ถ้าพูดถึงโรคที่ผู้หญิงเป็นกังวล เราก็มักจะหนีไม่พ้น โรคทางนรีเวชทั้งหลาย โรคที่แสดงอาการออกมาทางความผิดปกติทางประจำเดือน ช่องคลอด อวัยวะสืบพันธุ์ เพราะอาการเหล่านี้ล่ะที่ทำให้ผู้หญิงโดยมากเขินอาย ไม่กล้าไปหาหมอหรือขอคำปรึกษาจากใคร ปล่อยไว้จนถึงขั้นลุกลาม และเมื่อถึงขั้นตอนการรักษา สิ่งที่สาวๆ มักจะกังวลมากกว่าอะไรก็คือการผ่าตัด ที่อาจทิ้งรอยแผลเป็นหน้าท้องไว้ จนหมดความมั่นใจในการแต่งตัว
วันนี้เรามีทางออก ที่จะพาสาวๆ กำจัดความกังวลให้หมดไป กับเทคนิค “การผ่าตัดส่องกล้องนรีเวช”
จาก “การผ่าเปิดหน้าท้อง” สู่เทคนิค “การผ่าตัดส่องกล้องนรีเวช”
ในยุคก่อนสิ่งที่เรียกว่าเป็นมาตรฐานของการผ่าตัด คือ การผ่าตัดทางหน้าท้อง วิธีการรักษาที่ทำกันมานาน แต่แน่นอนว่าข้อเสียของวิธีนี้ คือผู้ป่วยมักจะต้องเจ็บปวดจากแผลผ่าตัดที่ค่อนข้างใหญ่ ใช้เวลาพักฟื้นนาน และมีโอกาสเกิดแผลติดเชื้อได้สูง จึงมีการคิดค้นเทคนิค “การผ่าตัดส่องกล้องนรีเวช” ที่สามารถช่วยลดภาวะแทรกซ้อนจากการผ่าตัดได้ดี แผลมีขนาดเล็กลง หรือบางรายอาจไม่มีแผลเลย เมื่อเจ็บตัวน้อยกว่า ฟื้นตัวเร็วกว่า นี่จึงกลายเป็นทางเลือกใหม่ที่น่าสนใจไม่น้อยเลยทีเดียว
การผ่าตัดส่องกล้อง…เพื่อการวินิจฉัยและรักษาแบบเจาะลึก
โดยทั่วไปแล้วการผ่าตัดส่องกล้องนรีเวช แบ่งออกได้เป็น 2 ประเภท คือ การผ่าตัดส่องกล้องเพื่อดูอวัยวะในช่องท้อง โดยเฉพาะอุ้งเชิงกราน (Laparoscopy) เพื่อวินิจฉัยและทำการผ่าตัด และ การผ่าตัดผ่านกล้องโพรงมดลูก (Hysteroscopy) เพื่อดูความผิดปกติของโพรงมดลูก ผ่าตัดได้โดยไม่ต้องเปิดแผลหน้าท้องและผนังมดลูกเพื่อเข้าไปตัดเนื้องอกในโพรงมดลูก ซึ่งเทคนิคนี้เองยังสามารถใช้รักษาโรคอื่นๆ ได้ เช่น เนื้องอกกล้ามเนื้อมดลูก มะเร็งปากมดลูกระยะต้น มะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูกระยะต้น ถุงน้ำรังไข่ รวมไปถึงการตั้งครรภ์นอกมดลูก
ลองมาดู…ขั้นตอนการผ่าตัดส่องกล้องนรีเวช
ในการผ่าตัดส่องกล้องนรีเวช ทีมสูตินรีแพทย์ จะทำการเจาะรูขนาดเล็กประมาณ 0.5-1 cm. ผ่านทางช่องท้อง หรือผิวหนังในบริเวณที่ใกล้กับอวัยวะที่ต้องการผ่า จำนวน 1-4 รู ขึ้นอยู่กับโรคที่ต้องการรักษา เพื่อทำการสอดท่อที่มีไฟและกล้องขนาดเล็กเข้าไปบันทึกภาพอวัยวะภายใน และส่งกลับมายังจอมอนิเตอร์ เพื่อให้แพทย์สามารถมองเห็นบริเวณที่ต้องการผ่าได้อย่างชัดเจน ทั้งนี้ก็เพื่อให้การผ่าตัดนั้นเป็นไปอย่างเที่ยงตรงและแม่นยำที่สุด
ผลที่ได้แบบไหน ที่เรียกว่า “ดีกว่าเดิม”
นอกจากแผลผ่าตัดที่มีขนาดเล็กแล้ว ความเจ็บปวดที่ตามมาก็ลดลงด้วย จึงทำให้ผู้ป่วยไม่จำเป็นต้องใช้ยาแก้ปวดชนิดแรง และภายใน 1 วันหลังการผ่าตัด ก็สามารถกลับมาทำกิจวัตรประจำวันด้วยตัวเองได้เหมือนเดิม ระยะเวลาพักฟื้นก็น้อยลงตาม ซึ่งโดยปกติจะอยู่ที่โรงพยาบาลแค่ประมาณ 1-3 วันหลังการผ่าตัดเท่านั้น และหลังจากพักฟื้นที่บ้าน 1-2 อาทิตย์ ก็สามารถกลับไปทำงานได้ตามปกติ
รู้อย่างนี้แล้ว สาวๆ ก็คงหายกังวลใจกันไปได้ไม่น้อย เชื่อเถอะว่า ขอแค่คุณกล้าที่จะเปิดอกคุย ปัญหาทุกอย่างก็มีทางออกเสมอ และเราจะเป็นคนเลือกสิ่งที่ดีที่สุดให้กับคุณเอง
