ค้นหา...บทความทางการแพทย์

ศูนย์การแพทย์

โรคเบาหวาน รู้ไหมใครเสี่ยง


โรคเบาหวาน รู้ไหมใครเสี่ยง


โรคเบาหวานจริงๆ แล้วมีอยู่หลายชนิด แต่ชนิดที่พบบ่อย และคนส่วนใหญ่รู้จักกัน ก็คือ โรคเบาหวานชนิดที่ 2 ซึ่งมักพบในวัยกลางคน ร่วมกับโรคอ้วน ซึ่งสิ่งที่เราต้องตระหนักก็คือในปัจจุบัน เริ่มพบโรคเบาหวานในกลุ่มคนอายุน้อยลง โดยเฉพาะวัยทำงาน วัยรุ่น หรือเด็กที่มีภาวะอ้วน

ความชุกของโรคเบาหวานในคนไทย พบได้ 8.9% และในช่วงอายุ 60-79 ปี พบสูงถึง 19% หมายถึง ใน 5 คน จะพบคนเป็นโรคเบาหวาน 1 คน และจากการสำรวจสุขภาพคนไทย โดยทำการตรวจเลือดพบว่า มีผู้เป็นโรคเบาหวานเกือบ 50% ที่เป็นโรคเบาหวานโดยไม่ทราบว่าตนเองเป็นมาก่อน และมีเพียง 23.5% ที่รักษาและควบคุมระดับน้ำตาลได้ดี

ดังนั้นจะเห็นว่าโรคเบาหวานเป็นภัยเงียบ ผู้ป่วยบางรายหากระดับน้ำตาลในเลือดสูงไม่มากจะไม่มีอาการใดๆ จะทราบได้ก็ต่อเมื่อตรวจเลือดเท่านั้น ส่วนผู้ป่วยที่มีระดับน้ำตาลในเลือดสูง อาจมีอาการหิวน้ำบ่อย ปากคอแห้ง ปัสสาวะบ่อย โดยเฉพาะอย่างยิ่งต้องลุกขึ้นมาปัสสาวะกลางคืนหลายๆ ครั้ง และน้ำหนักลด เป็นต้น


ใครบ้างที่ควรทำการตรวจหาโรคเบาหวาน?

สมาคมโรคเบาหวานแห่งประเทศไทยฯ ได้แนะนำให้มีการตรวจคัดกรองโรคเบาหวานในกลุ่มเสี่ยงดังนี้

  1. ผู้ที่มีอายุ 35 ปีขึ้นไป
  2. ผู้ที่มีอายุน้อยกว่า 35 ปีแต่มีความเสี่ยงสูงต่อการเกิดโรคเบาหวาน ได้แก่
    • ผู้ที่อ้วน (มีดัชนีมวลกาย ≥ 25 กิโลกรัม/เมตร2 และ/หรือ มีรอบเอว > 32 นิ้วในผู้หญิง หรือ >36 นิ้วในผู้ชาย)
    • มีพ่อ แม่ พี่ หรือ น้อง เป็นโรคเบาหวาน
    • ผู้ที่มีความดันโลหิตสูง
    • ผู้ที่มีไขมันไตรกลีเซอไรด์ในเลือดสูง> 250 มก./ดล. และ/หรือ HDL คอเลสเตอรอลในเลือดตํ่ากว่า 35 มก./ดล.
    • ผู้ที่มีประวัติเคยเป็นโรคเบาหวานขณะตั้งครรภ์ หรือคลอดลูกที่มีนํ้าหนักตัวแรกคลอดมากกว่า 4 กิโลกรัม
    • ผู้ที่เป็นโรคหัวใจและหลอดเลือด
    • ผู้ที่มีโรคถุงนํ้าในรังไข่

นอกจากนี้ผู้ที่มีอาการสงสัยโรคเบาหวาน ได้แก่ อาการหิวน้ำบ่อย ปากคอแห้ง ปัสสาวะบ่อย น้ำหนักลด ก็ควรได้รับการตรวจด้วย

รักษาอย่างไร? เมื่อเป็นเบาหวานชนิดที่ 2

การปรับเปลี่ยนพฤติกรรม โดยการควบคุมอาหาร การออกกำลังกาย และควบคุมน้ำหนักตัวยังเป็นหัวใจที่สำคัญที่สุดในการรักษาโรคเบาหวาน

สำหรับยาที่ใช้ในการรักษาเบาหวาน ในปัจจุบันมีการพัฒนายาใหม่ๆ หลายชนิด ซี่งสามารถลดความเสี่ยงต่อการทำให้เกิดภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ และยาบางชนิดสามารถลดน้ำหนักตัวของผู้ป่วยลงได้ ยาที่ใช้ในการรักษาเบาหวาน แบ่งเป็นกลุ่ม ยากิน ยาฉีดอินซูลิน และยาฉีดที่ไม่ใช่อินซูลิน ได้แก่ GLP1 agonist โดยแพทย์จะพิจารณาเลือกใช้ตามความเหมาะสม และข้อบ่งชี้ของผู้ป่วยนั้นๆ ทั้งนี้ การรับประทานยา หรือฉีดยาอย่างสม่ำเสมอตามคำสั่งแพทย์ จะช่วยให้ผู้ป่วยได้รับประโยชน์สูงสุด และได้ผลการรักษาเป็นไปตามเป้าหมาย

นวัตกรรม และเทคโนโลยี ในการดูแลรักษาโรคเบาหวานชนิดที่ 2

ในปัจจุบันนอกจากจะมีการพัฒนายากลุ่มใหม่ๆ เพื่อช่วยให้การรักษาโรคเบาหวานทำได้มีประสิทธิภาพดียิ่งขึ้น ยังมีการพัฒนาวิธีในการช่วยให้ผู้ป่วยบริหารยาได้ง่ายขึ้น เช่น การใช้ยารวมเม็ดเพื่อลดจำนวนเม็ดยาที่ต้องรับประทาน การใช้ยาฉีดสองชนิดรวมกันในเข็มเดียวเพื่อลดจำนวนครั้งในการฉีดยา การพัฒนาเข็มและอุปกรณ์การฉีดยาให้เล็กลงเพื่อให้ผู้ป่วยเจ็บน้อยลง และบริหารยาได้สะดวกขึ้น เป็นต้น

รวมทั้งปัจจุบันยังมีเทคโนโลยีในการติดตามระดับน้ำตาลผู้ป่วยแบบ Real time ซึ่งเมื่อทำการติดเครื่องมือขนาดเล็กๆ กับตัวที่บริเวณท้อง หรือต้นแขนแล้ว เครื่องจะทำการตรวจวัดระดับน้ำตาลทุก 5 นาที และแสดงผลให้ผู้ป่วยทราบทางหน้าจอ ทำให้ช่วยในการปรับยาได้สะดวกและง่ายขึ้นมาก และยังมี Apps หรือเครื่องมือช่วยคำนวณคาร์โบไฮเดรตในอาหาร หรือ Track การออกกำลังกาย ซึ่งสามารถใช้เป็นเครื่องมือในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม การรับประทาน และการออกกำลังกายได้



รศ.พญ.นันทกร ทองแตง
สาขาวิชาต่อมไร้ท่อและเมตะบอลิสม
ภาควิชาอายุรศาสตร์ ศิริราชพยาบาล
ที่ปรึกษา ศูนย์เบาหวาน ไทรอยด์ และต่อมไร้ท่อ
โรงพยาบาลพญาไท 3


Rate this article : โรคเบาหวาน รู้ไหมใครเสี่ยง

Posted by : Phyathai Hospital

    Review :

แพทย์

ปรึกษาแพทย์ออนไลน์

โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย
ข้อมูลส่วนตัวของคุณจะถูกเก็บรักษาไว้เป็นความลับอย่างเข้มงวดเพื่อความเป็นส่วนตัวของคุณ

บทความที่เกี่ยวข้อง