อาการสั่น จากพาร์กินสัน อันตรายหรือไม่?

Image

แชร์


อาการสั่น จากพาร์กินสัน อันตรายหรือไม่?

“พาร์กินสัน” เป็นอีกหนึ่งโรคที่พบได้บ่อยในผู้สูงอายุ ที่มักจะแสดงอาการเด่นชัดด้วยอาการ “สั่น” ทำให้ถูกเรียกตามความคุ้นเคยของคนไทยว่า “โรคสันนิบาตลูกนก” เป็นโรคที่เกิดจากเสื่อมของเซลล์ประสาทบริเวณก้านสมอง ทำให้การผลิตสารโดพามีน (Dopamine) ที่เป็นส่วนสำคัญในการควบคุมระบบการเคลื่อนไหว โดยเฉพาะระบบกล้ามเนื้อลดลง จึงส่งผลให้เกิดอาการสั่น เกร็ง ของกล้ามเนื้อ มักพบในผู้ที่มีอายุ 50 ปีขึ้นไป และเป็นหนึ่งในโรคที่สามารถส่งต่อทางพันธุกรรมได้

 

ไม่ใช่แค่สั่น แต่พาร์กินสันยังทำให้

การขาดโดพามีนยังส่งผลให้ การเคลื่อนไหวของร่างกายทำได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ ระบบการรับรู้ทำงานได้น้อยลง ผู้ที่เป็นโรคพาร์กินสัน จึงอาจมีอาการรับกลิ่นได้น้อยลง ทรงตัวไม่ดี เคลื่อนไหวช้า เคลื่อนไหวลำบาก หลังโก่งโค้งงอ และโดพามีนยังมีส่วนสำคัญในการควบคุมอารมณ์ ผู้ป่วยพาร์กินสันจึงอาจมีภาวะซึมเศร้า นอนไม่หลับ วิตกกังวล หรือร้องตะโกนขยับแขนขาอย่างรุนแรงในขณะหลับร่วมด้วย

 

โดยอาการของพาร์กินสันจะแบ่งออกเป็น 5 ระยะ คือ

ระยะที่ 1 มีอาการสั่นเมื่อหยุดพัก หรือไม่มีการใช้งานอวัยวะ ข้างใดข้างหนึ่ง โดยจะเริ่มมีอาการปวดกล้ามเนื้อร่วมด้วย

 

ระยะที่ 2 อาการสั่นเริ่มลุกลามไปยังอวัยวะอีกข้างหนึ่ง เริ่มเคลื่อนไหวไม่สะดวก หลังงอหรือเดินตัวโก่งไปข้างหน้า

 

ระยะที่ 3 เริ่มทรงตัวและลุกยืนจะลำบาก เสี่ยงต่อการพลัดตกหกล้มได้ง่าย

 

ระยะที่ 4 อาการสั่นลดลง แต่กล้ามเนื้อจะมีอาการเเข็งเกร็ง เริ่มทานอาการลำบาก และเคลื่อนไหวได้ช้ากว่าเดิม

 

ระยะที่ 5 กล้ามเนื้อเเข็งเกร็งมากขึ้นจนไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้ เคลื่อนไหวร่างกายไม่ได้ มือเท้าหงิกงอ ควบคุมการกลืนไม่ได้ทำให้ไม่สามารถรับประทานอาหารได้ ทำให้เสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อน

 

แยกให้ชัด! สั่นแบบนี้ พาร์กินสันแท้ หรือเทียม

ไม่ใช่แค่พาร์กินสัน แต่อาการสั่นยังสามารถเกิดขึ้นได้แบบไม่ทราบสาเหตุ อาจด้วยพันธุกรรม รวมไปถึงเกิดจากโรคทางสมอง ไทรอยด์เป็นพิษ ภาวะติดเชื้อ และการใช้ยาบางชนิด เช่น ยากันชัก ยาต้านเศร้า ยาขยายหลอดลม ฉะนั้นหากเริ่มมีอาการสั่นอย่ามัวชะล่าใจ ควรตรวจให้ชัดว่าอาการสั่นที่เป็นอยู่นี้ คือ “พาร์กินสันแท้หรือเทียม” ด้วยการ CT SCAN หรือ MRI สมอง รวมไปถึงการตรวจแสกนดูการทำงานของสมองส่วนลึก F-DOPA PET Scan ซึ่งจะช่วยให้ทราบถึงความผิดปกติของสารโดพามีนในสมองได้

 

โรคพาร์กินสัน อันตรายแค่ไหน?

ถ้าหากเป็นความอันตรายในแง่ของตัวโรค ก็คงจะไม่อันตรายและน่ากลัวเท่าโรคลุกลามอื่นๆ แต่พาร์กินสันก็เป็นโรคที่ทำให้คุณภาพชีวิตแย่ลง ทั้งในแง่ของร่างกายและจิตใจ ที่สำคัญปัจจุบันยังไม่มีวิธีการรักษาให้หายขาด แต่สามารถประคับประคอง ควบคุมความรุนแรง เพื่อให้คุณภาพชีวิตของผู้ป่วยดีขึ้น

 

รักษาอย่างไรเพื่อลดความรุนแรง

  • รักษาด้วยยา โดยการใช้ยาเข้าไปเพิ่มการออกฤทธิ์ หรือปรับสมดุลของสารโดพีนในสมอง ซึ่งจะช่วยให้ชะลอและลดความรุนแรงของอาการได้ แต่ไม่สามารถฟื้นฟูเซลล์สมองส่วนเสื่อมไปให้กลับมาเป็นปกติ
  • รักษาด้วยการออกกำลังกาย รวมไปถึงการทำกายภาพบำบัด เมื่อมียาช่วยปรับสมดุลของสารโดพามีนแล้ว ตัวผู้ป่วยเองก็ควรที่จะ ออกกำลังกายเพื่อฟื้นฟูสมรรถภาพของร่างกาย ควบคู่กันไปด้วย เช่น การเดิน การปั่นจักรยาน การเต้นเป็นจังหวะ รำไทเก๊ก 
  • รักษาด้วยการผ่าตัดฝังเครื่องกระตุ้นไฟฟ้าในสมองส่วนลึก (Deep Brain Stimulation, DBS) หากมีการใช้ยามาระยะเวลาหนึ่งแล้วอาการไม่ดีขึ้น แพทย์มักพิจารณารักษาด้วยการผ่าตัดใส่ตัวนำกระแสไฟฟ้าเพื่อกระตุ้นสมองในส่วนที่เกี่ยวข้องกับโรคพาร์กินสัน ซึ่งเป็นวิธีที่ได้รับการยอมรับจากองค์การอาหารและยาสหรัฐอเมริกาและยุโรป การผ่าตัดจะช่วยให้การออกฤทธิ์ของยาสม่ำเสมอมากขึ้น อาการยุกยิกลดลง และผู้ป่วยส่วนมากสามารถลดปริมาณยารักษาโรคพาร์กินสันลงได้ มากกว่า 50% แต่ไม่ว่าอย่างไรการผ่าตัดก็เป็นเพียงการควบคุมอาการของโรค ไม่ใช่เป็นวิธีการรักษาที่ทำให้หายขาดจากโรคได้

 

แชร์


หากสนใจต้องการปรึกษาแพทย์

กรุณากรอกข้อมูลเพื่อให้เราติดต่อกลับ



อาการสั่น จากพาร์กินสัน อันตรายหรือไม่?