ค้นหา...บทความทางการแพทย์

ศูนย์การแพทย์

รู้เท่าทัน...โรคต้อกระจก (Cataract)


รู้เท่าทัน...โรคต้อกระจก (Cataract)

 โรคต้อกระจก></div>
<div><br></div><div>โรคต้อกระจก...โรคที่ผู้สูงวัยส่วนใหญ่หนีไม่พ้น ทำให้มีปัญหาในการมองเห็น เรามาลองทำความรู้จักโรคต้อกระจก เพื่อป้องกันและรักษาให้การมองเห็นของผู้สูงวัยในบ้านยังมีสายตาที่ดีได้ยาวนานที่สุดกัน</div>
</div>
<br>
<div class=

รู้จักเลนส์แก้วตากันก่อน

เลนส์แก้วตา (Lens) เป็นเลนส์นูนใสอยู่หลังม่านตา (มีลักษณะเหมือนเลนส์นูนทั่วไปทั้งด้านหน้า และด้านหลัง โดยด้านหน้าแบนกว่าด้านหลัง มีความหนาประมาณ 5 ม.ม. เส้นผ่าศูนย์กลาง 9 ม.ม. ทำหน้าที่ร่วมกับกระจกตาในการหักเหแสงจากวัตถุให้ตกโฟกัสที่จอประสาทตา จึงทำให้เกิดการมองเห็น

ต้อกระจก = เลนส์แก้วตาเสื่อม

เมื่อเลนส์แก้วตาเสื่อม แทนที่จะใสกลับขุ่น แก้วตาที่ขุ่นลงนี้ ส่งผลให้กำลังหักเหของแสงผิดไป ตลอดจนขัดขวางไม่ให้แสงเข้าตา ผู้นั้นจึงมองเห็นภาพไม่ชัด นั่นคือโรคที่เรียกกันว่า “ต้อกระจก” คนส่วนใหญ่ที่อายุเกิน 60 ปีขึ้นไป มักพบแก้วตาขุ่นเล็กๆ น้อยๆ หรือเป็นต้อกระจกระยะต้นๆ โดยประมาณ 80% หรือมากกว่าของคนเป็นต้อกระจก เกิดเนื่องจากวัยชราซึ่งเป็นความเสื่อมของร่างกายโดยธรรมชาติ ที่เหลือประมาณ 20% อาจพบจากสาเหตุอื่นที่ไม่ใช่จากวัยชรา เช่น ในเด็กทารกที่เกิดจากแม่ซึ่งเป็นหัดเยอรมันในช่วงระยะ 3 เดือนแรกของการตั้งครรภ์ ต้อกระจกจากอุบัติเหตุกระทบกระเทือนบริเวณลูกตาอย่างแรง หรือ อาจเป็นต้อกระจกเนื่องจากมีโรคเบาหวาน โรคอื่นๆ ในลูกตาก็เป็นสาเหตุของต้อกระจกได้ เช่น ม่านตาอักเสบเรื้อรังหรือ อาจเกิดจากการทำงานโดนแดดจัดๆ เป็นเวลานาน

นอกจากนี้ การใช้ยาบางตัวเป็นประจำในการรักษาโรคทางกายบางชนิด เช่น ยาในกลุ่มสเตียรอยด์ (Steroid) เช่น ยาเพรดนิโซโลน (Prednisolone) ซึ่งนิยมใช้รักษาโรคเรื้อรังต่างๆ อาทิ โรคภูมิแพ้ โรคหืด โรคไต SLE และโรคข้อ หรือ การซื้อยาหยอดที่มีสารสเตียรอยด์ (Steroid) มาใช้เอง ผู้ป่วยที่ได้รับยาในกลุ่มนี้เป็นประจำ พึงระวังว่า ตนเองอาจเป็นต้อกระจกก่อนวัยอันสมควรได้ โดยมีอยู่จำนวนไม่น้อยที่เป็นโรคภูมิแพ้แล้วซื้อยารับประทานเอง นานๆ เข้าตามัวลงๆ จากโรคต้อกระจก ซึ่งต้อกระจกที่เกิดจากการใช้ยาดังกล่าว หากหยุดใช้ยา แม้ว่าต้อที่เป็นแล้วจะไม่หาย แต่ก็สามารถระงับไม่ให้ลุกลามรวดเร็วได้

อาการของโรคต้อกระจก

อาการเด่นของต้อกระจกในผู้สูงวัยคือ ตาค่อยๆ มัวลงอย่างช้าๆ นานเป็นปี โดยไม่มีอาการเจ็บปวด การมองเห็นจะแย่ลงเมื่อแสงไม่พอ แต่ต้อกระจกบางชนิดก็ทำให้เกิดอาการตามัว จะเป็นมากขึ้นเมื่ออยู่ในที่มีแสงสว่างจ้า เช่น เมื่อออกแดด แต่กลับมองเห็นเกือบเป็นปกติในที่มืดสลัวๆ หรือเวลาพลบค่ำ เนื่องจากเมื่ออยู่ในที่แจ้งม่านตาจะหดแคบลง ทำให้แสงสว่างที่จะเข้าตาเข้ายากขึ้น ตรงกันข้ามกับเมื่ออยู่ในที่มืด ซึ่งม่านตาจะขยายทำให้แสงเข้าตาได้มากขึ้น จึงเห็นชัดขึ้นในที่มืด

มองเห็นภาพซ้อน เช่น ตอนกลางคืนเห็นพระจันทร์สองดวง หรือ หลายดวง แม้ดูด้วยตาข้างเดียวก็ยังเห็น 2 ดวง ทั้งนี้เพราะแก้วตาที่ขุ่นมัว มีการเปลี่ยนแปลงการหักเหของแสงไม่เท่ากัน

คนทั่วไปที่อายุมากกว่า 40 ปี อ่านหนังสือต้องใช้แว่นสายตาช่วยเป็นปกติอยู่แล้ว แต่อยู่ๆ กับพบว่าอ่านหนังสือได้โดยไม่ต้องใส่แว่น อย่าเพิ่งดีใจว่าท่านมีสายตาดีขึ้น นั่นเป็นอาการจากเริ่มมีการเสื่อมของแก้วตาทำให้การหักเหแสงเปลี่ยน จึงกลับมาเป็นคนสายตาสั้นเมื่อแก่ (Secondary myopia) แต่มองเห็นระยะไกลไม่ชัด ถ้าท่านมีอาการเช่นนี้ ควรรีบพบจักษุแพทย์ เพื่อตรวจดูว่าเริ่มเป็นต้อกระจกหรือไม่

เห็นฝ้าขาวบริเวณกลางรูม่านตาในผู้ที่ต้อกระจกสุกเต็มที่แล้ว ซึ่งปัจจุบันพบได้น้อยลงเนื่องจากผู้ป่วยสามารถเข้าตรวจกับจักษุแพทย์ได้สะดวกขึ้น

โรคต้อกระจกป้องกันได้ไหม

ผู้ป่วยส่วนใหญ่ที่เป็นโรคต้อกระจก คือผู้สูงวัย อายุเกิน 50 ปีขึ้นไป สาเหตุเกิดจากความเสื่อมของเลนส์แก้วตา จึงไม่มีตัวยากิน หรือ ยาหยอดตา เพื่อชะลอหรือทำให้ต้อกระจกหายไปได้ แม้ว่าสมัยก่อนจะเชื่อว่ายาหยอดตาเพื่อช่วยชะลอต้อกระจก แต่ปัจจุบันจักษุแพทย์ส่วนใหญ่ไม่ยอมรับกันแล้ว

การเตรียมตัวเพื่อพบจักษุแพทย์

การมาพบจักษุแพทย์ไม่ต้องมีความกังวล ไม่ต้องงดยา ไม่ต้องงดน้ำหรืออาหาร ขั้นตอนการตรวจไม่มีเจ็บปวด ไม่ควรขับรถมาเองหรือหาคนขับรถมาด้วยเนื่องจาก การหยอดยาขยายม่านตาทำให้สู้แสงไม่ได้ ตาพร่ามัว โดยเฉพาะการมองที่ใกล้ เป็นเวลา 5 ชั่วโมง การขยายม่านตาเพื่อตรวจว่าไม่มีโรคอื่นแทรกซ้อนทางตา ผู้ป่วยบางรายที่มีโรคประจำตัว เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง โรคหัวใจขาดเลือด ผู้ป่วยเหล่านี้จักษุแพทย์บางท่านอาจขอให้ท่าน นำผลน้ำตาลในเลือดครั้งล่าสุดมาดู หรือ อาจให้ท่านงดยาละลายลิ่มเลือดก่อนมารักษาต้อกระจก

การเตรียมตัวก่อนรักษาต้อกระจก

โดยทั่วไปเมื่อแพทย์ลงความเห็นว่าสมควรผ่าตัด แพทย์จะตรวจตาอย่างละเอียด รวมทั้งวัดความดันตาและ ตรวจประสาทตา ให้แน่ใจว่ายังปกติดีอยู่หรือไม่ ถ้าประสาทตายังดีอยู่ หลังผ่าตัดก็จะมองเห็นได้ดี แต่ถ้าประสาทตาเสียแล้ว การผ่าตัดก็ไม่ช่วยให้ตาเห็นดีขึ้น

นอกจากนั้นแพทย์จะตรวจร่างกายทั่วๆไป เพื่อดูว่ามีโรคอื่นๆอันจะเป็นอุปสรรคในระหว่าง หรือหลังผ่าตัดหรือไม่ ซึ่งโรคที่สำคัญ ได้แก่ เบาหวาน ความดันโลหิตสูง โรคโลหิตจาง โรคปอด ซึ่งเมื่อเป็นโรคดังกล่าว จำเป็นต้องได้รับการรักษาให้ดีก่อนจึงค่อยทำผ่าตัด

ยังมีหลายคนที่เข้าใจว่า เป็นโรคเบาหวานผ่าตัดต้อไม่ได้ ซึ่งเป็นความเข้าใจที่ผิด เป็นเบาหวานก็ทำผ่าตัดได้ แต่ต้องควบคุมเบาหวานให้ดีก่อน เพื่อลดความเสี่ยงเรื่องการติดเชื้อหลังผ่าตัด หากมีการอักเสบบริเวณตา เช่น กุ้งยิง เปลือกตาอักเสบ หรือ ถุงน้ำตาอักเสบ ก็ต้องได้รับการรักษาให้ดีก่อน เพราะดวงตาติดเชื้อได้ง่ายจากความต้านทานต่อการติดเชื้อมีน้อยกว่าอวัยวะอื่นๆ ดังนั้นหากมีการติดเชื้อใกล้เคียงกับบริเวณแผลผ่าตัด ทำให้มีความเสี่ยงติดเชื้อหลังผ่าตัดต้อกระจกได้

ยาละลายลิ่มเลือดไม่มีความจำเป็นต้องงดยาละลายลิ่มเลือดทุกครั้งเนื่องจากวิธีการรักษามีความเสี่ยงต่อการเกิดเลือดออกน้อยมาก ใช้เพียงยาชาหยอดตา แต่ทั้งนี้ขึ้นกับดุลพินิจของจักษุแพทย์ที่ทำการรักษาท่านเป็นหลัก

วิธีการรักษาโรคต้อกระจก

เมื่อรู้ว่าเป็นโรคต้อกระจกแล้วและจำเป็นต้องผ่าตัด เป็นเรื่องปกติที่ผู้ป่วยหรือใครก็ตามเมื่อได้ยินคำว่าผ่าตัดย่อมต้องกลัว แต่เทคโนโลยี และความก้าวหน้าทางการแพทย์ก้าวมาไกลมากทำให้วิธีการรักษาโรคต้อกระจกหายขาดและได้ผลดี มีการมองเห็นที่ดีเป็นปกติได้ วิธีการผ่าตัดมีอยู่ 3 วิธี โดยอยู่บนหลักการของการเอาเลนส์แก้วตาที่ขุ่นมัวออกและใส่เลนส์แก้วตาเทียมไปทดแทนเลนส์ธรรมชาติ

การผ่าตัดต้อกระจกแผลใหญ่ (ECCE) แม้ว่าจะเป็นวิธีที่ได้ผลอันดับแรกและใช้มานาน ปัจจุบันก็ยังเป็นวิธีที่ประหยัดและปลอดภัย ในประเทศที่ไม่มีเครื่องสลายต้อกระจกด้วยคลื่นเสียงความถี่สูง วิธีการเริ่มด้วยการฉีดยาชาเฉพาะที่ เพื่อให้ตานิ่งและไม่เจ็บ เปิดกระจกตาดำ กว้าง 8-9 มม. แล้วดันเลนส์แก้วตาที่ขุ่นออกทางแผล และใส่เลนส์แก้วตาเทียมแทนที่ ปิดแผลกระจกตาด้วย ไหมเล็กว่าขนตา วิธีการนี้เหมาะสำหรับ สถานที่ ที่ไม่มีเครื่องสลายต้อกระจกด้วยคลื่นเสียงความถี่สูง หรือ ต้อกระจกทิ้งไว้นานแข็งมากจนเครื่องสลายต้อกระจกด้วยคลื่นเสียงความถี่สูง สลายไม่ได้ ข้อด้อยคือ แผลใหญ่ทำให้เกิดสายตาเอียงหลังการรักษาได้ เวลาขณะทำการรักษา 15 -30 นาที (ขึ้นอยู่กับความยากง่ายและความชำนาญของจักษุแพทย์)

การสลายต้อกระจกด้วยคลื่นเสียงความถี่สูง(Phacoemulsification / Ultrasound) เป็นวิธีที่ดีที่สุดและทันสมัยที่สุดในปัจจุบัน โดยใช้คลื่นเสียงความถี่สูงผ่านแผลกระจกตา 1.8 – 3 มม. (ขนาดแผลขึ้นอยู่กับเครื่องสลายต้อกระจกและความชำนาญของผู้ใช้) เลนส์แก้วตาจะถูกสลายผ่านหัวดูด ออกจากแผลกระจกขนาดเล็กมาก) ใช้เวลาในการรักษา 5-30 นาที (ขึ้นอยู่กับความยากง่ายและความชำนาญของจักษุแพทย์) ไม่จำเป็นต้องฉีดยาชา ใช้เฉพาะการหยอดยาชาที่ตาก็เพียงพอ หลังสลายเลนส์ต้อกระจก จึงใส่เลนส์แก้วตาเทียมผ่านแผลชนิดเล็กเข้าไปในตา เนื่องจากแผลเล็กมากจึงไม่จำเป็นต้องเย็บแผล ผู้ป่วยสามารถใช้งานได้ทันที หลังหมดฤทธิ์ยาขยายม่านตา ข้อด้อยคือ ค่าใช้จ่ายสูงกว่าวิธีผ่าตัดแผลใหญ่เล็กน้อย ผู้ป่วยที่เป็นต้อกระจกแบบที่เลนส์แก้วตาแข็งมากๆ อาจไม่สามารถใช้เครื่องสลายเลนส์ได้ต้องใช้ทักษะของจักษุแพทย์มากกว่าวิธีผ่าตัดแผลใหญ่

การใช้เลเซอร์แยกเลนส์ต้อกระจก (Femto Laser Cataract) เป็นวิธีใหม่ที่ใช้แสงเลเซอร์แยกเลนส์แก้วตาออกเป็นชิ้นเล็กๆ คล้ายกับการตัดขนม cake แล้วจึงใช้เครื่องสลายต้อกระจกด้วยคลื่นเสียงความถี่สูง (Ultrasound) สลายเลนส์ที่ถูกแยกออกเป็นชื้น ใช้เพียงยาชาหยอดเฉพาะที่ ลดโอกาสเกิดข้อแทรกซ้อนในรายที่เลนส์ต้อกระจกแข็งมากๆ ข้อด้อยคือ ค่าใช้จ่ายสูงมาก เวลาในการทำผ่าตัดนาน 25 -45 นาที เนื่องจากผู้ป่วยต้องย้ายตัวจากเครื่องเลเซอร์ ไปเครื่องสลายต้อกระจก ผลการรักษาไม่ต่างกับการใช้เครื่องสลายต้อกระจก

ผลแทรกซ้อนในการรักษาโรคต้อกระจก

ติดเชื้อแบคทีเรียหลังผ่าตัด เป็นภาวะที่ถือเป็นความเสี่ยง ซึ่งไม่สามารถป้องกันได้ 100% เนื่องจากการรักษามีแผลเข้าไปในตา จึงมีโอกาสที่เชื้อแบคทีเรียจะปนเปื้อนเข้าไปในตาได้ แม้ว่าขบวนเตรียมก่อนการรักษาจะป้องกันดีที่สุดแล้ว โอกาสเกิดต่ำมาก แต่ก็มีโอกาสพบได้โดยจะมีอาการตามัวมองไม่เห็น ปวดตามาก ตาแดง น้ำตาไหลและเคืองตามาก สู้แสงไม่ได้ โดยมักจะเกิดหลังการรักษาได้ตั้งแต่ วันแรกหลังการรักษาจนถึง 7 วัน ส่วนใหญ่มักเกิดภายใน 3-4 วัน หลังผ่าตัด หากไม่ได้รับการแก้ไขอาจทำให้สูญเสียการมองเห็นได้

สายตาเอียง คือมองเห็นระยะไกลไม่ชัดมีภาพซ้อนมักพบได้ในการผ่าตัดแผลใหญ่ ไม่อันตรายสามารถแก้ไขโดยการใช้แว่นสายตาได้

แพ้ยา อาจแพ้ได้ทั้งยาหยอดและยากิน หรือแพ้กาวพลาสเตอร์ปิดตา ทำให้เกิดอาการตาแดง เปลือกตาบวมอักเสบ ไม่อันตราย เมื่อหยุดยาที่แพ้ก็จะดีขึ้นเอง

6 ข้อสังเกตอาการ อาจเป็นสัญญาณเตือนต้อกระจก

1. เห็นภาพมัว ตาพร่า เลือนลาง โดยค่อยๆ เป็นช้าๆ

2. มองไกลไม่ค่อยชัด สายตาสั้นมากขึ้น จนต้องเปลี่ยนแว่นบ่อย

3. มองไม่ชัดเมื่ออยู่ในที่แสงจ้า

4. ตาข้างใดข้างหนึ่งอาจเห็นภาพซ้อน

5. มองเห็นสีเปลี่ยนไปจากเดิม โดยเฉพาะสีเหลือง

6. ปวดตามากบ่อยๆ

ดวงตาเป็นประตูสู่โลกกว้าง ที่ทำให้เราสามารถใช้ชีวิตได้อย่างมีประสิทธิภาพและมีความสุข จึงเป็นเรื่องที่น่าเสียดายหากเราละเลยที่จะดูแลดวงตาของเราให้แข็งแรงอยู่เสมอ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเริ่มสูงวัยขึ้น ดวงตาที่เราใช้มาตลอดชีวิตก็ย่อมเสื่อมถอยเป็นธรรมดา ดังนั้น การตรวจสุขภาพตากับจักษุแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเป็นประจำทุกปี จึงเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยให้เราสามารถรักษาดวงตาคู่นี้ให้อยู่กับเราได้ตลอดไป

“ต้อกระจกรักษาหาย ป้องกันได้ด้วยการตรวจสุขภาพตาเป็นประจำทุกปี”



นพ.จิรพล สุโภคเวช
จักษุแพทย์
โรงพยาบาลพญาไท 3
โทร 02-4671111 ต่อ 1839-40
 

Rate this article : รู้เท่าทัน...โรคต้อกระจก (Cataract)

Posted by : Phyathai Hospital

    Review :

แพทย์

ปรึกษาแพทย์ออนไลน์

โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย
ข้อมูลส่วนตัวของคุณจะถูกเก็บรักษาไว้เป็นความลับอย่างเข้มงวดเพื่อความเป็นส่วนตัวของคุณ

บทความที่เกี่ยวข้อง