ก่อนอื่นมาทำความเข้าใจกันก่อนว่า โรคจมูกอักเสบจากภูมิแพ้มีอาการอย่างไรบ้าง
- คันจมูก
- คัดจมูก โดยจะแน่นทั้งสองข้างแต่สลับกันไปมา
- จาม จะจามติดๆกันเป็นชุดๆ เช่น 5 – 10 ครั้ง
- มีน้ำมูกใสๆ ไหล มากกว่าหรือเท่ากับ 4 วันต่อสัปดาห์ มักมีอาการช่วงตื่นนอนตอนเช้าหรือเวลาที่เจอสิ่งที่แพ้
ยังไม่ชัวร์ ใช่หรือไม่ ไปพบแพทย์
หากมีอาการดังกล่าวแล้วยังไม่แน่ใจว่าเข้าข่ายโรคภูมิแพ้หรือไม่ ควรไปพบแพทย์เพื่อทำการตรวจร่างกายและตรวจโพรงจมูก โดยแพทย์อาจพิจารณาตรวจการทดสอบภูมิแพ้ทางผิวหนัง หรือการเจาะเลือดตรวจภูมิจำเพาะต่อสารก่อภูมิแพ้ร่วมด้วย ซึ่งสารก่อภูมิแพ้ยอดฮิตที่พบมากที่สุดคือเจ้า “ไรฝุ่น” นั่นเอง
ไรฝุ่น กับ ฝุ่นในบ้าน ใช่อย่างเดียวกันหรือไม่?
ไรฝุ่น เป็นสิ่งมีชีวิตชนิดหนึ่ง เป็นตัวไร มี 8 ขา ขนาดลำตัวเพียง 0.1-1 มิลลิเมตร ดำรงชีวิตอยู่โดยการกินรังแค และเศษผิวหนังเป็นอาหาร เจ้าไรฝุ่นจะเติบโตได้ดีในอุณหภูมิประมาณ 25 องศาเซลเซียส และชื่นชอบอากาศชื้นเป็นพิเศษ ตัวไรฝุ่นทั้งที่ยังมีชีวิต ซากไรฝุ่น และมูลไรฝุ่น ล้วนแต่สามารถกระตุ้นทำให้เกิดอาการของโรคภูมิแพ้ได้ทั้งสิ้น โดยส่วนมากเจ้าไรฝุ่นจะซ่อนตัวอยู่ตามที่นอน หมอน ผ้าห่ม พรม ม่าน โซฟาที่เป็นผ้า รวมไปถึงตุ๊กตาที่เป็นขน ส่วนฝุ่นบริเวณอื่นๆของบ้าน มักล่องลอยอยู่ในอากาศ ซึ่งไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า จะเห็นได้ก็ต่อเมื่อฝุ่นรวมตัวกันจนกระทั่งมีขนาดที่ใหญ่พอ หรือเมื่อฝุ่นตกมาเกาะติดตามข้าวของเครื่องใช้แล้วนั่นเอง
รักษาได้ ด้วยวัคซีนภูมิแพ้ (Allergen Immunotherapy)
เมื่อใดก็ตามที่อาการภูมิแพ้กำเริบ ย่อมสร้างความรู้สึกทรมานให้กับผู้ที่เป็น การรักษาควบคุมอาการเหล่านั้นให้ทุเลาลง จึงเป็นสิ่งที่ผู้เป็นภูมิแพ้ทุกคนปรารถนา ซึ่งปัจจุบันการรักษาโรคภูมิแพ้ก็ไม่ได้มีเพียงการทานยาเท่านั้น แต่ยังสามารถรักษาได้ด้วย “วัคซีนภูมิแพ้”
วัคซีนภูมิแพ้ คือ การนำสารก่อภูมิแพ้ที่เป็นสาเหตุของอาการโรคภูมิแพ้ของบุคคลนั้นๆ มาเปลี่ยนแปลงรูปแบบกระตุ้นให้เกิดภูมิต้านทานภายในร่างกายทีละน้อย จนร่างกายสามารถปรับตัวทนต่อสิ่งที่แพ้และไม่ก่อให้เกิดอาการภูมิแพ้ในที่สุด ซึ่งต้องใช้เวลาในการรักษาอย่างต่อเนื่องเป็นเวลา 3-5 ปี
ใครบ้างนะ…ที่รักษาด้วยวัคซีนภูมิแพ้ได้
-
- ผู้ที่เป็นโรคภูมิแพ้ อันได้แก่ โรคจมูกอักเสบจากภูมิแพ้, โรคภูมิแพ้ทางตา, โรคหอบหืด และโรคภูมิแพ้ผิวหนังอักเสบ โดยต้องได้รับการทดสอบสารก่อภูมิแพ้ทางผิวหนัง (skin prick test) หรือตรวจเลือด specific IgE เพื่อให้ทราบชนิดสารก่อภูมิแพ้ที่เป็นสาเหตุก่อนการรักษา
-
- ผู้ที่ยังคงมีอาการของโรคภูมิแพ้อยู่ในระดับปานกลาง ถึงมีอาการมาก ทั้งที่ได้รับการรักษาด้วยยาอย่างเหมาะสม รวมถึงผู้ที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงสารก่อภูมิแพ้ในสิ่งแวดล้อม หรือมีผลข้างเคียงจากการใช้ยาเพื่อรักษาอาการภูมิแพ้
*** เพื่อให้การรักษาเกิดประสิทธิภาพสูงสุด ผู้ป่วยต้องมีความสม่ำเสมอในการมารับวัคซีน เนื่องจากเป็นการรักษาที่ต่อเนื่องและใช้ระยะเวลานาน
ชนิดของวัคซีนและวิธีการรักษา
| ชนิดการรักษา | ข้อดี | ข้อเสีย |
|---|---|---|
| การรักษา แบบอมใต้ลิ้น (Sublingual Immunotherapy) |
|
|
| การรักษา แบบฉีดเข้าใต้ผิวหนัง (Subcutaneous Immunotherapy) |
|
|
