ค้นหา...บทความทางการแพทย์

ศูนย์การแพทย์

ตรวจสุขภาพตาก่อนสาย เพราะ “ต้อหิน” ตัวร้าย...ไม่มีอาการแสดง


ตรวจสุขภาพตาก่อนสาย เพราะ “ต้อหิน” ตัวร้าย...ไม่มีอาการแสดง


ต้อหิน ภาวะที่เกิดการเสื่อมหรือสูญเสียเส้นประสาทบริเวณขั้วประสาทตาอย่างต่อเนื่อง โดยความดันตาสูงมักเป็นปัจจัยสำคัญ การทำงานปกติของเส้นประสาทตา หรือ Optic Nerve จะแปรภาพและประมวลผลสู่สมอง ดังนั้น เมื่อเส้นประสาทตาเสื่อมไปทีละเส้นๆ ก็จะเริ่มไม่ส่งสัญญาณไปยังสมอง จนทำให้คนไข้ค่อยๆ สูญเสียการมองเห็นจากด้านข้าง แคบเข้ามาเรื่อยๆ สู่ตรงกลาง...จนสูญเสียการมองเห็นในที่สุด

“ต้อหิน” เกิดขึ้นได้อย่างไร?

ต้นเหตุของการเกิดต้อหินอยู่ที่บริเวณลูกตาส่วนหน้า มีการไหลเวียนของน้ำหล่อเลี้ยงลูกตา (Aqueous Humor) ซึ่งถูกสร้างจากอวัยวะภายในลูกตา ที่เรียกว่า Ciliary Body มีกลไกการผลิตและการดูดซึมกลับอย่างสมดุล โดยน้ำในตาจะไหลผ่านเลนส์ รูม่านตา และดูดซึมผ่านทางระบายออกของน้ำในลูกตาอยู่ที่มุมตา (Anterior chamber angle) มีลักษณะเป็นตะแกรง (Trabecular meshwork) ซึ่งในโรคต้อหินจะมีการเสียสมดุลของการไหลเวียนของน้ำหล่อเลี้ยงลูกตา ทำให้ความดันตาสูงขึ้นและเกิดการกดทับทำลายเส้นประสาทตาตามมา

เพราะอะไร? ค่าความดันตาถึงสูงจนทำลายเส้นประสาทตาได้

ค่าความดันตาตามปกติจะอยู่ที่ไม่เกิน 21 มิลลิเมตรปรอท ซึ่งการเสียสมดุล และมีค่าความดันตาสูงเกิน 21 มิลิเมตรปรอท นั้น เกิดขึ้นได้ 2 กรณี ได้แก่

  • อวัยวะผลิตน้ำหล่อเลี้ยงลูกตาออกมามากเกินไป ทำให้การระบายน้ำที่มุมตาไม่สามารถดูดซึมกลับได้ทัน

  • อวัยวะผลิตน้ำหล่อเลี้ยงลูกตาปริมาณปกติ แต่ตะแกรงระบายน้ำที่มุมตาถูกปิดกั้น หรือมีโครงสร้างผิดปกติไป ทำให้น้ำหล่อเลี้ยงลูกตาคั่ง โดยส่วนมากต้อหินจะเกิดจากกรณีนี้มากกว่าในกรณีแรกเมื่อค่าความดันตาสูง แต่ลูกตาเป็นอวัยวะที่ไม่สามารถขยายใหญ่ได้ จึงทำให้ความดันส่วนเกินไปกดเนื้อเยื่ออ่อนที่อยู่ข้างในตา หนึ่งในนั้นคือเส้นประสาท และทำให้เกิดต้อหินในที่สุด

ในอีกกรณี สำหรับผู้ป่วยที่เป็นต้อหินชนิดที่ค่าความดันตาไม่สูง แต่เส้นประสาทตายอย่างต่อเนื่อง  เกิดจากเส้นเลือดมาเลี้ยงเส้นประสาทตาไม่พอ ในที่นี้มักพบในผู้ที่มีโรคเรื้อรังอื่นที่มีปัจจัยขัดขวางการนำออกซิเจนมาหล่อเลี้ยงเส้นประสาทตาอยู่ก่อนแล้ว เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง ไมเกรน นอนกรน เป็นต้น

ปัจจัยที่ทำให้เกิดต้อหิน มีอะไรบ้าง?

  • ค่าความดันตาสูงเกิน 21 มิลลิเมตรปรอท

  • กรรมพันธุ์ ครอบครัวที่เคยมีประวัติเป็นต้อหิน มีโอกาสที่จะมีความผิดปกติเรื่องของสมดุลในการผลิตและดูดซึมน้ำหล่อเลี้ยงลูกตา

  • ผู้สูงอายุ เพราะเซลล์ประสาทจะตายได้ง่ายกว่าผู้ที่มีอายุน้อย

  • ผู้ที่สายตาสั้นมาก หรือยาวมาก มีแนวโน้มที่จะมีความผิดปกติของโครงสร้างเล็กๆ ในตาและทำให้เกิดความผิดปกติเรื่องของสมดุลน้ำหล่อเลี้ยงลูกตา

  • การใช้สเตียรอยด์เป็นเวลานานๆ มีผลต่อการดูดซึมน้ำหล่อเลี้ยงลูกตา

  • การผ่าตัด หรือการเกิดอุบัติเหตุต่างๆ ที่ตา อาจทำให้โครงสร้างภายในต่างๆ ที่เคยปกติ เปลี่ยนเป็นผิดปกติส่งผลให้เสียสมดุลเดิมได้

ประเภทของต้อหิน แบ่งได้เป็น ดังนี้

  • ต้อหินมุมเปิด (Primary open angle glaucoma) เป็นต้อหินที่พบได้มากที่สุด เกิดจากการอุดตันของตะแกรงระบายน้ำที่มุมตา หรือ Trabecular Meshworkทำให้น้ำหล่อเลี้ยงลูกตาไม่สามารถไหลเวียนออกได้ตามปกติ จึงทำให้ค่าความดันตาสูงและเกิดต้อหิน ต้อหินชนิดนี้ไม่มีอาการแสดง และมักพบโดยบังเอิญจากการตรวจสุขภาพทั่วไป หรือการตรวจตาก่อนทำเลสิก เป็นต้น

  • ต้อหินมุมปิด (Angle-closure glaucoma) ต้อหินประเภทนี้ เกิดจากการที่มุมตาถูกม่านตาปิดกั้น ส่งผลให้น้ำหล่อเลี้ยงลูกตาไม่สามารถไหลเวียนออกได้ปกติ ต้อหินประเภทนี้มีอาการแสดง คนไข้มักมาพบหมอด้วยอาการปวดตา ตาแดง ตามัว น้ำตาไหล ปวดหัว คลื่นไส้อาเจียน เป็นต้น

วิธีการรักษาต้อหิน

การรักษาโรคต้อหิน ส่วนใหญ่จะเป็นไปแบบประคับประคอง ยิ่งตรวจพบเจอเร็วเท่าไหร่ยิ่งเป็นผลดีต่อคนไข้ เพราะเส้นประสาทตาที่ตายแล้วไม่สามารถรักษาให้กลับคืนมาได้ การรักษาต้อหินจึงเป็นวิธีการรักษาแบบป้องกันการสูญเสียไปข้างหน้า เพื่อไม่ให้สูญเสียการมองเห็นไปมากกว่าเดิมและรักษาเส้นประสาทที่ยังปกติให้ยังคงอยู่ โดยวิธีการรักษาจะขึ้นอยู่กับความรุนแรงของโรค

  • รักษาด้วยวิธีหยอดยา เพื่อลดค่าความดันตา ไม่ให้เกิดการกดทับเส้นประสาทเพิ่ม

  • รักษาด้วยวิธีเลเซอร์ เพื่อเปลี่ยนแปลงโครงสร้างตะแกรงทางออกมุมตา ในกรณีที่คนไข้เป็นต้อหินแบบมุมเปิด และเพื่อเปิดมุมตาที่ถูกปิดกั้นในต้อหินมุมตาปิด ส่งผลให้การดูดซึมน้ำกลับมีความสมดุล

  • รักษาด้วยการผ่าตัด

    • การผ่าตัดมาตรฐาน เรียกว่า Trabeculectomy เพื่อเจาะผนังลูกตาทำทางระบายน้ำในกรณีที่ไม่สามารถควบคุมความดันตาได้ด้วยยาและ/หรือเลเซอร์  และมีการสูญเสียการมองเห็นอย่างต่อเนื่อง

    • ในกรณีที่ต้อหินรุนแรงหรือควบคุมไม่ได้ด้วยการรักษาปกติ สามารถผ่าตัดรักษาได้ด้วยวิธี Glucoma drainage device (GDD) implantation คือการผ่าตัดใส่ท่อเข้าไปช่วยระบายน้ำในตา จะช่วยลดความดันตาลงได้มาก และคงที่

    • ปัจจุบันมีการผ่าตัดต้อหินแบบแผลเล็ก หรือ Minimal invasive glaucoma surgery (MIGS) โดยการใช้อุปกรณ์ที่มีขนาดเล็ก ใส่เข้าไปเพื่อช่วยระบายน้ำออก “ขั้นตอนน้อย แผลเล็ก พื้นตัวไว” แต่มักจะใช้ได้กับต้อหินในระดับความรุนแรงน้อยถึงปานกลางเท่านั้น เพราะหากต้อหินระดับรุนแรง จำเป็นต้องเปิดแผลใหญ่ในการระบายน้ำออกให้มากและคงที่ที่สุด

ต้อหินป้องกันได้...เพียงใส่ใจดวงตา

ผู้ที่มีอายุ 40 ปีขึ้นไป ควรเข้ารับการตรวจสุขภาพตาเป็นประจำโดยจักษุแพทย์ ด้วยเครื่องมือ Slit-lamp Microscopy เพื่อส่องดูความปกติของขั้วตา วัดความดันตา และลักษณะมุมตาอย่างละเอียด ถ้าสงสัยจะมีการตรวจลานสายตา และสแกนขั้วประสาทตาเพิ่มเติม เพื่อวินิจฉัยโรคที่ถูกต้อง เพราะโรคต้อหินนั้นไม่แสดงอาการ จึงไม่ควรละเลยการดูแลสุขภาพตาของท่าน...ก่อนที่จะสายเกินแก้ไข

 

บทความโดย
พญ.กนกวรรณ ยุตติธรรม
จักษุแพทย์ เฉพาะทางต้อหิน
            สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่
คลินิกตา ชั้น 2 อาคาร B โทร. 02-617-2444 ต่อ 4215, 4227

Rate this article : ตรวจสุขภาพตาก่อนสาย เพราะ “ต้อหิน” ตัวร้าย...ไม่มีอาการแสดง

Posted by : Phyathai Hospital

    Review :

แพทย์

ปรึกษาแพทย์ออนไลน์

โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย
ข้อมูลส่วนตัวของคุณจะถูกเก็บรักษาไว้เป็นความลับอย่างเข้มงวดเพื่อความเป็นส่วนตัวของคุณ

บทความที่เกี่ยวข้อง