เวียนหัวบ่อย บ้านหมุน เดินเซ อาการที่บอกถึงความผิดปกติเกี่ยวกับการทรงตัวและการเคลื่อนไหว ซึ่ง พญ. ดลจิตต์ ทวีโชติภัทร์ แพทย์เฉพาะทางด้านโสต ศอ นาสิกวิทยา โรงพยาบาลพญาไท 2 ได้อธิบายว่า… การทรงตัวของมนุษย์เกิดจากการทำงานประสานกันของอวัยวะ 3 ส่วน ที่มีความสำคัญมาก คือ สายตา ระบบประสาทรับความรู้สึก และประสาทหูชั้นใน โดยมีสมองเป็นศูนย์กลางการสั่งการและคอยควบคุมการทำงานต่างๆ ให้เกิดความสมดุล โดยทั้งหมดจะทำงานอย่างสัมพันธ์กัน แต่หากความสมดุลที่รักษาไว้ไม่คงที่อีกต่อไป..ก็จะทำให้เกิด “อาการเวียนหัว” ขึ้น ซึ่งนอกจากจะทำให้คุณภาพชีวิตแย่ลงแล้ว ยังเพิ่มโอกาสในการเกิดอุบัติเหตุกับผู้ป่วยได้
“เวียนหัว” แบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม ตามลักษณะของอาการ
- กลุ่มที่มีอาการมึนหัว คือ “รู้สึกเวียนหัวเพียงอย่างเดียว” ไม่มีอาการบ้านหมุน แต่จะรู้สึกมึนงง เบาๆ ลอยๆ และมีอาการหน้ามืดหรือวูบได้ง่าย สาเหตุจากแรงดันเลือดและปริมาณเลือดที่ส่งไปหล่อเลี้ยงสมองไม่เพียงพอ พบในผู้สูงอายุหรือมีภาวะโรคประจำตัวที่มีผลต่อระบบไหลเวียนโลหิต เช่น โรคหัวใจ โรคความดันโลหิต หรือโรคเบาหวาน ซึ่งอาการเหล่านี้จะรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ หากไม่ได้รับการรักษา
- กลุ่มที่มีอาการหลอนของการเคลื่อนไหว คือ “รู้สึกว่าทุกสิ่งรอบๆ ตัวหมุนโดยที่ตัวเราอยู่นิ่ง” ลักษณะคล้ายกับการเมาเหล้า ทำให้เสียการทรงตัว เดินไม่สะดวก และมีอาการคลื่นไส้อาเจียนร่วมด้วย สาเหตุมาจากความผิดปกติของหูชั้นในที่มีหน้าที่ควบคุมการทรงตัวและสมดุลต่างๆ ในร่างกาย เช่น โรคตะกอนหินปูนในหูชั้นในหลุด โรคแรงดันน้ำในหูชั้นในไม่เท่ากัน หรือมีการติดเชื้อลึกเข้าไปหูชั้นใน เป็นต้น โดยแพทย์จะเรียกอาการในกลุ่มนี้ว่า “อาการบ้านหมุน” (Vertigo)
บ้านหมุน….การเสียการทรงตัว มักเกิดจากสาเหตุเหล่านี้
- การเสียการทรงตัวที่ระบบทรงตัวส่วนปลายในหูชั้นใน เช่น หูชั้นกลางอักเสบ หูน้ำหนวก ติดเชื้อในหู หูอักเสบ การกระทบกระเทือนของอวัยวะทรงตัวในหูชั้นใน หรือการได้รับสารพิษหรือยาที่เป็นอันตราย
- การเสียการทรงตัวที่ระบบประสาทส่วนกลางและสมอง เช่น เนื้องอกประสาททรงตัวที่ลุกลามไปยังสมอง ศูนย์ทรงตัวในก้านสมองขาดเลือดไปเลี้ยง หรือการบาดเจ็บของก้านสมองที่เกิดจากการกระทบกระเทือนที่ศีรษะ
- หินปูนในหูเคลื่อนหรือหลุด BPPV (Benign Paroxysmal Positional Vertigo) เกิดจากการเคลื่อนตัวของคริสตัลในหูชั้นในที่ไม่อยู่ในตำแหน่งปกติ
- ผลข้างเคียงจากยา ยาบางชนิด เช่น ยาลดความดันหรือยาที่มีฤทธิ์ต่อระบบประสาท อาจมีผลทำให้เกิดอาการเวียนหัวได้
- ปัจจัยภายนอกอื่น ๆ และสภาพร่างกาย ความเครียดและความเหนื่อยล้า สภาวะร่างกายและจิตใจที่อ่อนล้าอาจทำให้เกิดอาการเวียนหัว การขาดน้ำหรือภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำส่งผลต่อการทำงานของสมองและระบบประสาท
อาการบ้านหมุนที่พบได้บ่อย
มักจะมีลักษณะและอาการที่สามารถสังเกตได้ง่ายๆ ดังนี้
- ความรู้สึกหมุนวน รู้สึกว่าทุกอย่างรอบตัวหมุน ไม่ว่าจะอยู่ในท่านั่งหรือยืน เหมือนบ้านหมุน
- ไม่มั่นคงในการเดิน เดินแล้วรู้สึกไม่มั่นคง เดินเซ เดินส่าย
- คลื่นไส้และอาเจียน อาการบ้านหมุนมักทำให้เกิดความคลื่นไส้ รู้สึกพะอืดพะอม บางรายอาจเกิดอาการอาเจียนร่วมด้วย
- อาการหูอื้อหรือเสียงในหู บางครั้งอาจมีการได้ยินเสียงดังหรือรู้สึกว่าหูอื้อร่วมกับอาการบ้านหมุน
- รู้สึกมึนหัว เวียนหัว นอกจากความรู้สึกหมุนแล้ว ยังอาจมีความรู้สึกมึนหัวหรือเบาหวิวเกิดขึ้น
เมื่อใดที่ควรพบแพทย์
แม้อาการเวียนหัวหรือบ้านหมุนบางครั้งจะหายไปเอง แต่หากคุณพบว่าอาการเกิดขึ้นบ่อยครั้งหรือมีความรุนแรงมากขึ้นมีอาการร่วม เช่น ปวดศีรษะรุนแรง, มีปัญหาในการเดิน หรือการมองเห็นผิดปกติไม่สามารถควบคุมอาการได้ด้วยการพักผ่อนหรือเปลี่ยนพฤติกรรมควรรีบปรึกษาแพทย์เพื่อวินิจฉัยหาสาเหตุ และรับการรักษาที่ถูกต้องทันที
ดูแลตัวเองอย่างไรเมื่อเกิดอาการบ้านหมุน
เมื่อเกิดอาการบ้านหมุน การดูแลตัวเองอย่างถูกวิธีจะช่วยลดอาการและป้องกันการบาดเจ็บที่อาจเกิดขึ้นได้ นี่คือแนวทางดูแลตัวเองเมื่อเกิดอาการบ้านหมุน
- พักผ่อน นั่งหรือนอนลง เมื่อเกิดอาการบ้านหมุน ควรหยุดกิจกรรมที่อาจทำให้เกิดการเคลื่อนไหวรุนแรง แล้วหาที่นั่งหรือพักผ่อนในท่าที่ปลอดภัย เพื่อลดความเสี่ยงในการล้มและบาดเจ็บ
- หลีกเลี่ยงการขับขี่หรือทำกิจกรรมที่ต้องการความสมดุลสูง หากเกิดอาการบ้านหมุน ควรหลีกเลี่ยงการขับรถหรือใช้เครื่องจักรที่อาจเป็นอันตรายได้
- ดื่มน้ำและรักษาระดับน้ำตาลในเลือดให้สมดุล การขาดน้ำหรือภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำอาจทำให้อาการแย่ลง ควรดื่มน้ำให้เพียงพอและทานอาหารที่มีประโยชน์
- ใช้เทคนิคการควบคุมการหายใจ การหายใจลึก ๆ ช้า ๆ อาจช่วยลดความวิตกกังวลและทำให้อาการบ้านหมุนรู้สึกบรรเทาลง
- ปรับสภาพแวดล้อม หากอยู่ในที่ที่มีแสงสว่างจัดหรือเสียงดัง อาจทำให้อาการแย่ลง ควรหาโลเคชั่นที่เงียบสงบและผ่อนคลาย
- ปฏิบัติตามคำแนะนำจากแพทย์ หากอาการบ้านหมุนเกิดขึ้นบ่อยหรือมีความรุนแรง ควรปรึกษาแพทย์เพื่อหาสาเหตุที่แท้จริงและได้รับการรักษาที่เหมาะสม เช่น การทำกายภาพบำบัดหรือรับประทานยาตามคำแนะนำ
- ระวังการเคลื่อนไหว เมื่อจำเป็นต้องเคลื่อนไหว ควรทำอย่างช้า ๆ และระมัดระวังเพื่อป้องกันการล้ม
อาการเวียนหัว และบ้านหมุนอาจดูเหมือนไม่มีอันตรายในบางครั้ง แต่หากเกิดขึ้นบ่อยหรือมีความรุนแรงแล้ว ควรให้ความสำคัญเพราะอาจเป็นสัญญาณของปัญหาสุขภาพที่ซับซ้อน การดูแลสุขภาพทั้งในด้านร่างกาย และจิตใจ การพักผ่อนให้เพียงพอ รวมไปถึงการปรึกษาแพทย์เป็นแนวทางสำคัญในการดูแล และป้องกันไม่ให้ปัญหาดังกล่าวส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตของคุณ การให้ความสนใจในอาการเหล่านี้ตั้งแต่เนิ่นๆ จะช่วยให้เราสามารถรับมือกับปัญหาได้อย่างถูกต้อง และปลอดภัยต่อสุขภาพในระยะยาว
พญ. ดลจิตต์ ทวีโชติภัทร์
แพทย์เฉพาะทางด้านโสต ศอ นาสิกวิทยา
ศูนย์ศัลยกรรมศีรษะและลำคอ โรงพยาบาลพญาไท 2
