โรคเบาหวานคืออะไร เกิดขึ้นได้อย่างไร?
โรคเบาหวานเป็นโรคที่เกิดจากระดับน้ำตาลในเลือดสูงเป็นเวลานาน ทำให้หลอดเลือดและร่างกายเสื่อมสภาพ ตามปกติ… เมื่อเรารับประทานอาหาร ร่างกายก็จะเปลี่ยนอาหารนั้นให้เป็นน้ำตาลกลูโคส และลำเลียงผ่านหลอดเลือดเพื่อนำพลังงานและสารอาหารที่ได้ไปเลี้ยงเซลล์ต่างๆ แต่ถ้าเราเป็นโรคเบาหวาน นั่นหมายถึงร่างกายจะมีความบกพร่องในการเปลี่ยนน้ำตาลกลูโคสให้เป็นพลังงาน จึงทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงขึ้น ซึ่งสาเหตุส่วนใหญ่เกิดมาจากภาวะขาดอินซูลิน หรือภาวะดื้ออินซูลิน แต่ในคนไทยจะพบว่าเกิดจากภาวะดื้ออินซูลินซะมากกว่า
อาการและข้อสังเกตของโรคเบาหวาน
เมื่อมีระดับน้ำตาลในเลือดสูงจากการเป็นโรคเบาหวาน อาการที่สังเกตได้ชัดคือ ผู้ป่วยจะปัสสาวะบ่อยขึ้น รู้สึกกระหายน้ำมากผิดปกติ น้ำหนักตัวลด และถ้าระดับน้ำตาลในเลือดสูงมากติดต่อกันนานๆ ก็มักจะเกิดภาวะแทรกซ้อน เช่น มีภาวะไตวายซึ่งอาจทำให้ตัวบวม หรือถ้ามีประวัติเป็นโรคหัวใจมักมีอาการเจ็บหน้าอก นอกจากนี้ยังอาจมีอาการชาปลายมือปลายเท้า เป็นแผลเรื้อรังที่เท้า แต่อาการอาจยังไม่เด่นชัดนักหากเป็นเบาหวานในระยะเริ่มต้น
โรคเบาหวานมีสาเหตุมาจากพันธุกรรม…หรือพฤติกรรม?
จากสถิติผู้ป่วยโรคเบาหวานที่เพิ่มขึ้นทุกปี ส่วนใหญ่มักเกิดจากพฤติกรรมที่เปลี่ยนไปในปัจจุบัน โดยเฉพาะเรื่องการรับประทานอาหารที่มักอุดมไปด้วยแป้งและน้ำตาล ไม่ว่าจะเป็นอาหารมื้อหลัก ขนมหวาน เครื่องดื่มประเภทกาแฟเย็น น้ำหวาน ชานมไข่มุก รวมถึงลักษณะการทำงานที่มีการ Work from Home การนั่งทำงานอยู่หน้าคอมพิวเตอร์ทั้งวัน ทำให้ขาดการเคลื่อนไหวร่างกาย ทั้งหมดนี้ล้วนมีส่วนทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงขึ้นและมีน้ำหนักตัวมากขึ้น ซึ่งทำให้เกิดโรคเบาหวานได้ง่ายขึ้น แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าพันธุกรรมก็มีส่วนในการเพิ่มโอกาสเป็นโรคเบาหวานด้วยเช่นกัน
เทคโนโลยีใหม่ในการติดตามระดับน้ำตาลในเลือด ช่วยให้การรักษาโรคเบาหวานประสบความสำเร็จมากขึ้น
- ในอดีต การติดตามระดับน้ำตาลของคนไข้ จะต้องใช้วิธีเจาะเลือดที่ปลายนิ้วเพื่อวัดระดับน้ำตาล ซึ่งมีข้อดีคือ ได้ค่าที่ค่อนข้างแม่นยำ แต่มีข้อเสียคือ เวลาเจาะเลือดจะต้องเจ็บตัว ผู้ที่ต้องติดตามระดับน้ำตาลในเลือดบ่อยๆ ก็ต้องเจ็บตัวบ่อยขึ้น
- ในปัจจุบัน มีวิธีใหม่ที่เรียกว่า Continuous Glucose Monitoring (CGM) หรือการติดตามระดับน้ำตาลอย่างต่อเนื่อง โดยใช้เครื่องวัดระดับน้ำตาลในของเหลวระหว่างเซลล์ในเนื้อเยื่อติดมาติดที่บริเวณหน้าท้อง แล้วสอดตัวเซ็นเซอร์เล็กๆ เข้าไปในชั้นไขมันใต้ผิวหนัง ทำให้ติดตามระดับน้ำตาลในเลือดได้ทุกๆ 3 นาที อย่างต่อเนื่องตลอด 24 ชม. โดยแสดงผลผ่านแอปพลิเคชันในโทรศัพท์มือถือ ทั้งยังสามารถตั้งค่าการแจ้งเตือนเพื่อให้รู้ว่ามีน้ำตาลสูงหรือต่ำเกินไป ทำให้ตัวผู้ป่วยและญาติทราบผลแบบเรียลไทม์ เพื่อการปรับการรับประทานหรือการใช้ยาในกรณีฉุกเฉิน
ใครบ้างที่ควรมี…เครื่องวัดระดับน้ำตาล CGM ติดตัว?
เครื่องตรวจวัดระดับน้ำตาลแบบต่อเนื่อง CGM เหมาะกับผู้ป่วยเบาหวานทั้งชนิดที่ 1 และ 2 แต่สำหรับความจำเป็นในการมีเครื่องนี้ไว้ใช้ อาจพิจารณาให้เฉพาะเจาะจงลงไปถึงรายละเอียด ซึ่งผู้ป่วยเบาหวานที่ควรใช้เครื่องนี้ คือผู้ป่วยเบาหวานที่มีลักษณะดังต่อไปนี้
- มักมีระดับน้ำตาลในเลือดต่ำบ่อยๆ
- ยังควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้ไม่ดีเท่าที่ควร
- แพทย์แนะนำให้ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดอย่างเข้มงวด
- ต้องการทราบระดับน้ำตาลในเลือดตัวเองบ่อยๆ หรือตลอดเวลา
- ไม่อยากยุ่งยากและเจ็บตัวจากการเจาะเลือดที่ปลายนิ้วบ่อยๆ
- ญาติต้องการดูแลอย่างใกล้ชิด และไม่อยากให้เกิดภาวะเสี่ยงฉุกเฉิน
นอกจากเทคโนโลยีใหม่แล้ว ยังมีการรักษาที่ดีขึ้นอย่างไร?
ในปัจจุบันการรักษาโรคเบาหวานได้พัฒนาขึ้นมาก เช่น มีการใช้ยากลุ่มใหม่ๆ ซึ่งนอกจากจะมีฤทธิ์ในการลดระดับน้ำตาลในเลือดแล้ว ยาบางชนิดยังมีประโยชน์ในการรักษากลุ่มผู้ป่วยเบาหวานที่มีโรคแทรกซ้อนบางอย่าง เช่น
- ช่วยลดอัตราการเจ็บป่วยจากโรคหัวใจและหลอดเลือด ในผู้ป่วยโรคหัวใจและหลอดเลือดจากเบาหวาน
- ช่วยชะลอภาวะไตเสื่อมของผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังจากเบาหวาน
- ช่วยลดภาวะโปรตีนรั่วในผู้ป่วยโรคไตเสื่อมจากเบาหวาน
ทั้งยากลุ่มใหม่บางชนิดยังช่วยให้น้ำหนักตัวลดลงได้ ซึ่งก็เหมาะกับผู้ป่วยเบาหวานที่มีน้ำหนักตัวมากหรือมีภาวะน้ำหนักเกิน ส่วนในผู้ป่วยที่มีความเสี่ยงน้ำตาลในเลือดต่ำ เช่น ผู้ป่วยสูงอายุ หรือผู้ที่มีประวัติน้ำตาลในเลือดต่ำบ่อยๆ นั้น ยากลุ่มใหม่บางชนิดก็ไม่เพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ ดังนั้นผู้ป่วยเป็นโรคเบาหวานที่มีภาวะดังกล่าวสามารถเข้ารับคำปรึกษาจากแพทย์ที่ดูแล เพื่อปรับการรักษาหรือการใช้ยาให้เหมาะสมมากขึ้นได้
การซื้อยากินเองโดยไม่ได้ติดตามผลหรือได้รับการรักษาจากแพทย์เป็นระยะเวลานาน มักทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดเพิ่มขึ้นและเกิดภาวะแทรกซ้อนได้ง่ายขึ้น ดังนั้นผู้ป่วยหวานทุกคนควรได้รับการดูแลรักษาจากอายุรแพทย์เฉพาะทางด้านโรคเบาหวาน ทั้งในปัจจุบันยังมียากลุ่มใหม่ๆ ที่ให้ผลการรักษาที่ดีและลดภาวะแทรกซ้อนจากโรคเบาหวานได้ดีขึ้นด้วย โดยเฉพาะเทคโนโลยีที่ใช้ในการติดตามระดับน้ำตาลก็ดีขึ้น จึงมีประโยชน์อย่างมากต่อการวางแผนการรักษา
นพ.รัฐพงศ์ จิวะรังสินี
อายุรแพทย์หัวหน้าศูนย์เบาหวาน และต่อมไร้ท่อ
โรงพยาบาลพญาไท 3
