ค้นหา...บทความทางการแพทย์

ศูนย์การแพทย์

ลูกเป็นโรคลมชักหรือไม่ แน่ใจได้ด้วยการตรวจ EEG


ลูกเป็นโรคลมชักหรือไม่ แน่ใจได้ด้วยการตรวจ EEG


เด็กที่มีไข้ขึ้นสูงนั้น อาจมีอาการชักได้ แต่ทั้งนี้คุณพ่อคุณแม่ก็อย่าเพิ่งแน่ใจไป ว่าอาการชักนั้นจะมีสาเหตุมาจากไข้หวัด เพราะหากลูกน้อยเคยมีประวัติชักจากไข้เกิน 4 ครั้ง หรือภายใน 24 ชั่วโมงมีอาการชักมากกว่า 1 ครั้งขึ้นไป ก็อาจสันนิษฐานได้ว่า ไม่ได้เป็นแค่ไข้ธรรมดา แต่มีสาเหตุมาจากโรคลมชักในเด็ก หรือโรคร้ายอื่นๆ ซึ่งวิธีที่จะทำให้แน่ใจได้ว่าลูกน้อยป่วยเป็นอะไรกันแน่นั้น สามารถทำได้โดย การตรวจคลื่นไฟฟ้าสมอง

เมื่อพูดถึงการตรวจคลื่นไฟฟ้าสมอง (EEG) ขนาดผู้ใหญ่เองฟังแล้วก็ยังรู้สึกว่าเป็นอะไรที่น่ากลัว ซึ่งยิ่งพอมาเป็นการตรวจคลื่นไฟฟ้าสมองสำหรับเด็กด้วยแล้ว ก็ยิ่งสร้างความกังวลใจให้กับคุณพ่อคุณแม่มากขึ้น จนพาให้รู้สึกไม่ค่อยอยากให้ลูกเข้ารับการตรวจสักเท่าไร แต่ทั้งนี้ทราบหรือไม่ครับว่า แท้จริงแล้วการตรวจคลื่นไฟฟ้าสมองนั้น...ไม่ได้อันตราย ไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิด และยังเป็นการตรวจที่มีประโยชน์มากๆ ที่จะช่วยให้ทราบสาเหตุของโรคร้ายที่หลบซ่อนอยู่ได้ ซึ่งเพื่อให้คุณพ่อคุณแม่เบาใจและสบายใจมากขึ้น วันนี้เราจะพาไปทำความรู้จักกับการตรวจคลื่นไฟฟ้าสมองในเด็กแบบเจาะลึกกันครับ

การตรวจคลื่นไฟฟ้าสมองในเด็กคืออะไร ทำไมจึงจำเป็นต้องตรวจ?

การตรวจคลื่นไฟฟ้าสมอง หรือ EEG: Electroencephalogram คือ การตรวจการทำงานของระบบไฟฟ้าในสมองเพื่อดูว่ามีความผิดปกติหรือไม่ ซึ่งโดยปกติแล้ว การตรวจคลื่นไฟฟ้าสมองนั้น จะไม่ได้เป็นการตรวจหาโรค แต่เป็นการตรวจเพื่อยืนยันว่าคนไข้เป็นโรคที่สงสัยจริงๆ หรือเปล่า เพราะบ่อยครั้งประวัติการตรวจร่างกาย และอาการผิดปกติที่แสดงออกมา ก็ไม่เพียงพอที่จะบอกได้ว่าเป็นโรคอะไรกันแน่ จึงจำเป็นต้องอาศัยการตรวจคลื่นไฟฟ้าสมองในการยืนยัน และนำไปสู่การตรวจวินิจฉัยแบบเจาะลึก เพื่อวางแผนการรักษาที่ถูกต้องเหมาะสมต่อไป

โรคใดบ้างในเด็ก ที่ต้องอาศัยการตรวจเช็กคลื่นไฟฟ้าสมอง?

โดยปกติแล้วไม่ใช่คนไข้เด็กทุกรายที่จำเป็นต้องเข้ารับการตรวจคลื่นไฟฟ้าสมอง แต่แพทย์จะพิจารณาตรวจในเด็กที่มีอาการผิดปกติ ดังต่อไปนี้

  1. ตรวจในเด็กที่เป็นโรคลมชักรายใหม่ หรือสงสัยว่าอาจจะเป็นโรคลมชัก ที่มาด้วยอาการชักเกร็ง กระตุกทั้งตัว มีประวัติชักบ่อย ชักนาน หรือชักรุนแรง เพราะทั้ง 3 กลุ่มนี้เป็นอาการที่มีแนวโน้มจะเกิดผลเสียต่อเด็กในระยะยาวได้ และไม่ทราบว่าความรุนแรงของโรคลมชักนั้นมีมากแค่ไหน ไม่ทราบว่ามีความผิดปกติอย่างอื่นมากกว่าอาการที่แสดงออกหรือเปล่า จึงต้องได้รับการตรวจคลื่นไฟฟ้าสมองเพื่อยืนยันโรคและระดับความรุนแรงของอาการ
  2. ตรวจในเด็กที่เป็นโรคลมชักอยู่แล้ว โดยแพทย์นัดมาตรวจติดตามผลว่า หลังจากทานยาแล้ว คลื่นไฟฟ้าสมองที่ผิดปกตินั้นมีแนวโน้มดีขึ้นหรือไม่อย่างไร เพื่อจะได้ตัดสินใจได้ว่ายาที่ใช้ในการรักษานั้นตอบสนองต่อโรคดีแค่ไหน รักษาได้ผลหรือไม่ อันจะมีผลต่อการวางแผนการรักษาต่อไป และจะทำให้ทราบได้ว่าเด็กจะเสี่ยงมีอาการชักในสถานการณ์ที่เรามองไม่เห็นมากน้อยแค่ไหน เพื่อจะได้วางแผนการดูแลและระมัดระวังไม่ให้เกิดอันตรายได้ดีขึ้น
  3. ตรวจในเด็กที่มีประวัติแปลกๆ มีประวัติอาการที่ไม่ชัดว่า ชักจริง หรือไม่? เช่น เด็กบางคนอาจมาด้วยอาการเหม่อบ่อย ผลการเรียนตกต่ำ หรืออยู่ดีๆ ก็เหม่อ นั่งทานข้าว หรือทำกิจกรรมอะไรสักอย่างหนึ่งอยู่ แล้วก็เกิดอาการค้างเหม่อทันที ประวัติแบบนี้อาจสงสัยได้ว่าเป็นอาการชักเหม่อ ซึ่งถือเป็นรูปแบบหนึ่งของโรคลมชักในเด็ก

สำหรับเด็กที่เป็นโรคลมชักนั้น อาจมีสาเหตุมาจากการคลอดก่อนกำหนดก็ได้ หรือไม่เกี่ยวเลยก็ได้ ดังนั้น สิ่งสำคัญที่จะบอกได้ว่าสาเหตุของโรคลมชักในเด็กแต่ละคนนั้นเกิดจากอะไร ก็ต้องตรวจให้แน่ชัดก่อนว่าเด็กเป็นโรคลมชักจริงหรือไม่? ซึ่งก็สามารถยืนยันได้ด้วยการตรวจคลื่นไฟฟ้าสมองนั่นเอง

มีขั้นตอนอย่างไร ในการตรวจคลื่นไฟฟ้าสมองในเด็ก?

การตรวจคลื่นไฟฟ้าสมองในเด็กนั้น สามารถทำได้ตั้งแต่ทารกแรกเกิด โดยไม่มีขั้นตอนใดเลยที่น่ากลัวและเป็นอันตราย ซึ่งสามารถทำได้ง่ายๆ ดังนี้

  1. ติดสายไฟฟ้าไว้ยังบริเวณหนังศีรษะ โดยแปะเอาไว้เฉยๆ ไม่มีการเจาะใดๆ ทั้งสิ้น
  2. ใช้ผ้าพันสายไฟฟ้าที่แปะเอาไว้ให้แน่นพอประมาณ เพื่อป้องกันการเคลื่อนหลุดของสายไฟฟ้า
  3. ทำการตรวจคลื่นไฟฟ้าสมองโดยใช้ระยะเวลาทั้งสิ้นประมาณ 20-30 นาที
  4. รอผลการตรวจเพื่อวิเคราะห์ว่าสมองมีความผิดปกติหรือไม่ บริเวณใด

ทั้งนี้ การตรวจคลื่นไฟฟ้าสมองในเด็กกับในผู้ใหญ่นั้น จริงๆ แล้วไม่ได้แตกต่างกัน แต่ความพิเศษของการตรวจคลื่นไฟฟ้าสมองในเด็กจะอยู่ที่ เด็กจะไม่ได้นิ่งเหมือนกับผู้ใหญ่ โดยส่วนใหญ่มักจะไม่ค่อยให้ความร่วมมือ คือจะกลัว ดิ้น ร้องไห้ ดังนั้น ในการตรวจคลื่นไฟฟ้าสมองในเด็กจึงจะต้องทำให้เด็กนิ่งที่สุด เช่น หากเป็นเด็กเล็ก ก็อาจจะต้องให้นอนดูดจุกนม ให้ดื่มนมจนเสร็จเพื่อให้อิ่มเคลิ้มและอยู่นิ่งได้ จึงค่อยทำการติดสายไฟฟ้าเพื่อตรวจ ในขณะที่เด็กโตที่ไม่สามารถพูดคุยให้ยอมได้ง่ายๆ ก็อาจจะต้องให้ทานยาเพื่อให้เคลิ้มหรือง่วงนอน เพื่อให้สามารถทำการตรวจได้ง่ายขึ้น แต่อย่างไรก็ตามแพทย์จะไม่สามารถใช้ยานอนหลับกับเด็กได้ เพราะยานอนหลับจะมีฤทธิ์ทำให้การตรวจคลื่นไฟฟ้าสมองไม่ได้ผล จุดนี้เองจึงทำให้การตรวจคลื่นไฟฟ้าสมองในเด็กนั้นต้องอาศัยบุคลากรทางการแพทย์ผู้เชี่ยวชาญที่มีประสบการณ์ในการรักษาและรับมือกับผู้ป่วยเด็กโดยเฉพาะ

ข้อห้าม-ข้อดี ของการตรวจคลื่นไฟฟ้าสมองที่คุณพ่อคุณแม่ควรรู้

แม้การตรวจคลื่นไฟฟ้าสมองในเด็กจะไม่มีอันตราย ไม่มีภาวะแทรกซ้อน แต่ก็มีข้อห้ามข้อควรระวังอยู่เช่นกัน ซึ่งเพื่อให้คุณพ่อคุณแม่เห็นภาพรวมที่ชัดเจนของการตรวจคลื่นไฟฟ้าสมองมากขึ้น เราจึงสรุปข้อดีและข้อควรระวังในการตรวจคลื่นไฟฟ้าสมองให้เข้าใจกันง่ายๆ ดังนี้

ข้อดีของการตรวจคลื่นไฟฟ้าสมอง

  • นำมาซึ่งข้อมูลที่มีส่วนช่วยในการประกอบการรักษา
  • ทำให้ทราบแน่ชัดว่าคนไข้ควรต้องได้รับการตรวจเพิ่มเติมในส่วนใดบ้าง
  • ช่วยในการติดตามผลการรักษา ว่าหลังรักษาแล้วมีแนวโน้มเป็นอย่างไร จำเป็นจะต้องเปลี่ยนยาหรือไม่
  • ช่วยในการยืนยันว่าเด็กป่วยเป็นโรคที่สงสัยจริงหรือไม่ เพื่อวางแผนการรักษาได้อย่างถูกต้องแม่นยำ

ข้อห้ามหรือข้อควรระวังในการตรวจคลื่นไฟฟ้าสมอง

  • ไม่ควรทำการตรวจในบริเวณที่มีบาดแผล เพราะอาจทำให้เกิดการติดเชื้อของหนังศีรษะจนเป็นอันตรายได้
  • ไม่ควรทำในคนไข้รายที่ได้รับการผ่าตัดสมอง หรือผ่าตัดกะโหลก ที่ทำให้บางส่วนของศีรษะมีการบุบ ยุบหายไป หรือหากจำเป็นต้องทำ ก็ต้องทำด้วยความระมัดระวังและทำด้วยความเชี่ยวชาญเป็นอย่างยิ่ง

การตรวจคลื่นไฟฟ้าสมองนั้นเป็นการตรวจที่มีความจำเป็นอย่างมาก โดยจะช่วยให้การวินิจฉัยและการวางแผนการรักษาเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งในกระบวนการของการตรวจนั้น ก็ไม่ได้ซับซ้อน ไม่มีความเสี่ยงใดๆ ทั้งสิ้น คุณพ่อคุณแม่จึงวางใจได้ว่าลูกสามารถตรวจคลื่นไฟฟ้าสมองได้โดยจะไม่มีอันตราย แต่อย่างไรก็ตาม การตรวจคลื่นไฟฟ้าสมองก็ไม่สามารถบอกได้ทุกอย่าง แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือ ประวัติการตรวจร่างกาย และประวัติอาการที่ละเอียดและชัดเจน ที่จะทำให้สามารถบอกได้ว่าลูกป่วยเป็นอะไรกันแน่ ดังนั้น คุณพ่อคุณแม่จึงควรดูแลและหมั่นสังเกตอาการความผิดปกติของลูกน้อยอย่างใกล้ชิดเสมอ เพื่อให้สามารถถ่ายทอดประวัติอาการให้กับแพทย์ได้อย่างครบถ้วน ถูกต้อง อันนำไปสู่การวินิจฉัยและการรักษาที่แม่นยำที่สุด



นพ.อิสระ สังฆวะดี
กุมารแพทย์ด้านระบบประสาทและสมอง
ติดต่อสอบถามเพิ่มเติมได้ที่
ศูนย์สุขภาพเด็กและวัยรุ่น
โรงพยาบาล พญาไท 3 ชั้น 4
โทร. 02-467-1111 ต่อ 3419

Rate this article : ลูกเป็นโรคลมชักหรือไม่ แน่ใจได้ด้วยการตรวจ EEG

Posted by : Phyathai Hospital

    Review :

แพทย์

ปรึกษาแพทย์ออนไลน์

โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย
ข้อมูลส่วนตัวของคุณจะถูกเก็บรักษาไว้เป็นความลับอย่างเข้มงวดเพื่อความเป็นส่วนตัวของคุณ

บทความที่เกี่ยวข้อง