คงจำกันได้ว่า สมัยหนึ่งเมื่อยังไม่มียารักษาวัณโรคและไม่มีวัคซีนที่ใช้ฉีดเพื่อสร้างการคุ้มกันวัณโรค ผู้ป่วยทั่วโลกต้องป่วยเจ็บ ล้มตายด้วยโรคนี้เป็นอันมาก เมื่อมียาสเต็ปโตมัยซินออกมาเป็นตัวแรกที่ใช้ฆ่าเชื้อวัณโรค ก็ยังไม่สามารถกำจัดโรคนี้ออกไปได้ทั้งหมด จนกระทั่งมีการพัฒนายารักษาวัณโรคขึ้นมาอีกมากมายหลายตัว รวมทั้งมีวัคซีนฉีดสร้างภูมิคุ้มกันให้กับเด็กแรกเกิดด้วย ทำให้ชาวโลกคาดหวังว่า จะสามารถกำจัดเชื้อวัณโรคตัวร้ายนี้ออกไปจากโลกมนุษย์ได้โดยเด็ดขาดในระยะเวลาหนึ่ง ซึ่งก็ใกล้ความเป็นจริงในสมัยที่ผ่านมาแล้ว
แต่ชาวโลกก็ต้องผิดหวังอีก เพราะเมื่อโรคเอดส์ระบาดทำลายภูมิคุ้มกันของร่างกายในประชากรจำนวนมากทั่วโลก รวมทั้งความอ่อนแอทางด้านสุขภาพของมนุษย์โดยทั่วไปในผู้ป่วยโรคเรื้อรังอื่น ๆ เช่น โรคมะเร็ง เบาหวาน โรคหลอดเลือด เป็นต้น ทำให้เชื้อวัณโรคได้โอกาสกลับระบาดขึ้นมาอีกอย่างกว้างขวาง
แม้การประชาสัมพันธ์ การพัฒนาโปรแกรม การใช้ยาร่วมกันหลายตัวเพื่อควบคุมและรักษาวัณโรคแล้ว แต่ปัญหาการดื้อยาและการใช้ยาที่ไม่สิ้นสุดครบตามวันเวลาที่กำหนด ทำให้ผลการรักษายังไม่เป็นที่พึงพอใจ
นายแพทย์อภิรักษ์ ปาลวัฒนวิไชย ผู้เชี่ยวชาญโรคระบบทางเดินหายใจและวัณโรค ได้ให้ความรู้ในโรคนี้ไว้อย่างดีและตอบคำถามต่าง ๆ ไว้คือ
ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับวัณโรค
วัณโรคคืออะไร
วัณโรค คือ โรคที่เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรียชนิดหนึ่ง ที่ติดต่อโดยทางเดินหายใจ แล้วเข้าไปเติบโตและทำลายปอดหรือส่วนต่างๆ ของร่างกาย
ทำไมจึงเกิดการติดเชื้อวัณโรค
เชื้อวัณโรคอาศัยอยู่ในปอดของผู้ป่วยที่เป็นโรคและยังไม่ได้รับการรักษา เมื่อผู้ป่วยไอหรือจาม เชื้อที่มีขนาดเล็กจนมองไม่เห็นด้วยตาเปล่านี้ก็จะกระจายไปยังอากาศ จากนั้นถ้ามีบุคคลอื่นมาหายใจรับเชื้อเข้าไปก็อาจเกิดโรคขึ้นได้
การติดเชื้อนี้เกิดในกรณีที่ผู้ป่วยและผู้รับเชื้ออยู่ใกล้ชิดกัน และใช้เวลาอยู่ด้วยกันพอสมควร เช่น อยู่ในบ้านหลังเดียวกัน หรือทำงานในห้องเดียวกัน
การป้องกันไม่ให้เชื้อแพร่ไปยังคนรอบข้างทำอย่างไร
ทำได้โดยการกินยาให้ครบตามที่แพทย์สั่ง ในช่วง 2 สัปดาห์แรกที่เริ่มกินยาควรหยุดพักอยู่กับบ้าน งดไปทำงาน หรือไปโรงเรียน
หลังรักษาไปแล้ว 2 สัปดาห์การแพร่เชื้อจะลดลงมาก ผู้ป่วยที่กินยาสม่ำเสมอและติดเชื้อที่ไม่ดื้อยา สามารถดำเนินชีวิตได้ตามปกติ เช่น กินข้าวร่วมกับคนอื่น อาศัยหรือทำงานอยู่ห้องเดียวกันได้
ห้องที่ผู้ป่วยพักควรเป็นห้องโล่งที่มีอากาศถ่ายเทได้สะดวก แสงแดดส่องได้ทั่วถึง เวลาที่ผู้เป็นโรคไอหรือจามควรใช้ผ้าปิดปากและจมูก การติดเชื้อจะไม่เกิดในกรณีที่ใช้ของร่วมกัน การที่ท่านกินยาเป็นประจำจนโรคหายขาดนั้น ไม่เพียงแต่ทำให้ตัวของท่านหายจากโรค แต่ยังเป็นการช่วยเหลือญาติพี่น้องและเพื่อนสนิทของท่านไม่ให้ต้องเป็นโรคได้
เชื้อวัณโรคดื้อยาคืออะไร
เป็นเชื้อที่พัฒนาตัวเองให้ทนต่อยาที่เคยใช้ได้ผล ในผู้ป่วยที่หยุดยาก่อนกำหนด หรือรับประทานยาไม่สม่ำเสมอตามที่แพทย์สั่ง เชื้อนี้ยังแพร่กระจายไปยังญาติเพื่อนฝูงที่อยู่ใกล้ชิดได้
ผู้ป่วยที่มีเชื้อดื้อยาต้องใช้ยารักษาหลายขนาน ที่มีราคาแพง และมีผลข้างเคียงมากกว่ายารักษาวัณโรคทั่วไป ดังนั้นผู้ที่เป็นวัณโรคควรรับประทานยาตามที่แพทย์สั่ง และไม่หยุดรับประทานยาก่อนกำหนด
จะรู้ได้อย่างไรว่าคนที่อยู่ใกล้ชิดกับผู้ป่วยวัณโรคมีการติดเชื้อหรือไม่
การติดเชื้อจะเกิดขึ้นเฉพาะคนใกล้ชิด ที่อาศัยในบ้านหรือทำงานในห้องทำงานเดียวกันกับผู้ป่วย และใช้เวลาอยู่ด้วยกันเป็นเวลาพอสมควร (25 ชั่วโมง/สัปดาห์) คนที่ใกล้ชิดเหล่านี้ควรไปพบแพทย์เพื่อรับการตรวจคัดกรองโรคและให้การรักษาต่อไป

ลักษณะเชื้อวัณโรคที่ได้จากการย้อมด้วยวิธี acid fast bacilli ที่เห็นเชื้อวัณโรคเป็นรูปแท่งสีแดง
ความรู้เกี่ยวกับการใช้ยา
วัณโรครักษาให้หายขาดได้หรือไม่
ผู้ป่วยที่ร่วมมือในการรักษา (โดยการรับประทานยาตามที่แพทย์สั่งจนครบ) เกือบทุกคนจะหายขาดจากโรคได้ การรักษาใช้เวลาอย่างน้อย 6 เดือน ซึ่งในช่วงแรกยาที่ใช้รักษามีอย่างน้อย 4 ชนิด หลังจากเดือนที่สองไปแล้วผู้ป่วยส่วนใหญ่จะได้รับยาลดลงเหลือเพียง 2 ชนิด
ทำไมต้องกินยาเป็นเวลานาน
ในร่างกายของผู้ที่ป่วย โดยเฉพาะที่ปอด มีเชื้อวัณโรคเป็นจำนวนมากหลายล้านตัว เชื้อบางตัวจะตายตั้งแต่เริ่มกินยา แต่การทำลายเชื้อทั้งหมดหรือให้ผู้ป่วยหายขาด ต้องใช้เวลานานอย่างน้อย 6 เดือน
เมื่อมีอาการดีขึ้นแล้วจะหยุดยาเองได้หรือไม่
ภายหลังกินยาไป 1-2 เดือนผู้ที่ป่วยเป็นวัณโรคมักมีอาการดีขึ้น แต่ยังไม่ควรที่จะหยุดยาเอง เพราะยังมีเชื้อวัณโรคที่ยังไม่ตาย พร้อมที่จะโตขึ้นมาใหม่ได้ทันที
ผู้ป่วยที่หยุดกินยาก่อนที่เชื้อจะหมดไปจากร่างกาย มีผลให้เชื้อที่เคยถูกทำลายได้ด้วยยามาตรฐานที่ใช้รักษาวัณโรคจะเปลี่ยนเป็นเชื้อที่ดื้อยา ต้องใช้ยารักษาหลายชนิดมากขึ้น การรักษาให้หายขาดทำได้ยาก ใช้เวลานานขึ้น และที่สำคัญคือจะแพร่เชื้อที่ดื้อยานี้ไปยังคนรอบข้าง
ผลข้างเคียงของยาวัณโรคมีอะไรบ้าง
ยาวัณโรคเป็นยาที่ปลอดภัย แต่ในผู้ป่วยบางรายอาจเกิดผลข้างเคียงจากยาขึ้นได้ ผลข้างเคียงมีทั้งที่ต้องหยุดยาและบางอย่างยังคงใช้ยาต่อไปได้
ผลข้างเคียงที่ควรหยุดยาและมาพบแพทย์ก่อนนัด ได้แก่
* คลื่นไส้ อาเจียน กินอาหารไม่ได้ * ตามัว
* ตัวเหลือง หรือตาเหลือง * ได้ยินเสียงผิดปกติ หรือหูตึง
* มีผื่นขึ้น * ปวดข้อ
* ชารอบริมฝีปาก * มีเลือดออกผิดปกติ
ความผิดปกติที่ยังคงกินยาต่อไปได้ ได้แก่
- ปัสสาวะ น้ำตา เปลี่ยนเป็นสีส้ม ผู้ป่วยสายตาสั้นไม่ควรใช้คอนแทคเลนส์ เพราะจะเปลี่ยนเป็นสีส้ม จากยาที่ออกมากับน้ำตาไปเคลือบเลนส์
- ผิวหนังจะไวต่อแสงแดด ทำให้มีผิวดำขึ้น การป้องกันทำได้โดยทายากันแดดที่มีขายทั่วไป
- ไม่ควรดื่มเหล้าเพราะจะทำให้เกิดอาการคลื่นไส้อาเจียนอย่างมาก
- ยาวัณโรคจะไปลดระดับของยาบางชนิดได้ เช่น ยากินคุมกำเนิด ทำให้ระดับของยาคุม
กำเนิดในกระแสโลหิตลดลง มีผลให้เกิดการตั้งครรภ์ได้ ดังนั้นสตรีที่ใช้ยาคุมกำเนิดจึงควรปรึกษาสูตินารีแพทย์เพื่อเปลี่ยนวิธีคุมกำเนิด
มีวิธีอย่างไรบ้างที่จะช่วยไม่ให้ลืมกินยา
การกินยาวัณโรคต้องใช้เวลาอย่างน้อยถึง 6 เดือน มีโอกาสที่จะลืมกินยาได้บ่อย มีวิธีง่ายๆ ที่จะช่วยไม่ให้ลืม ได้แก่
- กินยาวันละมื้อเดียว และเวลาเดียวกันทุกวัน เช่น ตอนเช้า หรือ ก่อนนอน
- ทำเครื่องหมาย โดยการเซ็นชื่อลงบนปฏิทิน หรือปฏิทินยา หลังกินยาทุกวัน
- จัดยาใส่ในกล่องยาที่แบ่งเป็นช่องทีละสัปดาห์ และวางไว้ในที่ที่เห็นได้ง่าย (แต่อย่าให้เด็กหยิบได้)
- ถ้าท่านยังลืมบ่อยๆ ควรให้ญาติหรือเพื่อนสนิทช่วยเตือนการกินยาทุกวัน
- ถ้ายังไม่ได้ผล ควรเข้าร่วมโครงการ การรักษาวัณโรคภายใต้การสังเกตโดยบุคลากรทาง การแพทย์ที่สถานีอนามัย หรือโรงพยาบาลใกล้บ้านท่าน

หนังสือพิมพ์ เดลินิวส์
2 ธ.ค.50
|