และป้องกันภาวะท้องผูกได้ดีอีกด้วย
-
หลีกเลี่ยงอาหารที่มีรสเค็มเกินไปหรือผ่านกระบวนการปรุงด้วยเกลือ
เช่นอาหารหมักดอง อาหารตากแห้ง หรือ อาหารกระป๋อง เป็นต้น |
| ข้อแนะนำในการปฏิบัติเพื่อไม่ให้เกิดโรคหลอดเลือดสมองซ้ำ
สำหรับในรายที่เคยเป็นแล้ว |
1.รับประทานยาให้สม่ำเสมอ
2.ติดตามการรักษาปฏิบัติตามแพทย์สั่งอย่างเคร่งครัด
3.แพทย์อาจใช้ยาลดความดันโลหิตบางชนิด
ที่มีผลต่อการศึกษาแล้วว่าช่วยป้องกันการเกิดซ้ำ ของโรคหลอดเลือดสมองได้
ทั้งนี้อยู่ในดุลยพินิจของแพทย์ |
 |
 |