ค้นหา...บทความทางการแพทย์

ศูนย์การแพทย์

ยาเบาหวานกินอย่างไรให้ถูกต้อง?


ยาเบาหวานกินอย่างไรให้ถูกต้อง?


โรคเบาหวานเกิดจากตับอ่อนไม่สามารถสร้างฮอร์โมนอินซูลินให้เพียงพอหรืออินซูลินทำหน้าที่บกพร่องจึงไม่สามารถเอาน้ำตาล (ที่ได้จากอาหารจำพวกแป้งหรือของหวาน) ไปใช้ให้เกิดเป็นพลังงานแก่ร่างกาย ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงเกินไป ผลของน้ำตาลในเลือดสูงเป็นระยะเวลานานๆ เป็นเหตุให้อวัยวะต่างๆ ของร่างกายเสียหน้าที่และเกิดโรคแทรกซ้อนได้ โดยเฉพาะที่ตา ไต ประสาทส่วนปลาย หัวใจ และหลอดเลือด

โรคเบาหวานแบ่งตามสาเหตุการเกิดได้ 4 ชนิด ดังนี้

  1. เบาหวานชนิดที่ 1 เกิดจากขาดอินซูลิน ต้องรักษาด้วยการฉีดอินซูลินเข้าไปทดแทน มักเกิดในคนอายุน้อยและผอม พบได้ไม่มากประมาณ 5 - 10 เปอร์เซ็นต์

  2. เบาหวานชนิดที่ 2 เกิดจากการขาดอินซูลินบางส่วนหรืออินซุลินทำหน้าที่บกพร่อง (ดื้อต่อฤทธิ์ของอินซูลิน) มักเกิดในผู้ใหญ่และผู้ที่มีน้ำหนักเกิน แต่ปัจจุบันพบได้มากขึ้นในเด็กที่น้ำหนักเกินหรืออ้วน ซึ่งอาจเริ่มรักษาด้วยการควบคุมอาหาร ออกกำลังกาย และยาลดระดับน้ำตาล

  3. เบาหวานชนิดอื่นๆ เช่น เกิดจากการใช้ยาบางชนิด ตับอ่อนอักเสบ ติดเชื้อไวรัสบางชนิด

  4. เบาหวานขณะตั้งครรภ์

หลักในการรักษาผู้ป่วยเบาหวานขึ้นอยู่กับชนิดของเบาหวาน ประกอบด้วย

  1. การปรับวิถีการดำเนินชีวิต เป็นหัวใจสำคัญและมีความสำคัญอย่างมากในการรักษาเบาหวาน ต้องปรับในเรื่องของอาหารการกิน ต้องควบคุมอาหารโดยมีเป้าหมายเพื่อให้น้ำหนักลดลง ควรหลีกเลี่ยงอาหารที่มีไขมันสูง รวมทั้งเลี่ยงอาหารฟาสฟู๊ดต่างๆ และควรออกกำลังกายอยู่เป็นประจำวันละครึ่งถึงหนึ่งชั่วโมง

  2. การใช้ยาเพื่อควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด แบ่งออกได้เป็น 2 ชนิด ตามวิธีการบริหารยา

    • ยารักษาโรคเบาหวานชนิดรับประทาน มีทั้งยาที่กินก่อนอาหาร และหลังอาหาร

      • ยาก่อนอาหาร

      • ออกฤทธิ์ช่วยกระตุ้นให้ร่างกายพร้อมที่จะใช้พลังงานจากแป้งและน้ำตาล โดยกระตุ้นตับอ่อนให้หลั่งฮอร์โมนอินซูลินออกมา ณ เวลาที่ระดับน้ำตาลในเลือดสูงหลังจากกินอาหาร โดยทั่วไปแล้วมักแนะนำให้กินก่อนอาหารประมาณ 30 นาที ข้อควรระวังของยากลุ่มนี้ เมื่อรับประทานยากลุ่มนี้แล้ว จำเป็นต้องรับประทานอาหารหลังทานยาเสมอ เพราะฮอร์โมนอินซูลินที่ถูกกระตุ้นให้หลั่งออกมาจะทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดต่ำกว่าระดับปกติ จนอาจเกิดอาการข้างเคียงที่รุนแรงได้

        หากลืมกินยาต้องทำอย่างไร?

        เช่นเดียวกับกรณีลืมกินยา ไม่ควรกินยาหลังอาหาร เพราะยาจะออกฤทธิ์ในช่วงที่ระดับน้ำตาลในเลือดลดต่ำลงไปแล้ว จึงทำให้ระดับน้ำตาลลดต่ำลงไปมากกว่าเดิม อาจมีโอกาสเกิดภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ หากลืมทานยา ควรเว้นยาที่ลืมทานไปโดยไม่ต้องทานเพิ่มเป็นสองเท่าในมื้อถัดไป

      • ยาหลังอาหาร

      • ยาที่กินหลังอาหารมีหลายกลุ่มด้วยกัน และอาจใช้ยารักษามากกว่า 1 ชนิด เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิผลในการรักษามากขึ้น กรณีลืมทานยากลุ่มนี้หลังอาหาร สามารถทานยาทันทีที่นึกได้ แต่ถ้าใกล้อาหารมื้อถัดไปแล้ว ควรเก็บยาไว้ทานหลังอาหารมื้อถัดไปแทน

ยารักษาโรคเบาหวานชนิดฉีด

ปัจจุบันมียาฉีดหลายชนิด เช่น อินซูลิน ยากลุ่ม GLP-1 analogue ใช้โดยการฉีดเข้าใต้ผิวหนังบริเวณต้นขา หรือหน้าท้อง วันละ 1-4 ครั้งก่อนอาหารประมาณครึ่งชั่วโมง หรือฉีดก่อนนอน ควรหมุนเวียนเปลี่ยนที่ฉีดเข้าใต้ผิวหนังแทนการฉีดซ้ำที่เดิม แต่ยังคงอยู่ในบริเวณผิวหนังเดียวกัน เช่น ฉีดบริเวณต้นขา ก็เปลี่ยนตำแหน่งแทงเข็มโดยให้ยังคงอยู่ที่บริเวณต้นขา อินซูลินที่ยังไม่เปิดใช้ต้องเก็บไว้ในตู้เย็นช่องธรรมดาที่ไม่ใช่ช่องแช่แข็ง เมื่อจะนำมาใช้ค่อยนำออกมาจากตู้เย็น จากนั้นคลึงระหว่างฝ่ามือทั้งสองข้างเพื่อให้อินซูลินมีอุณหภูมิเท่ากับอุณหภูมิร่างกาย ก่อนนำไปฉีด ดังนั้นถ้าไปโรงพยาบาลและรับยาฉีดอินซูลิน จึงต้องบรรจุน้ำแข็งระหว่างเดินทางจากโรงพยาบาลกลับมาบ้าน เพราะยาฉีดอินซูลินหากโดนความร้อนจัดจะเสื่อมสภาพและใช้ไม่ได้อีกต่อไป

สำหรับอินซูลินที่เปิดใช้แล้วสามารถวางไว้นอกตู้เย็นได้หากอุณหภูมิไม่สูงมาก แต่ต้องใช้ให้หมดภายใน 30 วัน ซึงข้อดีของยาฉีดอินซูลิน สามารถใช้ได้ในทุกกรณีที่มีภาวะน้ำตาลในเลือดสูง โดยอาจมีข้อบ่งชี้เฉพาะ เช่น ภาวะกรดคั่งจากคีโตน การตั้งครรภ์ โรคตับ โรคไต การผ่าตัด การติดเชื้อรุนแรง ภาวะน้ำตาลในเลือดสูงรุนแรง และผู้ป่วยที่ไม่สามารถควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้จากการควบคุมอาหารและยาเม็ดลดระดับน้ำตาล แต่ผลข้างเคียงจากการใช้ยา ได้แก่ ภาวะน้ำตาลต่ำ น้ำหนักเพิ่มขึ้น เป็นต้น

สิ่งสำคัญของโรคเบาหวาน...คือต้องดูแลอย่างต่อเนื่อง

โรคเบาหวานเป็นโรคเรื้อรังที่ผู้ป่วยต้องควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดให้กลับสู่ระดับปกติหรือใกล้เคียงปกติมากที่สุด การใช้ยาอย่างสมเหตุผล และการรับประทานยา หรือฉีดยาอย่างต่อเนื่องสม่ำเสมอ ปัจจัยหนึ่งที่สำคัญที่ทำให้ผู้ป่วยสามารถควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้ นอกจากนี้การควบคุมโรคที่ดีจะทำให้ ลดภาวะแทรกซ้อนที่เกิดขึ้นทางด้านร่างกาย รวมทั้งลดผลกระทบทั้งด้านจิตใจและสังคม ดังนั้น เกณฑ์ที่แสดงว่าควบคุมโรคเบาหวานได้ คือ ผู้ที่เป็นโรคเบาหวานมีระดับน้ำตาลในเลือดก่อนอาหาร (Fasting Plasma Glucose FPG) อยู่ในระดับ 90-130 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร หรือระดับน้ำตาลในเลือดหลังอาหารน้อยกว่า 180 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร หรือระดับฮีโมโกลบินที่มีนํ้าตาลเกาะ (HbA1c) น้อยกว่า 7

นพ.รัฐพงศ์ จิวะรังสินี
อายุรแพทย์โรคต่อมไร้ท่อและเมตาบอลิสม
ภญ.วีนา วงศ์เอกอักษร
เภสัชกรชำนาญการ
ศูนย์เบาหวานและต่อมไร้ท่อ
โรงพยาบาลพญาไท 3


โปรโมชั่นที่เกี่ยวข้อง

Rate this article : ยาเบาหวานกินอย่างไรให้ถูกต้อง?

Posted by : Phyathai Hospital

    Review :

แพทย์

ปรึกษาแพทย์ออนไลน์

โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย
ข้อมูลส่วนตัวของคุณจะถูกเก็บรักษาไว้เป็นความลับอย่างเข้มงวดเพื่อความเป็นส่วนตัวของคุณ

บทความที่เกี่ยวข้อง