ค้นหา...บทความทางการแพทย์

ศูนย์การแพทย์

หลังผ่าข้อสะโพก ต้องดูแลอย่างไร


หลังผ่าข้อสะโพก ต้องดูแลอย่างไร


ปฏิเสธไม่ได้ว่าปัญหาข้อสะโพกเป็นเรื่องที่พบได้บ่อยในผู้สูงอายุ จะสังเกตได้ว่าผู้สูงอายุหลายท่านมักพลัดตกจากเตียง เก้าอี้ หรือหกล้มอยู่บ่อยครั้ง เนื่องจากเป็นวัยที่มีการเปลี่ยนแปลงทางร่างกาย และเมื่อเกิดปัญหาจนกระดูกหักหรือผิดรูปไป วิธีรักษาที่ดีที่สุดก็คือ “การผ่าตัดเปลี่ยนข้อสะโพกเทียม” เพื่อแก้ไขข้อกระดูกที่ผิดรูป 

ด้วยอายุและสมรรถภาพทางร่างกายหลังการผ่าตัดที่ไม่ได้ทำงานเต็มที่เหมือนวัยหนุ่มสาว ทำให้ร่างกายฟื้นตัวหลังการผ่าตัดได้ช้า ซึ่งวิธีที่จะช่วยให้ร่างกายฟื้นตัวได้อย่างเต็มที่ก็คือการ “กายภาพบำบัด”

หลังผ่าตัดข้อสะโพก ผู้ป่วยต้องเผชิญกับอะไรบ้าง

แม้การผ่าตัดเปลี่ยนข้อสะโพกเทียมจะมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ผู้ป่วยสามารถกลับมาใช้ชีวิตประจำวันได้ตามปกติหรือใกล้เคียงปกติ แต่ในทางกลับกัน หลังจากการผ่าตัดอาจทำให้เกิดการฟื้นตัวช้า เนื่องจากผู้ป่วยมีอายุมาก บางรายอาจมีโรคประจำตัว ส่งผลให้เกิดภาวะแทรกซ้อนได้ง่าย เช่น การติดเชื้อที่แผลผ่าตัด การติดเชื้อระบบทางเดินปัสสาวะ การติดเชื้อระบบทางเดินหายใจ  แผลกดทับ หรือการเลื่อนหลุดของข้อสะโพก สิ่งเหล่านี้ส่งผลกระทบต่อการฟื้นตัวหลังการผ่าตัดข้อสะโพกด้วยกันทั้งสิ้นผลทางด้านลบต่อผู้ป่วยทั้งด้านร่างกาย และจิตใจได้

การดูแลหลังผ่าตัดเป็นส่วนสำคัญในการฟื้นฟูร่างกาย

นอกจากนี้ยังมีพฤติกรรมการปฏิบัติตนไม่เหมาะสม โดยขาดความรู้ในการดูแลตนเองหลังผ่าตัด รวมถึงขาดการทำกายภาพบำบัดฟื้นฟูอย่างถูกต้องเหมะสม ผู้ป่วยอาจมีปัญหาของการใช้งานข้อเทียมหลังการผ่าตัด เช่น กล้ามเนื้อรอบสะโพกอ่อนแรง  ซึ่งส่วนใหญ่เกิดขึ้นก่อนการผ่าตัด และการเคลื่อนไหวถูกจำกัด เนื่องจากกลัวความเจ็บปวด ส่งผลให้การรักษาไม่เกิดผลตามเป้าหมาย ดังนั้นการทำกายภาพบำบัดเพื่อฟื้นฟูสภาพผู้ป่วยหลังการผ่าตัดเปลี่ยนข้อสะโพก จึงมีความสำคัญ เพื่อให้ผู้ป่วยสามารถดำเนินชีวิตได้ใกล้เคียงปกติมากที่สุดและมั่นใจในการเคลื่อนไหวทำกิจกรรม

หลังผ่าตัดข้อสะโพกต้องทำกายภาพบำบัดอย่างไร

หลังจากการผ่าตัดข้อสะโพก ผู้ป่วยจะได้รับการฝึกบริหารปอดโดยการหายใจ และการออกกกำลังกายเพิ่มกำลังกล้ามเนื้อในส่วนต่าง ๆ เพื่อเตรียมความพร้อมให้ผู้ป่วยเดินในวันรุ่งขึ้น โดยใช้อุปกรณ์ช่วยพยุงเดิน ซึ่งถ้าผู้ป่วยสามารถนั่ง ยืนหรือ เดินได้รวดเร็ว และช่วยลดอัตราการเกิดภาวะแทรกซ้อน ในส่วนนี้นักกายภาพบำบัดจะมีโปรแกรมการสอนผู้ป่วย/ญาติและคนดูแลให้ทราบเกี่ยวกับท่าบริหารเพื่อเพิ่มความแข็งแรงให้ข้อสะโพก และกระตุ้นให้เกิดการเคลื่อนไหวเพื่อทำกิจวัตรประจำวันที่ถูกต้อง ป้องกันการเคลื่อนหลุดของข้อสะโพก รวมถึงช่วยเพิ่มการไหลเวียนของเลือดป้องกันการเกิดลิ่มเลือดอุดตัน ด้วยการกระดกข้อเท้าขึ้นลง ทุกครั้งหลังตื่นนอน ถ้าผู้ป่วยไม่มีอาการเจ็บปวดมาก

เคลื่อนไหวให้ถูกวิธี...ช่วยให้กล้ามเนื้อแข็งแรง

สำหรับในช่วงแรกแพทย์และนักกายภาพบำบัดจะทำงานร่วมกัน ในการจัดกิจกรรมให้ผู้ป่วย เมื่อผู้ป่วยสามารถออกกำลังกายได้โดยไม่มีอาการเหนื่อย ก็จะให้ผู้ป่วยเริ่มลุกนั่ง ส่งเสริมให้เดินช่วงสั้น ๆก่อน แล้วค่อย ๆ เพิ่มระยะทางการเดิน (หลังผ่าตัดสัปดาห์ที่สอง) โดยที่ตัวผู้ป่วยต้องขยันปฏิบัติกิจวัตรประจำวัน จะช่วยให้กล้ามเนื้อสะโพกฟื้นฟูความแข็งแรงและการขยับใช้งานได้คล่องมากขึ้น เช่น

  1. การฝึกเดินด้วย walker และลงน้ำหนักเต็มฝ่าเท้า

  2. ผู้ป่วยสามารถยืนตรงทิ้งน้ำหนักแบบสบาย ๆ และให้สมดุล ใช้ walker เพื่อช่วยในการทรงตัว และป้องกันการล้ม แล้วค่อย ๆ ขยับเดินในช่วงสั้น ๆ เท่าที่จะทำได้ ไม่ควรเร่งรีบ เมื่อกล้ามเนื้อแข็งแรงและทนทานเพิ่มมากขึ้น อาจเปลี่ยนเป็นไม้เท้าช่วยในการเดิน และเพิ่มระยะทางเดินให้ไกลขึ้น

  3. การฝึกเดินขึ้น-ลงบันได

  4. ถ้าไม่มีภาวะแทรกซ้อน เมื่อผู้ป่วยเดินทางราบได้มั่นคง กล้ามเนื้อสะโพกและต้นขามีความยืดหยุ่น ความแข็งแรงดีแล้ว (ประมาณช่วงสัปดาห์ที่สามหลังการผ่าตัด) นักกายภาพบำบัดจะเริ่มฝึกการเดินขึ้น

    • ลงบันได โดยในช่วงแรกอาจจะต้องพยุงผู้ป่วยขึ้น

    • ลงบันไดทีละขั้น หรือให้ผู้ป่วยใช้ราวจับเพื่อพยุงตนเอง

ออกกำลังกายเพื่อให้กล้ามเนื้อกลับมาแข็งแรง

หลังการผ่าตัดเปลี่ยนข้อสะโพกเทียมอาจจะใช้เวลาหลายเดือน และจำเป็นต้องพยายามสร้างความแข็งแรงของกล้ามเนื้อให้กลับมาได้สมบูรณ์ จึงจำเป็นต้องออกกำลังกายเพื่อเพิ่มกำลังกล้ามเนื้อรอบข้อสะโพก และกล้ามเนื้อต้นขาหลังการผ่าตัด โดยแพทย์และนักกายภาพบำบัด จะปรับท่าบริหารกล้ามเนื้อเพื่อให้ผู้ป่วยสามารถเดินและทำกิจกรรมได้ปลอดภัย

ควรเตรียมสิ่งแวดล้อมที่บ้านเพื่อให้เอื้อต่อผู้ป่วย

เมื่อผู้ป่วยกลับมาพักฟื้นที่บ้านควรจัดเตรียมที่นอนให้อยู่ชั้นล่าง และจัดสิ่งของให้เป็นระเบียบ เนื่องจากผู้ป่วยยังต้องใช้เครื่องช่วยพยุงเดิน เช่น walker หรือไม้เท้า เป็นเวลา 2 – 3 เดือน ขึ้นอยู่กับวิธีการผ่าตัดและความเเข็งแรงของกล้ามเนื้อ  ดังนั้นเตียงนอนควรอยู่สูงจากพื้นประมาณ 40 เซนติเมตร ควรมีราวจับในห้องน้ำ และโถส้วมควรเป็นแบบชักโครกนั่ง เพื่อไม่ให้ข้อสะโพกอยู่ต่ำกว่าข้อเข่า

ข้อควรระวังและการปฏิบัติตนเอง

  • ห้ามงอข้อสะโพกมากเกิน 90 องศา เพราะในท่านี้อาจจะทำให้ข้อสะโพกเทียมที่ใส่ไว้เคลื่อนหลุดได้

  • ห้ามไขว้ขาในขณะที่อยู่ในท่านอน นั่งหรือ ยืนโดยเฉพาะเอาขาข้างที่ผ่าตัด

  • หลีกเลี่ยงการนั่งเก้าอี้เตี้ยหรือนั่งยอง ควรเลือกเกาอี้ที่สูงพอดีที่จะไม่ทำให้ข้อสะโพกงอเกิน 90 องศา ควรปรับเก้าอี้ให้สูงพอดีโดยการใช้หมอนนั่งให้สูงขึ้น

  • หลีกเลี่ยงการนั่งเก้าอี้ไม่มีที่วางแขน เพราะที่วางแขนจะช่วยเหลือได้ในขณะที่จะลุกขึ้นยืนหรือ เปลี่ยนอิริยาบถ

  • หลีกเลี่ยงการวิ่ง หรือกระโดด เพราะจะทำให้ข้อหลุดหลวมหรือ แตกหักได้

  • หลีกเลี่ยงการยกของหนัก การดันสิ่งของ และการหมุนตัวอย่างแรง

  • หลีกเลี่ยงการก้มพร้อมกับยันลงน้ำหนัก เช่น การปีนเขา หรือบันไดที่ชัน

  • ควรป้องกันการล้ม โดยใช้ไม้เท้าหรืออุปกรณ์ช่วยพยุงเดิน จนกว่าข้อสะโพกจะแข็งแรงพอและเคลื่อนไหวได้ดี

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม
ศูนย์เวชศาสตร์ฟื้นฟูและกายภาพบำบัด
โรงพยาบาลพญาไท 3 ชั้น 16
โทร. 0-2467-1111 ต่อ 1603 และ 1602

Rate this article : หลังผ่าข้อสะโพก ต้องดูแลอย่างไร

Posted by : Phyathai Hospital

    Review :

แพทย์

ปรึกษาแพทย์ออนไลน์

โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย
ข้อมูลส่วนตัวของคุณจะถูกเก็บรักษาไว้เป็นความลับอย่างเข้มงวดเพื่อความเป็นส่วนตัวของคุณ

บทความที่เกี่ยวข้อง