ค้นหา...บทความทางการแพทย์

ศูนย์การแพทย์

เลี้ยงลูกอย่างไรไม่ให้ถูกกลั่นแกล้งและเป็นฝ่ายรังแกผู้อื่น


เลี้ยงลูกอย่างไรไม่ให้ถูกกลั่นแกล้งและเป็นฝ่ายรังแกผู้อื่น


การเลี้ยงลูกในยุคนี้ นอกจากคุณพ่อคุณแม่จะให้ความสำคัญกับเรื่องสุขภาพกายแล้ว สุขภาพจิตของลูกก็เป็นสิ่งสำคัญที่ควรใส่ใจและให้การดูแลมากเป็นพิเศษ ซึ่งปัญหาหนึ่งที่มีผลกระทบต่อสุขภาพจิตของเด็กที่เรามักจะเห็นข่าวบ่อยๆ ในโลกออนไลน์ นั่นก็คือการกลั่นแกล้งหรือการรังแกกัน (Bullying) คุณพ่อคุณแม่จึงควรรู้ถึงวิธีการสังเกตอาการของลูกและหาแนวทางในการเพิ่มเกาะป้องกันให้ลูกรักเติบโตในสังคมได้อย่างมีภูมิคุ้มกัน

แบบไหนที่เรียกว่ากลั่นแกล้งหรือการรังแกกัน?

พ่อแม่หลายคนอาจจะมองว่าการที่เด็กๆ เล่นด้วยกันก็ต้องมีการแกล้งกันเป็นธรรมดา แต่จริงๆ แล้วการกลั่นแกล้งมีผลกระทบมากกว่าที่คิด ซึ่งการกลั่นแกล้งกันในเด็กสามารถเกิดขึ้นได้หลายรูปแบบ เช่น การใช้วาจา การทำร้ายร่างกาย การกีดกันไม่ให้เข้ากลุ่ม การใส่ร้าย การล้อเลียน และในกลุ่มเด็กโตที่เรียนรู้การใช้อินเทอร์เน็ตแล้ว ก็อาจจะมีการแกล้งกันในโลกออนไลน์ได้ ทำให้เด็กที่เป็นฝ่ายถูกกระทำมีปัญหาในการเข้ากับเพื่อนที่โรงเรียน เกิดความเครียดสะสมและนำไปสู่การเป็นโรคซึมเศร้าได้

นอกจากนี้การกลั่นแกล้งรังแกกันยังเป็นการสะท้อนให้เห็นว่าเด็กไม่รู้จักสิทธิและหน้าที่ของตัวเอง รวมถึงไม่เคารพคนอื่นด้วย ถ้าเราไม่สอนให้เด็กเรียนรู้สิ่งเหล่านี้การกลั่นแกล้งกันก็จะกลายเป็นวงจรที่ไม่มีวันจบ!

พ่อแม่ควรทำอย่างไร เมื่อลูกตกเป็นเป้าหมายของการกลั่นแกล้ง...

เด็กส่วนหนึ่งที่มาพบแพทย์เพราะถูกแกล้ง มักจะมีปัญหาอื่นซ่อนอยู่ด้วยเสมอ เช่น ปัญหาพูดช้า พูดน้อย เข้าสังคมไม่เป็น เป็นออทิสติก มีผลการเรียนไม่ดี มีโรคการเรียนรู้บกพร่อง  มีรูปร่างหน้าตาหรือลักษณะที่แตกต่างออกไปจากเพื่อน  มีปัญหาครอบครัว ครอบครัวแตกแยก เด็กขาดความมั่นใจในตนเอง ซึ่งเด็กที่รังแกผู้อื่น ก็จะมองเห็นจุดที่เปราะบางนี้ หยิบเรื่องนี้มาล้อเล่น ล้อเลียน ทำให้ดูเป็นเรื่องตลก 

การช่วยเหลือเด็กที่ถูกแกล้งจึงไม่ใช่แค่การดูแลผลกระทบจากการล้อเลียน ไม่ใช่แค่ลงโทษผู้กระทำผิด แต่เป็นการค้นหาปัญหาอื่นๆ ที่อาจจะถูกละเลยและมองข้ามไป ซึ่งนี่คือสิ่งสำคัญที่คุณพ่อคุณแม่และคุณครูควรที่จะมองหาเพิ่มเติมด้วย เพื่อเพิ่มความมั่นใจ ความแข็งแกร่ง และเสริมแนวคิดการปกป้องตนเองให้เด็กได้อย่างตรงจุดมากยิ่งขึ้น

ลูกเรากำลังถูกกลั่นแกล้งอยู่หรือไม่? พ่อแม่สังเกตได้จากอาการนี้..

การถูกกลั่นแกล้งรังแก คือ การที่เด็กถูกรบกวนทางจิตใจ และถูกรบกวนทางด้านร่างกาย สามารถสังเกตได้จากทั้งภายนอกและพฤติกรรมที่เด็กแสดงออก เช่น หากเป็นการกระทำทางร่างกายมักจะมีร่องรอย เช่น พบรอยแผล รอยหยิก รอยฟกช้ำ และยังมีการกลั่นแกล้งด้วยวิธีอื่นๆ เช่น พบว่าข้าวของเครื่องใช้ที่นำไปโรงเรียนเสียหายบ่อยครั้งจนผิดปกติ หรือเด็กมักจะอ้างว่าทำเงินหายบ่อยๆ แต่จริงๆ แล้วถูกขโมยหรือถูกรีดไถ ถูกข่มขู่จนไม่กล้าบอกพ่อแม่

แต่ในกลุ่มเด็กที่ไม่ค่อยพูด ไม่กล้าแสดงออก ส่วนใหญ่มักจะมีอาการวิตกกังวลชัดเจนจนสังเกตได้ เริ่มเหม่อลอย อารมณ์เสีย ฯลฯ หรือบางคนอาจจะมีพฤติกรรมถดถอย เคยทำบางสิ่งได้ก็จะปฏิเสธที่จะไม่ทำ หรือแสดงพฤติกรรมต่างจากสิ่งที่เคยทำมา เช่น ไม่ยอมไปโรงเรียน ไม่ให้ความร่วมมือในการทำสิ่งต่างๆ

แล้วถ้าลูกเราเป็นฝ่ายรังแกคนอื่นล่ะ...พ่อแม่ควรทำอย่างไร

ในมุมมองของการกลั่นแกล้งรังแกไม่ได้มีเพียงฝ่ายที่ถูกกระทำฝ่ายเดียวเท่านั้นที่ควรได้รับการช่วยเหลือ แต่ยังมีฝ่ายผู้กระทำที่ควรได้รับการบำบัดรักษาเพื่อไม่ให้ไปรังแกผู้อื่น

เด็กที่เป็นผู้กระทำมักจะมีปัญหาโรคสมาธิสั้น หรือมีปัญหาจากการเลี้ยงดู พ่อแม่ไม่ให้ความสำคัญ ไม่มีเวลาอบรม และเพิกเฉยพฤติกรรมของเด็ก หรืออีกกลุ่มหนึ่งคือตามใจเด็กมากจนเกินไป ให้อิสระจนเกินขอบเขต ไม่เคยควบคุมพฤติกรรม ทำให้เด็กไม่รู้สิทธิ หน้าที่ และความรับผิดชอบของตัวเอง

หรือเด็กบางคนอาจจะถูกกดดันจากที่บ้านจนเกิดความเครียด เมื่อไม่รู้จะไประบายออกทางไหนก็จะไปลงกับคนอื่น หาทางออกด้วยการสร้างกลุ่มที่โรงเรียน ทำตัวให้เป็นจุดเด่นเพื่อให้คนอื่นสนใจ และต้องการสร้างภาพว่าตัวเองแข็งแกร่งในสังคม ซึ่งเด็กกลุ่มนี้พ่อแม่มักจะมองไม่เห็นปัญหาและไม่พามาพบแพทย์ เนื่องจากเพิกเฉยพฤติกรรมของลูก มัวแต่สนใจเรื่องของตัวเอง ทำให้เด็กสามารถปิดบังความผิดของตัวเองเป็นความลับได้ จึงทำให้วงจรการกลั่นแกล้งไม่มีที่สิ้นสุด

‘บ้าน’ สถานที่สร้างภูมิคุ้มกันจากการกลั่นแกล้ง

ครอบครัว คือ หน่วยที่เล็กที่สุดแต่มีความสำคัญที่สุดในการสร้างภูมิคุ้มกันในชีวิตให้กับเด็ก หน้าที่ของพ่อแม่ทุกคนคือสอนให้ลูกรู้จักสิทธิ หน้าที่ ความรับผิดชอบของตัวเอง การสอนเรื่องนี้ต้องเริ่มตั้งแต่สอนให้เขารู้ว่า “ตัวเองเป็นใคร” พ่อแม่รักเขาแค่ไหน ต้องสอนให้เขารู้จักความรัก ให้การอบรมดูแล และต้องรู้จักชื่นชมเขาด้วย เพื่อสร้างให้เขาเป็นคนที่มีคุณค่า ซึ่งสิ่งเหล่านี้มักจะเป็นเรื่องยากสำหรับพ่อแม่หลายๆ คน แต่หากเด็กมีภูมิคุ้มกันในเรื่องนี้เป็นอย่างดีจะช่วยปกป้องเด็กคนหนึ่งไม่ให้ไปทำร้ายคนอื่นได้ เพราะเขารู้แล้วว่าหน้าที่ในการไปโรงเรียนของเขาคืออะไร

เมื่อเด็กรู้แล้วว่าตัวเขาเป็นใคร ลำดับต่อมาพ่อแม่ต้องสอนว่า “คนอื่นเป็นใคร” ต้องรู้จักพาเด็กไปรู้จักคนอื่นๆ รอบตัว รู้จักชื่อเพื่อน รู้จักคุณลักษณะที่ดีของเพื่อน เพื่อให้เด็กมองเห็นแง่ดีของผู้อื่นเป็น และเรียนรู้ที่จะเห็นอกเห็นใจ และให้อภัยผู้อื่นได้ แต่การจะทำให้ลูกรู้จักคนอื่นๆ ได้ พ่อแม่ก็ต้องกระตือรือร้นที่จะทำหน้าที่และเป็นแบบอย่างในการเข้าสังคมให้กับลูกด้วย

ถ้าเราสอนให้เด็กรักตัวเองได้ แต่รักคนอื่นไม่เป็น การกลั่นแกล้งก็ยังมีอยู่ต่อไป เพราะเด็กไม่เข้าใจการอยู่ร่วมกับผู้อื่นในสังคม การเลี้ยงดูเด็กคนหนึ่งจึงเป็นการสร้างมนุษย์คนหนึ่งให้กลายเป็นสัตว์สังคมที่แท้จริงให้ได้ ถึงแม้ว่าในอนาคตเด็กจะพบกับการกลั่นแกล้งรังแกในที่ทำงานหรือในสังคมใดๆ เขาก็ยังมีภูมิคุ้มกันในจิตใจที่ทำให้สามารถผ่านเรื่องนี้ไปได้อย่างเข้มแข็ง

‘โรงเรียน’ สังคมจำลองที่เด็กต้องเรียนรู้

นอกจากครอบครัวแล้ว คนที่มีส่วนหล่อหลอมภูมิคุ้มกันให้เด็กคือโรงเรียน เมื่อมีการกลั่นแกล้งกันจึงไม่ใช่แค่ครอบครัวเท่านั้นที่ต้องให้การดูแลและรับผิดชอบ เพราะโรงเรียนมีส่วนในการสร้างค่านิยมและปลูกฝังให้เด็กรู้สิทธิและหน้าที่ของตัวเอง รวมถึงเรียนรู้ที่จะเคารพสิทธิของผู้อื่นด้วย ถ้าโรงเรียนและคุณครูไม่สามารถสอนสิ่งนี้ให้กับเด็กได้ วงจรของการกลั่นแกล้งกันก็จะยังมีอยู่ต่อไปในโรงเรียน

การกลั่นแกล้งกันยุติได้ด้วยการบำบัดรักษา

หากพ่อแม่แก้ปัญหาด้วยตัวเองทุกทางแล้ว หรือหาทางออกร่วมกับโรงเรียนแล้วแต่ยังไม่สามารถช่วยเด็กให้หลุดพ้นจากวงจรการกลั่นแกล้งได้ ไม่ว่าจะเป็นผู้ถูกกระทำหรือเป็นผู้กระทำก็ควรพามาพบแพทย์เพื่อเข้าสู่การบำบัดรักษาเพื่อค้นหาปัญหาที่แท้จริงของของเด็ก เพราะเป็นได้ว่าเด็กอาจจะเป็นโรคอยู่แล้วโดยที่พ่อแม่ไม่รู้ หากมารับคำปรึกษาและรับการรักษาเร็วเท่าไหร่ก็จะยิ่งมีผลต่อการพัฒนาการและการเติบโตของเด็กมากยิ่งขึ้น


พญ.สุนิดา  โสภณนรินทร์
แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านจิตเวชศาสตร์ สาขาจิตเวชเด็กและวัยรุ่น
ศูนย์สุขภาพเด็ก โรงพยาบาลพญาไท 2 โทร 02 617-2444 ต่อ 3219-3220

Rate this article : เลี้ยงลูกอย่างไรไม่ให้ถูกกลั่นแกล้งและเป็นฝ่ายรังแกผู้อื่น

Posted by : Phyathai Hospital

    Review :

แพทย์

ปรึกษาแพทย์ออนไลน์

โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย
ข้อมูลส่วนตัวของคุณจะถูกเก็บรักษาไว้เป็นความลับอย่างเข้มงวดเพื่อความเป็นส่วนตัวของคุณ

บทความที่เกี่ยวข้อง