ถุงน้ำรังไข่หรือซีสต์ (Ovarian Cyst) เป็นปัญหาสุขภาพที่พบได้บ่อยในผู้หญิงทุกวัย โดยเฉพาะวัยเจริญพันธุ์ แม้ว่าซีสต์ส่วนใหญ่ (กว่าร้อยละ 90) จะไม่ใช่เนื้อร้ายและมักไม่แสดงอาการ แต่ในบางกรณีอาจก่อให้เกิดอาการปวด หรือภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงจนต้องรับการรักษาด้วยการผ่าตัด
ปัจจุบันการผ่าตัดผ่านกล้องได้กลายเป็นวิธีมาตรฐาน ที่ได้รับความนิยมอย่างมาก เนื่องจากมีข้อดีหลายประการเมื่อเทียบกับการผ่าตัดแบบเปิดหน้าท้อง
ประเภทของถุงน้ำรังไข่ที่ควรรู้
ในทางการแพทย์ ถุงน้ำรังไข่แบ่งออกเป็นกลุ่มใหญ่ ๆ ดังนี้
Functional Cysts (ซีสต์ถุงไข่) คือถุงน้ำรังไข่ชนิดที่ไม่เป็นอันตราย เกิดจากการทำงานตามปกติของรอบเดือน มักหายได้เองใน 1-3 เดือน พบได้บ่อยในวัยเจริญพันธุ์ และมักไม่มีอาการ เว้นแต่ซีสต์มีขนาดใหญ่หรือแตก
Dermoid Cysts (เดอร์มอยด์ซีสต์) คือเนื้องอกรังไข่ชนิดที่ไม่ใช่เนื้อร้าย ที่พบได้บ่อยที่สุดในสตรีวัยเจริญพันธุ์ โดยเฉพาะช่วงอายุที่น้อยกว่า 20 ปี เกิดจากเซลล์ที่พัฒนาไปเป็นเนื้อเยื่อชนิดต่าง ๆ มาอยู่ที่รังไข่ตั้งแต่กำเนิด แล้วถูกกระตุ้นให้เจริญเติบโต ภายในมักพบไขมัน เส้นผม กระดูก หรือฟัน ซีสต์ชนิดนี้มักไม่แสดงอาการ แต่อาจก่อให้เกิดอาการปวดจากการกดเบียดอวัยวะข้างเคียง และมีความเสี่ยงสูงต่อภาวะรังไข่บิดขั้ว
Chocolate Cysts (ช็อกโกแลตซีสต์) เกิดจากภาวะเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ บริเวณรังไข่เมื่อถึงรอบเดือน เยื่อบุเหล่านี้จะหลุดลอกออกมาเป็นเลือด แต่ไม่มีทางระบายออก จึงสะสมตัวกลายเป็นถุงน้ำที่มีเลือดเก่า สีน้ำตาลเข้มข้นคล้ายช็อกโกแลตอยู่ภายใน ซีสต์ชนิดนี้ ไม่สามารถหายเองได้ และมักทำให้เกิดพังผืดที่เหนียวแน่นในอุ้งเชิงกราน ทำให้เกิดอาการปวดประจำเดือนที่รุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ ปวดท้องน้อยเรื้อรัง หรือภาวะมีบุตรยาก
Cystadenoma (ซีสตาดีโนมา) เป็นเนื้องอกของรังไข่ที่เกิดจากเนื้อเยื่อบุผิวรังไข่ มีทั้งชนิดถุงน้ำใส (Serous) และถุงน้ำเมือก (Mucinous) ซีสต์ชนิดนี้ไม่หายไปเอง และสามารถเจริญเติบโตจนมีขนาดใหญ่มาก หากมีขนาดใหญ่จะทำให้ผู้ป่วยรู้สึกแน่นท้อง ท้องโตขึ้นเร็ว หรือก้อนอาจไปเบียดกระเพาะปัสสาวะทำให้ปัสสาวะบ่อยขึ้น
เมื่อไหร่ที่ต้องพิจารณาการผ่าตัด ?
แพทย์จะแนะนำให้ผ่าตัดในกรณีที่ ถุงน้ำมีขนาดใหญ่ (มักมากกว่า 5-10 ซม.) มีลักษณะสงสัยว่าเป็นเนื้อร้าย ซีสต์ไม่ยุบหายไปเอง หรือเกิดภาวะแทรกซ้อนฉุกเฉิน เช่น ซีสต์บิดขั้ว หรือซีสต์แตก ซึ่งทำให้ปวดท้องรุนแรงเฉียบพลัน
ข้อดีของการผ่าตัดแบบส่องกล้อง
การผ่าตัดผ่านกล้องถือเป็นมาตรฐานในการรักษา โดยมีข้อดีเหนือกว่าการผ่าตัดแบบเปิดหน้าท้อง ดังนี้
- แผลขนาดเล็ก รอยแผลกว้างเพียง 0.5-1 เซนติเมตร ประมาณ 3-4 จุด ในขณะที่แผลผ่าตัดเปิดหน้าท้องยาวถึง 10-20 เซนติเมตร
- เจ็บน้อยกว่า เนื่องจากการบาดเจ็บต่อเนื้อเยื่อและอวัยวะภายในน้อยกว่า
- ฟื้นตัวไว ผู้ป่วยมักพักฟื้นที่โรงพยาบาลเพียง 1-2 วัน และกลับไปใช้ชีวิตปกติได้ภายใน 1-2 สัปดาห์
- ลดพังผืด ลดโอกาสการเกิดพังผืดในช่องท้องหลังผ่าตัด
- ความสวยงาม แผลขนาดเล็กทำให้แทบไม่เห็นรอยแผลเป็น
การเตรียมตัวก่อนผ่าตัด
- แจ้งข้อมูลสุขภาพ ประวัติโรคประจำตัว ยาที่กินประจำ (โดยเฉพาะยาที่ส่งผลต่อการแข็งตัวของเลือด) และประวัติการแพ้ยา
- งดน้ำและอาหาร อย่างน้อย 6-8 ชั่วโมงก่อนผ่าตัด เพื่อป้องกันการสำลักระหว่างดมยาสลบ
- ตรวจร่างกาย ตรวจเลือด เอกซเรย์ และอัลตราซาวด์เพื่อประเมินความพร้อม
- งดสูบบุหรี่และแอลกอฮอล์ อย่างน้อย 2-4 สัปดาห์ก่อนการผ่าตัด
การดูแลตัวเองหลังผ่าตัดและภาวะแทรกซ้อนที่อาจพบ
หลังผ่าตัดผู้ป่วยอาจพบอาการปวดไหล่หรือหน้าอก ซึ่งเกิดจากก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่ใส่เข้าไปเพื่อขยายช่องท้องระหว่างผ่าตัด แต่อาการจะทุเลาลงได้เองภายใน 48-72 ชม.
ข้อควรปฏิบัติเมื่อกลับบ้าน
- งดยกของหนัก หรือออกกำลังกายหนักเป็นเวลา 4-6 สัปดาห์
- งดมีเพศสัมพันธ์ ประมาณ 4-6 สัปดาห์
- ดูแลแผลให้แห้ง หากปิดพลาสเตอร์กันน้ำสามารถอาบน้ำได้ปกติ แต่ห้ามแช่น้ำ
- สังเกตอาการผิดปกติ หากมีไข้สูง แผลบวมแดง คลื่นไส้อาเจียนไม่หยุด หรือมีเลือดออกผิดปกติจากช่องคลอด ควรรีบพบแพทย์ทันที
การผ่าตัดส่องกล้องถุงน้ำรังไข่ เป็นทางเลือกที่ปลอดภัยและมีประสิทธิภาพ ช่วยให้ผู้หญิงกลับมามีคุณภาพชีวิตที่ดีได้เร็วขึ้น อย่างไรก็ตามการตรวจภายในและอัลตราซาวด์เป็นประจำทุกปี ยังคงเป็นวิธีที่ดีที่สุดในการตรวจพบและวางแผนการรักษาได้อย่างทันท่วงที

