คนไทยมีชีวิตยืนยาวกว่าในอดีตมาก ประชากรอายุมากกว่า 70 ปีมีสัดส่วนมากขึ้น หลายคนยังแข็งแรง แต่มีปัญหาทางสุขภาพที่พบได้บ่อยและอาจทำให้ทุพลภาพคือ ภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะที่เรียกว่า Atrial fibrillation AF ประชากรอายุมากขึ้นก็จะป่วยด้วยโรคนี้มากขึ้น โรคนี้อาจพบร่วมกับโรคหัวใจอื่น ๆ เช่น ลิ้นหัวใจพิการ หลอดเลือดหัวใจตีบตัน หรืออาจไม่พบร่วมกับโรคหัวใจอื่น เรียกว่า Lone atrial fibrillation
โรคนี้กล้ามเนื้อหัวใจจะทำงานปกติ แต่ความผิดปกติเกิดที่หัวใจห้องบนทั้งซีกซ้าย และ ขวา มีกระแสไฟฟ้าผิดปกติ ทำให้หัวใจห้องบนเต้นเร็วมากจนไม่สามารถบีบตัวได้อย่างมีประสิทธิภาพ มีผลให้เลือดไหลเวียนในหัวใจในห้องบนนาน อาจเกิดลิ่มเลือดในหัวใจ
ห้องบน โดยพบที่ซีกซ้ายบ่อยกว่าซีกขวา ลิ่มเลือดนี้อาจหลุดออกมาผ่านหัวใจห้องซ้ายล่างออกไปที่ หลอดเลือดแดงใหญ่ และหลุดไปอุดเส้นเลือดแดงต่าง ๆ ของร่างกาย เช่น
หลอดเลือดแดงของสมอง และหลอดเลือดแดงของแขน ขา หลอดเลือดแดงในช่องท้อง เช่น ไต ตับ ลำไส้เล็ก เป็นผลให้อวัยวะเหล่านี้ขาดเลือดและตายได้ อันเป็นอันตรายอย่างยิ่งต่อชีวิตคนไข้

การที่หัวใจห้องบนเต้นเร็ว อาจมีการนำกระแสไฟฟ้ามาที่ห้องล่าง ทำให้หัวใจห้องล่างเต้นเร็วด้วย ซึ่งส่งผลให้สูบฉีดโลหิตไปเลี้ยงร่างกายลดน้อยลง ทำให้มีอาการใจสั่น เหนื่อย หน้ามืดเป็นลมได้
คนไข้ที่มีอายุมาก และเป็นอัมพาตร่างกายครึ่งซีก และตรวจพบว่าเป็น AF มักได้รับการรักษาด้วยยาป้องกันไม่ให้เลือดแข็งตัวง่าย คือ warfarin ซึ่งช่วยให้เลือดในหัวใจห้องบนแข็งตัวได้ยากขึ้น โอกาสเกิดลิ่มเลือดลดลง แต่การรับประทานยานี้จำต้องตรวจระดับการแข็งตัวของเลือดของคนไข้สม่ำเสมอ ที่เรียกว่า prothrombin time (PT) หรือเจาะหา INR ยานี้มีผลกับยาและอาหารมาก เช่นถ้ารับประทานยาแก้ปวดเข่า ปวดกล้ามเนื้อ อาจทำให้ระดับของ PT สูงมากจนอาจเกิดเลือดออกผิดปกติในร่างกาย เช่นที่สมอง ตามผิวหนัง เลือดออกในอวัยวะภายใน เช่นในกระเพาะอาหาร ในกระเพาะปัสสาวะ ล้วนก่อให้เกิดอันตรายจากผลข้างเคียงของยานี้ได้ ในทางตรงข้ามถ้าทานยาน้อยเกินไป ก็ไม่สามารถป้องกันการแข็งตัวของเลือดได้ดี คนไข้ก็ยังเสี่ยงต่อลิ่มเลือดในหัวใจ
คนไข้ที่เป็นโรคหัวใจเต้นผิดจังหวะนี้มานาน เช่นนานกว่า 6 เดือน โอกาสที่จะใช้ยาแก้ให้หัวใจเต้นจังหวะปกติจะมีน้อยมาก แต่ยาจะช่วยลดการกระตุ้นของกระแสไฟฟ้าที่หัวใจห้องล่าง ทำให้หัวใจห้องล่างเต้นไม่เร็วนัก คนไข้ก็จะไม่มีอาการขาดเลือดของสมองและอวัยวะต่าง ๆ ความดันโลหิตก็จะไม่ต่ำ
ดังนั้นคนไข้ที่ป่วยเป็นโรคนี้ โดยเฉพาะในรายที่เกิดภาวะแทรกซ้อนจากโรคแล้วเคยเป็นอัมพาต เคยมีหลอดเลือดแดงของอวัยวะต่าง ๆ อุดตัน การรักษาด้วยยาป้องกันไม่ให้เลือดแข็งตัวง่ายอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ ต้องรักษาโดยมีเป้าหมายให้หัวใจเต้นจังหวะปกติ ในปัจจุบันมีการรักษาได้สองวิธี คือ การรักษาด้วยสายสวนโดยช่างไฟฟ้าหัวใจ และการรักษาด้วยการผ่าตัดโดยศัลยแพทย์ทรวงอก
การรักษาด้วยสายสวน ต้องใช้เครื่องคอมพิวเตอร์เพื่อหาจุดในหัวใจที่ก่อให้เกิดการเต้นผิดจังหวะนี้ และใช้คลื่นความถี่สูงจี้ทำลายจุดกำเนิดไฟฟ้านี้ หัวใจก็จะเต้นจังหวะปกติ ข้อดีของวิธีนี้คือไม่ต้องมีแผลผ่าตัด ไม่ต้องดมยาสลบ ความเจ็บปวดมีน้อยมาก ข้อเสียคือ ยังเป็นวิธีที่ค่อนข้างใหม่ ทำให้เวลาที่ใช้ทำยังนานมาก อาจนานหลายชั่วโมง และผลที่ได้คือ การที่หัวใจเต้นจังหวะปกติยังได้ประมาณร้อยละ 70 ค่าใช้จ่ายยังสูง อาจมีภาวะแทรกซ้อนที่เป็นอันตรายมาก เช่น ทำให้หลอดเลือดดำจากปอดที่กลับเข้าหัวใจห้องซ้ายบนตีบ บางรายอาจทำให้อวัยวะข้างเคียงได้รับบาดเจ็บที่เป็นอันตรายมากคือ หลอดอาหารทะลุทำให้มีหนองในทรวงอก เกิดการติดเชื้อรุนแรง
การรักษาด้วยการผ่าตัด ซึ่งอาจทำได้สองวิธีคือ
1. การรักษาภายนอกห้องหัวใจ ไม่ต้องใช้เครื่องหัวใจและปอดเทียม อาจใช้คลื่นความถี่สูงทำให้มีแผลเป็นที่หลอดเลือดดำจากปอดทั้งสองข้าง (เพื่อให้ไม่นำกระแสไฟฟ้า) ซึ่งพบว่าจุดที่ก่อให้เกิดการเต้นผิดจังหวะนี้มักอยู่ใกล้หลอดเลือดดำจากปอด การรักษาด้วยวิธีนี้มีข้อดีคือ รอยแผลผ่าตัดเล็ก ไม่ต้องใช้เครื่องหัวใจและปอดเทียม ข้อเสียของวิธีนี้คือ ความสำเร็จได้ประมาณ 80%
2. การรักษาด้วยการผ่าตัดหัวใจแบบเปิดโดยใช้วิธีตัดแล้วเย็บ และจี้ในห้องหัวใจบางจุดด้วยความเย็นจัด หรือใช้สายความถี่สูงจี้ภายในห้องหัวใจซีกบนเพื่อให้เกิดแผลเป็น ไฟฟ้าที่กำเนิดมาจากจุดกำเนิดจะนำไปอย่างมีระเบียบ หัวใจก็จะเต้นจังหวะปกติ ข้อดีของวิธีนี้คือได้ผลดีที่สุด คือการใช้วิธีตัดและเย็บได้ผลสำเร็จมากกว่า ร้อยละ 90 ส่วนวิธีใช้สายจี้คลื่นความถี่สูงจะได้ผลประมาณ ร้อยละ 85 แม้ว่าการผ่าตัดจะมีแผลยาวกว่าวิธีอื่น ๆ และต้องใช้เครื่องหัวใจและปอดเทียม แต่มีข้อดีที่ชัดเจนคือ
อัตราตายและเกิดภาวะแทรกซ้อนไม่สูง อัตราตายประมาณ ร้อยละ 2 และอัตราเกิดภาวะแทรกซ้อนเช่นหัวใจเต้นช้า ต้องใส่เครื่องกระตุ้นไฟฟ้าหัวใจแบบถาวรประมาณ ร้อยละ 5 ภาวะเลือดออกมากหลังผ่าตัดอาจพบได้ถ้าใช้วิธีตัดและเย็บ แต่ถ้าศัลยแพทย์มีความชำนาญสูง โอกาสจะมีเพียง ร้อยละ 2-3 ถ้ามีโรคหัวใจอื่นร่วมด้วย เช่น หลอดเลือดหัวใจตีบ ลิ้นหัวใจพิการ ก็สามารถทำพร้อมกันอย่างปลอดภัย คนไข้ที่ได้รับการซ่อมลิ้นหัวใจ ก็จะไม่ต้องรับประทานยาป้องกันเลือดแข็งตัวง่ายไปตลอด
เวลาในการผ่าตัดมักไม่เกิน 4-5 ชั่วโมง วิธีนี้ยังถือเป็นวิธีมาตรฐานในปัจจุบัน ได้ใช้มาประมาณ 10 ปีแล้ว ภาวะแทรกซ้อนในระยะยาวมีน้อยมาก เช่นต้องให้เครื่องกระตุ้นหัวใจพบได้ประมาณร้อยละ 4 ค่าใช้จ่ายไม่สูงมากกว่าค่าใช้จ่ายผ่าตัดหัวใจเปิดทั่วไป เพราะไม่ต้องการเครื่องมือพิเศษที่มีราคาแพงมากนัก
ในปัจจุบันเป็นที่น่าเสียดายที่คนไข้ที่ป่วยด้วยโรคนี้ มักไม่ได้รับการแนะนำให้รักษาโดยมีเป้าหมายเพื่อทำให้หัวใจเต้นจังหวะปกติ แต่ให้รับประทานยา ซึ่งคนไข้หลายคนจะเกิดภาวะแทรกซ้อนของโรคหลายครั้งจนเป็นอันตรายต่อชีวิต หรือเกิดทุพลภาพรุนแรง เช่น อัมพาตครึ่งซีก แขนขาเน่าตายต้องตัดแขนขากลายเป็นคนพิการ ทั้ง ๆ ที่การรักษาที่กล่าวนี้ จะป้องกันภาวะแทรกซ้อนของหัวใจเต้นผิดปกติอย่างได้ผลดีมาก และทำให้โรคหัวใจเต้นผิดจังหวะหายได้ ข้อมูลจาก รองศาสตราจารย์ นายแพทย์กิตติชัย เหลีองทวีบุญ
หนังสือพิมพ์ เดลินิวส์
11 พ.ย.50 |
|