นอนกรนดังขนาดนี้… คงเพราะช่วงนี้ทำงานหนักและเหนื่อยมากแน่ๆ อาการนอนกรนที่หลายคนเข้าใจว่าเกิดขึ้นได้เป็นปกติ แต่ในความจริงแล้ว นี่อาจเป็นสัญญาณของโรคหยุดหายใจขณะหลับจากการอุดกั้น หากปล่อยไว้ไม่รีบรักษา…อาจลุกลามเกิดเป็นโรคหลอดเลือดสมอง โรคหัวใจหรือซึมเศร้าได้เลย!!
นอนกรนเสียงดัง แค่เพราะเหนื่อยจริงหรอ?
นอนกรนแบบไหน อาจเสี่ยงโรคหยุดหายใจขณะหลับจากการอุดกั้น
นอนกรนเสียงดังจนคนข้างๆ ยังตื่น อาจไม่ใช่เรื่องที่เกิดขึ้นแค่เพราะความเหนื่อยล้าอย่างที่เข้าใจ แต่นั่นอาจเป็นสัญญาณของโรคหยุดหายใจขณะหลับจากการอุดกั้น ปัญหาจากโครงสร้างอวัยวะที่หากปล่อยให้เรื้อรัง… อาจนำไปสู่โรคต่างๆ ตามมา
โรคหยุดหายใจขณะหลับจากการอุดกั้น เกิดจากอะไร
ปกติแล้วเวลาที่เรานอนหลับ…จะมีการยุบตัวของทางเดินหายใจส่วนบน ที่เกิดจากกล้ามเนื้อบริเวณคอหอยหย่อนตัว ซึ่งไม่ได้ก่อให้เกิดปัญหาในคนทั่วไป แต่ในผู้ที่มีโรคหยุดหายใจขณะหลับจากการอุดกั้น หรือ obstructive sleep apnea (OSA) ที่กล้ามเนื้อนี้มีการหย่อนตัวมากเกินไป…จนทำให้ลมหายใจผ่านได้น้อยกว่าปกติ หรือไม่สามารถผ่านเข้าออกได้ (หยุดหายใจ) ก็จะส่งผลให้เกิดภาวะขาดออกซิเจน หรือเกิดปัญหาเรื่องการนอนหลับตามมาได้
การหยุดหายใจขณะหลับ ส่งผลต่อสุขภาพอย่างไร
หยุดหายใจขณะหลับ (OSA) สามารถส่งผลต่อสุขภาพได้หลายอย่าง ไม่ว่าจะทำให้รู้สึกอ่อนเพลีย มึนศีรษะ ง่วงนอนในระหว่างวันมากกว่าปกติ จนกระทบต่อการทำงานที่ไม่มีประสิทธิภาพ และเพิ่มโอกาสเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุได้ ซึ่งหากปล่อยให้ภาวะนี้เกิดต่อเนื่องไปนานๆ ยังสามารถนำไปสู่การเกิดโรคความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ โรคหลอดเลือดสมองและภาวะซึมเศร้าได้ รวมทั้งยังอาจก่อให้เกิดปัญหาด้านความสัมพันธ์กับคนที่นอนร่วมห้องเดียวกันได้อีกด้วย
วิธีสังเกตตัวเอง…หากมีสัญญาณเหล่านี้ควรมาพบแพทย์
- นอนกรนดังมากเป็นประจำ เสียงกรนดังไม่สม่ำเสมอ หายใจแรง
- คนที่นอนร่วมห้องสังเกตเห็นว่า มีอาการหายใจติดขัด หยุดหายใจขณะหลับ คล้ายสำลักน้ำลาย สะดุ้งผวา เหมือนขาดอากาศ
- นอนหลับไม่สนิทดี มีฝันร้ายหรือละเมอขณะหลับ นอนกระสับกระส่าย
- นอนเยอะ นอนหลับเต็มที่… แต่กลับไม่สดชื่น ขาดสมาธิ รู้สึกง่วงนอนมากในตอนกลางวัน ซึ่งอาจส่งผลต่อประสิทธิภาพในการทำงานหรือการเรียนที่แย่ลง หรือเกิดอุบัติเหตุบ่อย
- นอนเต็มที่แต่กลับมีอารมณ์ฉุนเฉียว หงุดหงิดง่าย เหมือนคนอดนอนเรื้อรัง
- หลังตื่นนอนมักมีอาการปวดหรือมึนศีรษะ
- มีโรคประจำตัว เช่น โรคความดันโลหิตสูง โรคเส้นเลือดหัวใจตีบ ภาวะหัวใจวาย ภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ โรคหลอดเลือดสมอง ภาวะเสื่อมสมรรถภาพทางเพศ และอื่นๆ
การตรวจวินิจฉัยโรคหยุดหายใจขณะหลับจากการอุดกั้น
ในการตรวจเพื่อค้นหาภาวะหยุดหายใจ แพทย์ต้องซักประวัติและสอบถามข้อมูลเพื่อประกอบการวินิจฉัย พร้อมตรวจเช็กร่างกายทางหู คอ จมูก และระบบทางเดินหายใจแบบละเอียด รวมถึงใช้การทดสอบการนอนหลับ (sleep test) เพื่อประเมินการทำงานของระบบต่างๆ ของร่างกายในขณะนอนหลับ ไม่ว่าจะเป็นการทำงานของสมอง หัวใจ การหายใจ และกล้ามเนื้อ เพื่อวินิจฉัยประเภทและความรุนแรงของโรค รวมทั้งสามารถวิเคราะห์คุณภาพการนอนของบุคคลนั้นๆ ได้อีกด้วย
หยุดหายใจขณะหลับ…รักษาได้ด้วยวิธีเหล่านี้
1. ปรับพฤติกรรมและสุขอนามัยในการนอนหลับ เช่น
- ปรับเวลาการเข้านอน-ตื่นนอนให้เป็นเวลาเดิมแบบสม่ำเสมอ โดยกำหนดเวลาการนอนพักผ่อนให้ได้อย่างน้อย 7-9 ชั่วโมงต่อวัน
- ปรับสภาพแวดล้อมให้เหมาะสมกับการนอนหลับ ไม่ว่าจะเรื่องแสง เสียง หรืออุณหภูมิของห้อง
- หลีกเลี่ยงการดื่มแอลกอฮอล์ หรือการใช้ยานอนหลับ ยาคลายกล้ามเนื้อ หรืออื่นๆ โดยไม่จำเป็น
- ปรับการกินการออกกำลังกาย เพื่อควบคุมน้ำหนักไม่ให้เกินมาตรฐาน เนื่องจากมีผลต่อการตีบแคบของทางเดินหายใจ
- ปรับท่าทางในการนอน โดยหลีกเลี่ยงท่านอนหงาย เนื่องจากทำให้เกิดการอุดกั้นทางเดินหายใจได้ง่ายกว่าท่านอนตะแคง ซึ่งอาจใช้หมอนเป็นตัวช่วยในการปรับท่าทาง
2. ใช้เครื่องอัดอากาศแรงดันบวก (positive airway pressure) หรือ PAP ซึ่งเป็นอุปกรณ์สำหรับสวมใส่บริเวณใบหน้าขณะหลับ โดยเครื่องจะทำหน้าที่เป่าลมเข้าไปเพื่อขยายทางเดินหายใจส่วนบน ไม่ให้เกิดการยุบตัวหรืออุดกั้น
3. ใส่อุปกรณ์ในช่องปาก (oral appliances) ขณะนอนหลับ ซึ่งจะทำหน้าที่ช่วยยึดลิ้นให้ยื่นมาทางด้านหน้า เพื่อป้องกันลิ้นตกและอุดกั้นทางเดินหายใจในขณะที่หลับ
4. ผ่าตัด เพื่อเพิ่มขนาดช่องทางเดินหายใจส่วนบน หรือเพิ่มความตึงตัวของเนื้อเยื่อในตำแหน่งที่อาจเป็นสาเหตุของโรค ซึ่งอาจเป็นตำแหน่งเดียวหรือหลายตำแหน่ง โดยวิธีนี้อาจใช้เป็นทางเลือกเสริมร่วมกับวิธีอื่นๆ
