ค้นหา...บทความทางการแพทย์

ศูนย์การแพทย์

หดหู่ หงุดหงิดง่าย หลับไม่สนิท สัญญาณ “โรคซึมเศร้า” ที่ต้องรีบรักษา!


หดหู่ หงุดหงิดง่าย หลับไม่สนิท สัญญาณ “โรคซึมเศร้า” ที่ต้องรีบรักษา!


โรคซึมเศร้าเป็นโรคทางจิตเวชที่พบบ่อยมาก แต่ผู้คนมักไม่ค่อยตระหนักว่าเป็นโรคที่ต้องได้รับการรักษาจากจิตแพทย์ เพราะเข้าใจว่าผู้ป่วยกำลังคิดมากไปเอง และมักปลอบใจด้วยคำพูด..แค่ว่า “อย่าคิดมาก” ซึ่งนั่นไม่ได้มีผลช่วยให้อารมณ์เศร้าดีขึ้นแต่อย่างใด เนื่องจากอาการเศร้าเป็นมากจนเกิดการเปลี่ยนแปลงของสารเคมีในสมอง (Neurotransmitter) เพราะฉะนั้นจึงควรเข้ารับการรักษาโดยเน้นการใช้ยาต้านอารมณ์เศร้าเป็นหลัก

ปัจจัยกระตุ้น..ทำให้เกิดโรคซึมเศร้า

อาการของโรคซึมเศร้าอาจเกิดขึ้นโดยมีปัจจัยกระตุ้น เช่น ความเครียดหรือภาวะกดดันในชีวิต ไม่ว่าจะเป็นความเจ็บป่วย หรือการสูญเสีย สอบตก อกหัก การนอกใจ ฯลฯ แต่ก็พบได้มากที่ผู้ป่วยเกิดโรคซึมเศร้าได้เอง โดยไม่มีเรื่องกระทบจิตใจแต่อย่างใด

สัญญาณเตือนที่หากนานเกิน 2 สัปดาห์...ควรไปพบแพทย์

อารมณ์
  • ไม่สดชื่น ไม่เบิกบาน หมดสนุก
  • หดหู่ เศร้าหมอง เบื่อหน่าย ท้อแท้ชีวิต
  • หงุดหงิด ฉุนเฉียวง่าย อ่อนไหวต่อคำพูด
ความคิด
  • ไม่มีสมาธิในการทำงาน ความจำแย่ลง
  • มองโลกในแง่ร้าย ไม่มีสิ่งดีๆ ในตนเอง ขาดความมั่นใจในตนเอง
  • รู้สึกว่าตัวเองผิด (อย่างไม่สมเหตุสมผล) รู้สึกตัวเองไร้คุณค่า
  • คิดอยากทำร้ายตนเอง หรือไม่อยากมีชีวิตอยู่ต่อไป
อาการทางกาย
  • อ่อนเพลีย ไม่มีแรง เคลื่อนไหวเชื่องช้า
  • ปวดหัว ปวดกล้ามเนื้อต่าง ๆ
  • หลับยาก หลับไม่สนิท หลับแล้วตื่นกลางดึก (นอนต่อไม่หลับ)
  • ไม่สนใจทำกิจกรรมที่เคยชอบ ขาดความกระตือรือร้น

โรคซึมเศร้าไม่ใช่เพียงแค่อารมณ์เศร้าที่เกิดจาก “ปัญหาในการปรับตัว” ต่อความเครียดเท่านั้น ภาวะเศร้ามักค่อยๆ ดีขึ้นเมื่อเวลาผ่านไป หากผู้ป่วยมีอาการดังกล่าวต่อเนื่องเกิน 2 สัปดาห์ มีปัญหาบกพร่องในการทำงาน รวมถึงความสัมพันธ์กับคนรอบข้าง...ควรคิดถึง “โรคซึมเศร้า”

โรคซึมเศร้า รักษาได้

ปัจจุบันการรักษาโรคซึมเศร้าได้ผลดีมาก โดยการใช้ยาต้านอารมณ์เศร้า (Antidepressants) ซึ่งมีหลายชนิด เราพบว่าผู้ป่วยแต่ละรายมักได้ผลยาแต่ละชนิดแตกต่างกัน ซึ่งแพทย์จะเริ่มต้นให้ยาในขนาดน้อย ๆ แล้วพิจารณาปรับเพิ่มขนาดยาจนถึงระดับที่ออกฤทธิ์ได้ผล ซึ่งมักใช้ระยะเวลาประมาณ 4 -6 สัปดาห์ หากไม่ได้ผล แพทย์จะพิจารณาเปลี่ยนยา เพราะฉะนั้นผู้ป่วยควรรับการรักษาอย่างต่อเนื่อง

นอกจากการกินยาแล้ว จิตแพทย์จะให้การบำบัดด้วยการ “ปรับความคิด-เปลี่ยนพฤติกรรม” (Cognitive-Behavioral Therapy) เพื่อให้ผู้ป่วยมีมุมมองทางบวกต่อตนเองและโลกภายนอก เห็นทางออกของปัญหา และตระหนักถึงศักยภาพของตนเองในการเผชิญเรื่องท้าทายของชีวิต รวมทั้งการปรับเปลี่ยนรูปแบบในการดำเนินชีวิต เพื่อสร้างความรื่นรมย์และความเบิกบานให้แก่ชีวิต

ในกรณีที่อารมณ์เศร้าเป็นรุนแรงมาก เช่น มีความเสี่ยงสูงที่จะทำร้ายตนเอง หรือมีอาการโรคจิตร่วมด้วย ระแวง หูแว่ว ประสาทหลอน จิตแพทย์จะรับไว้รักษาตัวในโรงพยาบาล โดยมีญาติดูแลอย่างใกล้ชิดเพื่อป้องกันอันตรายที่อาจเกิดขึ้น

กรณีที่กินยาจนอาการเศร้าดีขึ้นแล้ว ไม่ควรหยุดยาเองเพราะอาจทำให้อาการเศร้ากำเริบได้ แพทย์จะพิจารณาให้ผู้ป่วยกินยา (ในขนาดต่ำที่สุด) อย่างต่อเนื่องเป็นปีจนสามารถหยุดยาได้ในที่สุด

คำแนะนำ..ใช้ชีวิตร่วมกับผู้ป่วยยังไงดี

  • รับฟัง เปิดโอกาสให้ผู้ป่วยระบายความทุกข์ใจ เข้าใจและยอมรับโดยไม่มีการตอกย้ำซ้ำเติม

  • ชักจูงให้ผู้ป่วยร่วมกิจกรรมที่สนุกสนานหรือท่องเที่ยวสถานที่ธรรมชาติ

  • ดูแลให้ผู้ป่วยกินยาตามเวลาอย่างสม่ำเสมอ

  • รายงานแพทย์ทันที หากพบว่าผู้ป่วยมีความคิดอยากทำร้ายตนเอง

นพ.สุกมล วิภาวีพลกุล
หัวหน้าหน่วยจิตเวช รพ.พญาไท 2
สอบถามและรับคำปรึกษาได้ที่
แผนกจิตเวช  รพ.พญาไท 2
โทร.02-617-2444 ต่อ 2444 ต่อ 3970-2

Rate this article : หดหู่ หงุดหงิดง่าย หลับไม่สนิท สัญญาณ “โรคซึมเศร้า” ที่ต้องรีบรักษา!

Posted by : Phyathai Hospital

    Review :

แพทย์

ปรึกษาแพทย์ออนไลน์

โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย
ข้อมูลส่วนตัวของคุณจะถูกเก็บรักษาไว้เป็นความลับอย่างเข้มงวดเพื่อความเป็นส่วนตัวของคุณ

บทความที่เกี่ยวข้อง


Not Found