ชื่อเข้าระบบ
รหัสผ่าน
 
+ ลืมรหัสผ่าน
+ สมัครสมาชิกใหม่
SPECIAL CENTER
ศูนย์กล้ามเนื้อ กระดูก และข้อ
ศูนย์ความงาม
ศูนย์ตรวจสุขภาพ
ศูนย์รักษ์เต้านม
ศูนย์ทันตกรรม
ศูนย์มะเร็ง
ศูนย์ระบบทางเดินอาหาร
ศูนย์โรคไต
ศูนย์เลสิค
ศูนย์เวชศาสตร์ฟื้นฟูและกายภาพบำบัด
ศูนย์สมองและระบบประสาท
ศูนย์สุขภาพเด็กและวัยรุ่น
ศูนย์สุขภาพหญิง
ศูนย์ส่งเสริมศักยภาพแห่งการใช้ชีวิต
ศูนย์หัวใจ
ศูนย์ห้องปฏิบัติการ
คลินิกความอ้วน
คลินิกตา
คลินิกเบาหวานและต่อมไร้ท่อ
คลินิกผิวหนัง
คลินิกระบบทางเดินปัสสาวะ
คลินิกโรคลำไส้ใหญ่และทวารหนัก
คลินิกภูมิแพ้
คลินิกหู คอ จมูก
คลินิกศัลยกรรม
คลินิกอายุรกรรม
PACKAGES & PROMOTIONS
FACILITIES
PHYATHAI MEMBERSHIP CARD
ศูนย์หัวใจ

นวัตกรรมใหม่ในการรักษาแผลในผู้ป่วยเบาหวาน

โรคเบาหวานเป็นปัญหาสาธารณสุขที่สำคัญ สถานการณ์โรคเบาหวานในปัจจุบันอยู่ในภาวะวิกฤติ จากข้อมูลขององค์การอนามัยโลกระบุว่า ตั้งแต่ปี 2003 ถึง 2005 ประชากรที่ป่วยด้วยโรคเบาหวานเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 71 และในปลายปี 2007 จะมีผู้ป่วยเป็นโรคเบาหวานมากถึง 344 ล้านคน

จากข้อมูลของกระทรวงสาธารณะสุขพบว่า ปัจจุบันคนที่วัย 35 ปีขึ้นไปป่วยเป็นเบาหวานมากถึง 2.4 ล้านคน นอกจากนั้นยังพบว่าเมื่ออายุสูงขึ้นมีโอกาสเป็นเบาหวานมากขึ้น แนวโน้มการเพิ่มขึ้นของคามชุกและจำนวนผู้เป็นเบาหวานสูงขึ้นอย่างรวดเร็วทุกปี

การควบคุมระดับน้ำตาลที่ไม่ดีในผู้ป่วยเบาหวานจะนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนเรื้อรังต่างๆ มากมาย ทั้งภาวะแทรกซ้อนที่ตา ไต หัวใจ หลอดเลือดและเส้นประสาททั่วร่างกาย ภาวะแทรกซ้อนหนึ่งที่ผู้ป่วยเบาหวานจะกังวลมากคือ การเกิดแผลที่เท้า สาเหตุเพราะเมื่อเกิดแผลขึ้นแล้ว ผู้ป่วยร้อยละ 7.4 มีความสี่ยงต่อการถูกตัดขา

การรักษาแผลที่เท้าในผู้ป่วยเบาหวานเริ่มด้วยการทำแผลและการให้ยาปฏิชีวนะ ในกรณีที่มีข้อบ่งชี้ว่าการไหลเวียนของเลือดไปสู่บริเวณที่มีแผลไม่ดี ซึ่งเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้แผลไม่ดีขึ้นขั้นตอนต่อไปคือการตรวจหาสาเหตุและตำแหน่งของหลอดเลือดที่อุดตัน ซึ่งสามารถประเมินได้ด้วยการตรวจหลายวิธี เช่น โดยการบันทึกภาพรังสีหลอดเลือดแดง (Angiogram), การตรวจโดย CT 64 slices peripheral run-off หรือ การตรวจเอ็มอาร์เอ ซึ่งใช้คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า ในกรณีที่ผู้ป่วยแข็งแรงไม่มีความเสี่ยงต่อการผ่าตัด และหลอดเลือดแดงไม่ได้เสียไปทั้งหมด การรักษาตามมาตรฐานคือการผ่าตัดขยายหรือตัดต่อเส้นเลือด

อย่างไรก็ตาม ผู้ป่วยที่เป็นเบาหวานมักจะมีปัญหาหลอดเลือดที่ไปเลี้ยงอวัยวะสำคัญตีบตันร่วมด้วย เช่น หัวใจ ไต และสมอง ดังนั้นไม่ใช้ว่าผู้ป่วยทุกคนจะสามารถได้รับการผ่าตัดรักษาตัดต่อส้นเลือดดังกล่าว เนื่องจากสภาพร่างกายอาจไม่เหมาะสมต่อการผ่าตัด เนื่องจากมีความเสี่ยงต่อการสียชีวิตและการเกิดภาวะแทรกซ้อนสูง หรือในผู้ป่วยบางรายหลอดเลือดส่วนปลายได้อุดตันเสียไปหมดแล้ว ทำให้ไม่สามารถผ่าตัดต่อหลอดเลือดได้ ทำให้จำเป็นต้องตัดขาหรือนิ้วที่ขาดเลือดทิ้งไป และเนื่องจากภาวะหลอดเลือดตีบตันส่วนใหญ่มักจะเกิดตั้งแต่บริเวณใต้เข่าลงมา ทำให้ผู้ป่วยต้องได้รับการตัดขาบริเวณใต้เข่า แต่ก็มีผู้ป่วยจำนวนไม่น้อยที่มีภาวะหลอดเลือดตีบตันตั้งแต่เหนือเข่า ทำให้ผู้ป่วยต้องได้รับการตัดขาบริเวณเหนือเข่า แม้ว่าวิทยาการด้านการแพทย์จะเจริญก้าวหน้าขึ้นมีการคิดค้นยารักษาโรคเบาหวานที่มีคุณภาพดีขึ้น แต่ปัญหาการถูกตัดขาจากเบาหวาน ก็มิได้ลดจำนวนลง การถูกตัดขาเป็นภาวะที่น่ากลัวสำหรับผู้ป่วยเบาหวาน ทำให้ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตลดลง เป็นภาระต่อครอบครัวและสังคม รวมทั้งต้องสูญเสียทรัพยากรด้านการแพทย์และงบประมาณของประเทศเป็นจำนวนมหาศาลในการดูแลรักษา

การรักษาแผลเบาหวานด้วยเซลล์บำบัดหรือสเต็มเซลล์
Stem cell (เซลล์ต้นกำเนิด) หมายถึง เซลล์ที่ยังไม่สามารถพัฒนาตัวเป็นเซลล์ตัวเต็มวัยเซลล์นี้สามารถพัฒนาเป็นเซลล์ต่าง ๆ ได้ขึ้นกับอวัยวะที่เซลล์เหล่านี้เข้าไปอยู่

การบำบัดด้วยเซลล์ คือ การปลูกถ่ายเซลล์ต้นกำเนิด (Stem cell) เพื่อซ่อมแซมและเสริมสร้างเนื้อเยื้อที่ถูกทำลาย
  1. เซลล์ต้นกำเนิดในตัวอ่อน (Embryonic stem cell)
  2. เซลล์ต้นกำเนิดในตัวเต็มวัย (Adult stem cell)

เซลล์ต้นกำเนิดจากตัวอ่อน ได้แก่ เซลล์ที่มาจากการผสมระหว่างอสุจิของเพศชายและไข่ของเพศหญิงจนเกิดเป็นตัวอ่อน (Embryo) เซลล์ชนิดนี้ไม่นิยมใช้แพร่หลายเนื่องจากปัญหาทางจริยธรรม ส่วนเซลล์ต้นกำเนิดในตัวเต็มวัย ได้มาจากไขกระดูก กล้ามเนื้อ หรือจากเลือด เซลล์เหล่านี้ยังมีความสามารถที่จะเจริญต่อไปเป็นเซลล์อื่นได้ตามอวัยวะที่เซลล์นี้ไปอยู่ และเป็นเซลล์ที่เป็นที่ยอมรับว่าไม่ผิดจริยธรรมและมีการศึกษานำไปใช้อย่างแพร่หลาย

โรคที่สเต็มเซลล์มีศักยภาพที่จะรักษาได้คือ โรคระบบประสาท เช่น โรคสมองตาย อัลไซเมอร์ กลุ่มโรคที่เกิดจากความเสื่อมของร่างกาย ได้แก่ โรคหัวใจ เช่น กล้ามเนื้อหัวใจตาย หัวใจวาย โรคเบาหวาน มะเร็ง โรคทางโลหิตวิทยา เช่น ธาลัสซีเมีย มะเร็งเม็ดเลือดขาย โรคกระดูกและกระดูกอ่อน โรคตับแข็ง แผลเรื้อรัง ปัจจุบัน “เซลล์ต้นกำเนิด” หรือ สเต็มเซลล์ (Stem Cell) จึงถือว่าเป็นวิทยาการใหม่ทางการแพทย์ที่ไม่มีใครกล้าปฏิเสธอีกต่อไป เพราะการใช้ประโยชน์จากสเต็มเซลล์เป็นความหวังที่จะนำไปรักษาโรคร้ายแรง ซึ่งในปัจจุบันยังไม่มีวิธีรักษาให้หายขาดได้ อย่างไรก็ตาม การใช้สเต็มเซลล์มารักษาโรคต่างๆ ภายในประเทศไทย ยังอยู่ในขั้นตอนของการทำวิจัยและพัฒนา ยังไม่ได้ข้อสรุปที่ชัดเจนของวิธีปฏิบัติที่ใช้ในการรักษาโรค ดังนั้น การประเมินการรักษาในขณะนี้จึงยังไม่สามารถยืนยันว่าจะสามารถซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอของเนื้อเยื่อ หรืออวัยวะที่มีปัญหาได้จริง แต่จากป่วยเป็นโรคที่รักษาไม่ได้วิธีที่ใช้รักษาอยู่ไม่ได้ผลดี การใช้เซลล์ต้นกำเนิดบำบัดอาจเป็นทางเลือกหนึ่งที่น่านำมาพิจารณา

ปัจจุบันได้มีการนำเซลล์ต้นกำเนิดชนิดที่ได้มาจากเลือดของผู้ป่วยเองในการรักษาโรคภาวะหัวใจวาย และโรคกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดอย่างแพร่หลายในหลายสถาบันการศึกษา และโรงพยาบาลเซลล์เหล่านี้เมื่อผ่านกระบวนการเพาะเลี้ยง จะถูกนำไปปลูกถ่ายโดยการฉีดเข้าสู่หัวใจของผู้ป่วยในบริเวณที่มีการอุดตันของหลอดเลือดหัวใจ เพื่อสร้างหลอดเลือดใหม่ไปเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจ ซึ่งพบว่าสามารถช่วยเสริมสร้างการก่อตัวของหลอดเลือดใหม่ภายในบริเวณเนื้อเยื่อที่มีการอุดตันของหลอดเลือด และบรรเทาอาการขอโรคที่เกิดขึ้นกับผู้ป่วย ซึ่งได้แก่อาการเจ็บหน้าอกอย่างรุนแรงโดยเฉพาะในรายที่ไม่ตอบสนองต่อการรักษาที่มีอยู่ในปัจจุบัน ผลการรักษาอยู่ในเกณฑ์ที่มีความปลอดภัยสูงและได้ผลดีเป็นที่น่าพอใจ

สำหรับผู้ป่วยเบาหวานที่มีปัญหาแผลเรื้อรังรวมกับหลอดเลือดตีบที่ไม่สามารถตัดต่อหลอดเลือดได้ นวัตกรรมใหม่ที่เป็นทางออกให้กับผู้ป่วยเหล่านี้คือ การใช้เซลล์บำบัดหรือสเต็มเซลล์ ปัจจุบันได้มีการนำนวัตกรรมใหม่นี้มาใช้ในการรักษาผู้ป่วยแล้ว แต่ยังอยู่ในขั้นการวิจัยทดลอง ซึ่งผลเบื้องต้นอยู่ในเกณฑ์ที่น่าพอใจ

(สงวนลิขสิทธ์ตามกม.)

โดย พญ.อยุทธินี สิงหวินท์ อายุรแพทย์เบาหวานและต่อมไร้ท่อ คลินิกเบาหวานและเมตาบอลิสม์ รพ.พญาไท 2
สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมที่ศูนย์เบาหวานและเมตาบอลิสม์ โรงพยาบาลพญาไท 2