ค้นหา...บทความทางการแพทย์

ศูนย์การแพทย์

ไม่อยากให้ลูกน้อยเป็นเด็กขี้ลืม นี่คือคำแนะนำจากคุณหมอ


ไม่อยากให้ลูกน้อยเป็นเด็กขี้ลืม นี่คือคำแนะนำจากคุณหมอ


พัฒนาการของสมองเกิดขึ้นตั้งแต่ทารกอยู่ในครรภ์มารดา โดยจะมีการเพิ่มขึ้นของขนาดและจำนวนของเซลล์ประสาทในสมอง แม้กระทั่งคลอดออกมาแล้วสมองก็ยังคงมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง และมีการพัฒนาที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในช่วง 3 ขวบปีแรก ดังนั้นคุณพ่อคุณแม่ควรฝึกการพัฒนาของสมองลูกน้อยในช่วง 3 ขวบปีแรก และทำอย่างต่อเนื่อง

เสริมพัฒนาการสมองของลูกน้อย...ได้ด้วยวิธีเหล่านี้

หลังจากผ่านพ้นช่วง 3 ปีแรก จะมีกระบวนการตัดแต่งวงจรประสาท โดยวงจรที่ถูกใช้และกระตุ้นบ่อยๆ ก็จะถูกเก็บไว้ แต่วงจรใดที่ไม่ได้ใช้หรือไม่ได้ถูกกระตุ้นบ่อยๆ ก็จะถูกตัดทิ้งและเสื่อมสลายไป ซึ่งจะทำให้เซลล์ประสาทรวมตัวกันเป็นกลุ่ม มีการเชื่อมโยงกันและทำงานได้อย่างดีมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ดังนั้นช่วง 3 ปีแรกของลูกน้อย จึงเป็นช่วงเวลาที่คุณพ่อคุณแม่ให้ความสำคัญกับการฝึกพัฒนาสมองของลูกน้อย ซึ่งสิ่งที่จะทำให้ลูกน้อยมีสมองและมีความจำที่ดีนั้น มีดังนี้

  • รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ – ให้ลูกๆได้รับประทานอาหารที่หลากหลาย ครบ 5 หมู่ มีวิตามินและแร่ธาตุที่จำเป็นครบถ้วนในสัดส่วนที่เหมาะสม โดยเฉพาะอาหารที่มี DHA ธาตุเหล็ก วิตามินบี และไอโอดีน ซึ่งจำเป็นต่อการทำงานของระบบประสาทและสมอง

  • ให้ลูกได้นอนหลับพักผ่อนอย่างเพียงพอ – การนอนหลับอย่างเพียงพอ นอกจากร่างกายจะได้พักผ่อนอย่างเต็มที่แล้ว ยังเป็นช่วงเวลาที่สมองจะทำการบันทึกความจำลงในสมอง เมื่อตื่นมาจะทำให้สมองปลอดโปร่ง สามารถเรียนรู้และจดจำสิ่งต่างๆได้อย่างแม่นยำ

  • ให้ลูกได้เรียนรู้จากกิจกรรมที่ลูกสนใจ – เด็กๆ จะเรียนรู้ได้ดีหากเค้าทำในสิ่งที่เค้าสนใจ และทำด้วยความรู้สึกที่ผ่อนคลาย คุณพ่อคุณแม่ควรหากิจกรรมที่น่าสนใจ สนุกสนาน ในสภาพแวดล้อมที่ผ่อนคลาย ไม่ตึงเครียดจนเกินไป โดยเป็นกิจกรรมที่เหมาะสมตามวัยของลูกน้อย เช่น การเล่นจ๊ะเอ๋ การเล่นซ่อนหา การซ่อนสิ่งของแล้วให้เด็กหาในเด็กเล็ก ส่วนในเด็กโตอาจให้จับคู่ภาพเหมือน ต่อจิ๊กซอว์ ครอสเวิร์ดเกมส์ เป็นต้น

  • อ่านนิทาน หรือร้องเพลงกับลูกบ่อยๆ – คุณพ่อคุณแม่หานิทานมาอ่านร่วมกันกับเด็กๆ หรือร้องเพลงร่วมกันบ่อยๆ โดยเฉพาะเพลงหรือนิทานที่มีคำคล้องจอง จะทำให้เด็กๆ จะจดจำเรื่องราว และเนื้อร้องของเพลงได้ดีขึ้น

  • ฝึกการจดบันทึกในเด็กโต – เมื่อลูกได้เจอะเจอเหตุการณ์ต่างๆ ในแต่ละวัน ลองชวนเด็กๆ มาจดบันทึกตามความถนัดของเขา อาจจะเป็นการบันทึกด้วยการวาดรูป หรือจดบันทึกเป็นเรื่องราวสั้นๆ ในภาษาของเด็กๆ เอง

  • ให้เด็กๆ ได้หมั่นฝึกฝนและทบทวนในสิ่งที่ได้เรียนรู้มาบ่อยๆ – หลังจากกลับมาจากโรงเรียนให้ลูกๆ ได้เล่ากิจกรรมที่ได้ทำในแต่ละวันให้ฟัง อ่านหนังสือ ทำการบ้าน และทบทวนบทเรียนเป็นประจำ เป็นต้น ซึ่งการทบทวนซ้ำๆ จะทำให้สมองจดจำได้นานขึ้น

ผู้ป่วยจะเริ่มมีความบกพร่องในการดูแลตัวเอง เริ่มไม่ใส่ใจตัวเอง เพราะเริ่มตัดสินใจไม่ถูกว่าอะไรควรทำหรือไม่ควรทำ ไม่สามารถทำกิจวัตรประจำวันเองได้ เช่น ติดกระดุมเสื้อเองไม่ได้ อาบน้ำเองไม่ได้ ไม่หวีผม ไม่แปรงฟันเพราะลืมว่าต้องทำอย่างไร หรือทำไปทำไม มีอารมณ์แปรปรวน ขี้หงุดหงิด เกลียดการเข้าสังคม จนส่งผลให้บุคลิกภาพเปลี่ยนแปลงไประยะนี้ผู้ป่วยมักช่วยเหลือตัวเองไม่ได้แล้ว การเคลื่อนไหวร่างกายจะน้อยลงหรือมักนอนติดเตียง ความจำจะแย่ลงมาก มีความเฉยเมยไม่สนใจอะไรเลย ถึงขนาดจำคนใกล้ชิดไม่ได้ และอาจจำชื่อตัวเองไม่ได้ด้วย อาจมีพฤติกรรมและอารมณ์รุนแรง ขว้างปาสิ่งของ กินข้าวเลอะเทอะ จึงจำเป็นต้องมีผู้ดูแลตลอด 24 ชั่วโมง

จะเห็นได้ว่าอาการหรือพฤติกรรมเหล่านี้ ไม่ใช่แค่การขี้ลืมเท่านั้น แต่เป็นการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมทั้ง 4 ด้าน คือ 1.ด้านความจำ 2.ด้านความคิด 3.ด้านคำพูด 4.ด้านพฤติกรรมหรือการกระทำ ดังนั้น... หากผู้ใกล้ชิดให้ความสนใจ หมั่นสังเกตผู้สูงอายุในบ้าน เมื่อเห็นพฤตกรรมหรืออาการตั้งแต่ในระยะแรกก็ควรพาไปพบแพทย์ เพื่อชะลอการลุกลามของโรค เพราะจริงๆ แล้วโรคอัลไซเมอร์ไม่ใช่โรคที่จะเป็นแบบฉับพลันทันใด ดังนั้นการรักษาที่ถูกต้องตั้งแต่เริ่มต้น จะช่วยให้ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตที่ดีไปอีกยาวนานเลยทีเดียว




พญ.ณิชา ลิ้มตระกูล
กุมารแพทย์ด้านพัฒนาการและพฤติกรรม
ศูนย์สุขภาพเด็ก โรงพยาบาลพญาไท 2
นัดหมายแพทย์

Rate this article : ไม่อยากให้ลูกน้อยเป็นเด็กขี้ลืม นี่คือคำแนะนำจากคุณหมอ

Posted by : Phyathai Hospital

    Review :

แพทย์

ปรึกษาแพทย์ออนไลน์

โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย
ข้อมูลส่วนตัวของคุณจะถูกเก็บรักษาไว้เป็นความลับอย่างเข้มงวดเพื่อความเป็นส่วนตัวของคุณ

บทความที่เกี่ยวข้อง