|
 |
| ศูนย์สุขภาพเด็กและวัยรุ่น |

|
โรคคาวาซากิ
(Kawasaki disease)
|

|
โรคคาวาซากิ
(Kawasaki disease) คือ กลุ่มอาการของโรคที่ประกอบด้วยไข้สูง
มีการเปลี่ยนแปลงของผิวหนัง เยื่อบุผิว และต่อมน้ำเหลืองที่คอโต
โรคนี้นับวันจะพบมากขึ้นเรื่อยๆในประเทศไทย
การให้การวิเคราะห์โรคแต่เนิ่นๆ โดยเฉพาะภายใน 5-7
วันแรกของโรคจะมีความสำคัญมาก ต้องรีบให้การรักษาอย่างทันท่วงที
เพื่อป้องกันโรคแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้นที่หัวใจและหลอดเลือด
หรือเมื่อเป็นโรคนี้แล้วก็ควรได้รับการดูแลรักษาอย่างต่อเนื่อง
จนผู้ป่วยหายเป็นปกติและปลอดภัย
สาเหตุ : ยังไม่ทราบ
เพศ : พบได้ทั้งสองเพศ แต่พบในเด็กชายมากกว่าเด็กหญิง
อายุ : พบในเด็ก โดยเฉพาะอายุน้อยกว่า 8 ปี พบมากในช่วงอายุ
1-2 ปี
การแสดงอาการของโรค
1. ไข้ เด็กจะมีไข้สูง ถ้าไม่ได้รับการรักษาไข้จะสูงนานประมาณ
1-2 สัปดาห์
2. ตาแดง เยื่อบุตาขาวจะแดง 2 ข้าง ไม่มีขี้ตา
และเป็นหลังมีไข้ประมาณ 1-2 วัน และเป็นอยู่นานประมาณ
1-2 สัปดาห์
3. มีการเปลี่ยนแปลงของริมฝีปากและช่องปาก จะมีริมฝีปากแดงแห้ง เป็นอยู่ประมาณ 1-2 สัปดาห์และผิวหนังอาจแตกแห้งหลุดลอกได้
ภายในอุ้งปากจะแดงและลิ้นจะแดงคล้ายลูกสตรอเบอรี่(Strawbery
tongue)
4. มีการเปลี่ยนแปลงที่ฝ่ามือและฝ่าเท้า โดยจะบวมแดงไม่เจ็บ
หลังจากนั้นจะมีการลอกของผิวหนังบริเวณปลายนิ้วมือ
และนิ้วเท้า(ประมาณ 10-14 วันหลังมีไข้) และลามไปที่ฝ่ามือฝ่าเท้า
บางรายอาจเล็บหลุดได้ หลังจากนั้นบางราย 1-2 เดือนจะมีรอยขวางที่เล็บ(Beaus
line)
5. ผื่นตามตัวและแขนขา มักเกิดหลังมีไข้ 1-2
วัน และมีได้หลายแบบ และผื่นอยู่นานประมาณ 1 สัปดาห์
6. ต่อมน้ำเหลืองที่คอโต พบประมาณร้อยละ 50-70 ของผู้ป่วย
ขนาดโตกว่า 1.5 ซม. ไม่เจ็บ
7. อาการแสดงอื่นๆที่อาจเกิดร่วมด้วย ได้แก่ ปวดตามข้อ กระเพาะปัสสาวะอักเสบแบบไม่ติดเชื้อ
ท้องเสีย เยื่อหุ้มสมองอักเสบ เป็นต้น
ปัญหาสำคัญของโรคนี้
คือ เกิดโรคแทรกซ้อนที่หัวใจและหลอดเลือดเลี้ยงหัวใจ(Coronary
Artery) พบประมาณร้อยละ 20-30 ถ้าไม่ได้รับการรักษา
โรคแทรกซ้อนที่หัวใจและหลอดเลือด ี
ได้แก่ เกิดกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ ลิ้นหัวใจอักเสบ
ทำให้ลิ้นหัวใจรั่ว และหลอดเลือดแดงที่ไปเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจ(Coronary
Artery)อักเสบเกิดเป็นหลอดเลือดแดงโป่งพอง(Aneurysm)
ซึ่งอาจเกิดที่หลอดเลือดเส้นเดียว ตำแหน่งเดียว หรือเกิดหลายเส้นเลือดและหลายตำแหน่งก็ได้
โดยพบความผิดปกติดังกล่าวได้ในช่วง 10-28 วันของโรค
ถ้าเกิดโรคแทรกซ้อนมากและรุนแรงอาจทำให้ผู้ป่วยเสียชีวิตได้(ประมาณร้อยละ
1-2 )
การวินิจฉัย
อาศัยประวัติและการตรวจร่างกายพบความผิดปกติดังกล่าว ร่วมกับการวิเคราะห์แยกโรคจากสาเหตุอื่น
รวมทั้งการตรวจเลือด การตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ ถ่ายภาพรังสีทรวงอก
จะสามารถให้การวิเคราะห์โรคนี้ได้ หลังจากนั้นทำ Echocardiogram
เพื่อตรวจดูว่ามีโรคแทรกซ้อนที่หัวใจและหลอดเลือดหรือไม่
การรักษา
เนื่องจากโรคนี้ยังไม่ทราบสาเหตุ ในการรักษาพบว่าเมื่อให้
Immunoglobulin ขนาดสูง(2 กรัม/กก. หรือ 400 มก./กก./วัน
นาน4วัน) ร่วมกับแอสไพริน โดยให้ก่อนวันที่ 9 ของการเป็นโรค
จะสามารถลดอุบัติการและความรุนแรงของโรคแทรกซ้อนที่หัวใจลงได้
ถ้าเด็กมีโรคแทรกซ้อนที่หัวใจมีเส้นเลือดแดงโป่งพอง จะต้องทานแอสไพรินขนาดต่ำ(3-5
มก./กก./วัน) วันละ 1 ครั้งจนกว่าจะหาย ในรายเป็นมากมีเส้นเลือดโป่งพองขนาดใหญ่กว่า
8 มม. บางรายอาจเกิดก้อนเลือดที่บริเวณหลอดเลือดโป่งพองได้
ต้องให้ยากันการแข็งตัวของเลือดร่วมกับแอสไพรินขนาดต่ำจนกว่าจะปลอดภัย
หรือขนาดของเส้นเลือดโป่งพองลดขนาดกลับสู่ปกติ
การพยากรณ์โรคและการดำเนินโรค
โดยมากผู้ป่วยหายเป็นปกติหลังได้รับยารักษา สามารถเล่นและทำกิจกรรมเหมือนเด็กปกติทั่วไป
มีเพียงร้อยละ 5-7 ที่มีโอกาสเกิดโรคแทรกซ้อนที่หัวใจ โดยเฉพาะผู้ป่วยที่มีเส้นเลือดโป่งพองขนาดเกิน
8 มม. ซึ่งผู้ป่วยกลุ่มนี้มีฌอกาสที่จะเสียชีวิตได้ จึงควรให้รับการรักษาดูแลอย่างต่อเนื่อง
จากกุมารแพทย์โรคหัวใจ รวมทั้งบางรายอาจต้องทำ Exercise
Stress Test และการสวนหัวใจ เพื่อวางแผนการรักษาต่อเนื่องได้อย่างถูกต้อง |
 |
|
|
|