ค้นหา...บทความทางการแพทย์

ศูนย์การแพทย์

รู้ทันอาการเตือน...โรคลมชักในเด็ก ก่อนส่งผลพัฒนาการล่าช้า


รู้ทันอาการเตือน...โรคลมชักในเด็ก ก่อนส่งผลพัฒนาการล่าช้า


โรคลมชักเกิดในเด็ก ส่งผลให้คุณภาพชีวิตของเด็กลดลง พัฒนาการล่าช้า ถดถอย ทั้งด้านการเรียนและการเข้าสังคม โดยเด็กจะมีอาการกล้ามเนื้อเกร็ง กระตุก สะดุ้ง หรือมีอาการเหม่อลอย เบลอ หรือนิ่งไปแบบไม่รู้ตัว หากผู้ปกครองสงสัยว่าเด็กอาจเป็นโรคลมชัก ควรพาเด็กมาพบแพทย์เพื่อตรวจรักษาแต่เนิ่นๆ เพื่อทำการรักษาให้หายขาดจากโรค

สาเหตุของโรคลมชัก

โรคลมชักเกิดจากประจุไฟฟ้าในสมองที่ทำงานผิดปกติ ทำให้มีอาการกระตุก เกร็ง เหม่อลอย ซึ่งขึ้นอยู่กับแหล่งของประจุไฟฟ้าว่าออกมาจากส่วนใดของร่างกาย โดยโรคลมชักเกิดได้ในเด็กทุกเพศทุกวัยตั้งแต่เด็กเล็กจนถึงเด็กโต โดยชนิดของโรคลมชักนั้นจะแบ่งตามความรุนแรงของโรค  เช่น เกิดจากเนื้อสมองที่เจริญผิดที่ หรือผิดปกติ

สำหรับอาการชักสามารถมีได้หลากหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็น...

  • อาการเกร็งกระตุกของกล้ามเนื้อ ซึ่งคล้ายคลึงกับอาการชักแต่อาจไม่ใช่การชักเสมอไป เช่น อาการเกร็งที่อาจพบได้ในคนไข้ขณะเป็นลม เป็นต้น

  • อาการชักแบบเหม่อลอย เด็กจะมีอาการเหม่อลอยหรือนิ่งไประหว่างคุย เรียกแล้วยังไม่รู้สึกตัว ไม่มีอาการทางกล้ามเนื้อหรือมีแต่น้อยมาก รวมไปถึงการมีปัญหาการเรียนตกต่ำ

  • อาการชักทั้งตัว โดยเวลาชักจะมีอาการเกร็งกระตุกโดยไม่รู้ตัวและจำไม่ได้ว่าตัวเองชัก

โรคลมชักถ้าไม่ได้รับการรักษาจะเป็นอย่างไรบ้างนะ

หากปล่อยทิ้งไว้ไม่ได้รับการรักษาจะทำให้สมองได้รับการกระทบกระเทือนจากประจุไฟฟ้าที่ออกมาผิดปกติ ซึ่งจะมีผลต่อพัฒนาการของเด็กทั้งทางด้านการเรียนและสังคม การเรียนของเด็กจะยิ่งถดถอยอีกด้วย

การตรวจวินิจฉัยโรคลมชัก

การวินิจฉัยโรคลมชักเพื่อให้ทราบถึงสาเหตุที่แท้จริงมีความสำคัญ เพราะทำให้ได้ผลการรักษาที่มีประสิทธิภาพ นอกจากแพทย์จะทำการซักประวัติอย่างละเอียดแล้ว ยังมีเครื่องมือที่เพื่อช่วยตรวจหาตำแหน่งความผิดปกติในสมองที่เป็นจุดกำเนิดชักได้อย่างแม่นยำ เช่น

  • การตรวจคลื่นไฟฟ้าสมอง (EEG)  เพื่อหาสาเหตุและแหล่งที่มาของประจุไฟฟ้าที่ผิดปกติ จากส่วนใดของสมอง และชนิดของการชักได้

  • การทำเอ็มอาร์ไอ (MRI) ช่วยตรวจวินิจฉัยความผิดปกติของสมองที่เป็นสาเหตุของโรคลมชักได้

  • การใช้ยา โดยโอกาสในการรักษาด้วยยาและหายจากโรคประมาณ 70%

วิธีการรักษาโรคลมชัก

การรักษาแพทย์จะต้องวินิจฉัยก่อนว่าเป็นโรคลมชักที่มาจากสาเหตุใด เพื่อทำการรักษาได้ถูกต้อง โดยจะใช้ยากันชัก เพื่อช่วยปรับกระแสไฟฟ้าในสมองให้เป็นปกติ สำหรับผู้ป่วยที่ดื้อยาต้องรักษาด้วยวิธีการผ่าตัด โดยนำเครื่องมือและเทคโนโลยีการรักษาเข้ามารักษาเพื่อให้ทราบตำแหน่งในสมองที่ผิดปกติได้อย่างถูกต้องแม่นยำ เป็นการวางแผนการผ่าตัด โดยการตรวจคลื่นสมอง (EEG) ที่จะติดสายไฟฟ้าในตำแหน่งต่างๆ บนศีรษะ เพื่อตรวจหาจุดที่ปล่อยไฟฟ้าผิดปกติในสมอง มีการตรวจเอ็กซเรย์ MRI Brain ใช้เทคนิคทางโรคลมชักโดยเฉพาะ จะทำให้เห็นภาพได้ละเอียดชัดเจนกว่าการทำ MRI ทั่วไป รวมทั้งการตรวจกัมมันตรังสี ใช้รังสีฉีดเข้าไประหว่างที่ชัก เพื่อดูตำแหน่งในสมองที่เกิดอาการชัก เป็นต้น

เมื่อพบเด็กมีอาการลมชัก...ควรให้การดูแลอย่างไร

  • ห้ามนำสิ่งของใดๆ เข้าไปในปากเด็ก เพราะโดยทั่วไปผู้ใหญ่มักมีความเชื่อที่ผิด โดยคิดว่าเด็กจะกัดลิ้นตนเองจนเสียชีวิตซึ่งไม่สามารถเป็นไปได้ ดังนั้นห้ามนำสิ่งของใดๆ เข้าในปากเด็กขณะมีอาการลมชักเป็นอันขาด

  • ให้เด็กอยู่ในท่าที่ปลอดภัยจากการชัก คือ ให้นอนตะแคงข้างเพื่อป้องกันการสำลัก โดยปกติกระบวนการทางร่างกายจะช่วยหยุดชักได้เองภายใน 2-4 นาที 

  • ช่วยในเรื่องการหายใจเมื่อเด็กเริ่มเขียวให้ช่วยเป่าปาก โดยเอาปากประกบกับปากของเด็กและเป่าอากาศเข้าไป

 



ผู้ช่วยศาสตราจารย์แพทย์หญิงชิดชนก เธียรผาติ
กุมารแพทย์เชี่ยวชาญด้านระบบประสาท
ศูนย์สุขภาพเด็ก โรงพยาบาลพญาไท 2
โทร. 02 617-2444 ต่อ 3219-3220
นัดหมายแพทย์

Rate this article : รู้ทันอาการเตือน...โรคลมชักในเด็ก ก่อนส่งผลพัฒนาการล่าช้า

Posted by : Phyathai Hospital

    Review :

แพทย์

ปรึกษาแพทย์ออนไลน์

โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย
ข้อมูลส่วนตัวของคุณจะถูกเก็บรักษาไว้เป็นความลับอย่างเข้มงวดเพื่อความเป็นส่วนตัวของคุณ

บทความที่เกี่ยวข้อง