หยุดรังแกลูกด้วยแท็บเล็ต...ก่อนจะสายเกินไป

Image

แชร์


เราเชื่อว่า…นี่คือปัญหาระดับประเทศเลยล่ะ กับการที่ลูกตัวเล็กเกือบทุกบ้านติดเล่นแท็บเล็ตหรือสมาร์ทโฟน พ่อแม่บางคนก็กำลังกลุ้มใจ ที่ลูกเอาแต่ก้มหน้าก้มตากดโดยไม่สนใจอะไร แต่พ่อแม่คนไหนกำลังคิดว่า “ไม่เป็นไร เดี๋ยวโตขึ้นไปลูกก็เลิกติดเอง” เราขอบอกว่า ระวังจะสายเกินไป เพราะพฤติกรรมการติดเทคโนโลยีนี้ กำลังส่งผลร้ายต่ออารมณ์ของลูก

 

สัญญานนี้ที่บอกว่า…ลูกคุณกำลังติดแท็บเล็ตอย่างรุนแรง!

หลายครอบครัวในปัจจุบันมักจบปัญหาลูกซนเมื่อออกไปนอกบ้านด้วยการยื่นสมาร์ทโฟนให้เด็กเล่น หลังจากทำอย่างนั้นบ่อยๆ เด็กเริ่มชอบ เพลินติดจนไม่รู้ตัว เมื่อเด็กติดจะไม่สนใจสิ่งอื่นๆ รอบตัวเลย แม้แต่การพูดคุยกับพ่อแม่ก็ยังไม่หันหน้าคุย จดจ่ออยู่กับไอแพดตลอดเวลา ไม่สามารถสั่งให้เลิกทันทีได้ และถ้าไม่ได้เล่นก็จะร้องไห้ โวยวาย ยิ่งไปกว่านั้นเด็กจะมีโลกส่วนตัวสูง มีการเปลี่ยนแปลงทางอารมณ์ที่รวดเร็ว ฉุนเฉียวง่าย รอคอยไม่เป็น อยากได้อะไรต้องได้เดี๋ยวนั้น ส่วนหนึ่งเป็นเพราะเกมส์ในแท็บเล็ตมักจะเป็นเกมส์ที่เร็ว จบเกมส์ง่าย เริ่มต้นใหม่เร็ว ถ้าเล่นแล้วแพ้สามารถเริ่มต้นใหม่ได้เลย เด็กจึงติดนิสัยที่ต้องการอะไรที่รวดเร็ว อารมณ์นี้จะสะสมจนเด็กกลายเป็นคนขี้หงุดหงิด ก้าวร้าวไปโดยไม่รู้ตัว อาจส่งผลกระทบต่อทักษะการเข้าสังคมในอนาคตได้ด้วย และการจ้องหน้าจอภาพเป็นเวลานานก็ไม่ดีเหมือนกัน ทำให้เด็กขาดความกระตือรือร้นและไม่กระฉับกระเฉงเมื่อเทียบกับเด็กวัยเดียวกัน

 

พ่อแม่รังแกหนู…

เด็กยังไงก็คงยังเป็นเด็ก ไม่ว่าจะเป็นเทคโนโลยีต่างๆ จากทั้งมือถือ หรือไอแพด พ่อแม่เป็นคนสอนให้ลูกใช้กันทั้งนั้น เด็กยังไม่สามารถแยกแยะได้ว่าควรเล่นนานแค่ไหน หรือตัวเองกำลังติดสิ่งเหล่านั้นอยู่เปล่า พวกเขาเพียงแต่เพลิดเพลินกับการเล่นสิ่งนั้นๆ เด็กจะสนใจเพียงภาพและเสียงที่เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว ซึ่งถ้าสิ่งที่เด็กกำลังเล่นอยู่นั้นเป็นเกมส์หรือเนื้อหาที่ช่วยให้เด็กมีพัฒนาการที่ดีขึ้นก็จะดี แต่ถ้าหากเด็กติดเกมส์หรือเพียงดูวีดิโอจากสิ่งเหล่านี้อย่างเปล่าประโยชน์ ปล่อยไว้นานๆ คงไม่ดีแน่นอน ดังนั้นเราควรต้องเริ่มแนะนำและสอนลูกให้รู้จักใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีเหล่านั้นอย่างมีประสิทธิภาพ และไม่ควรให้เด็กใช้นานเกินไป เพราะพัฒนาการของเด็กสามารถสร้างได้จากการทำกิจกรรมอื่นๆ อีกมากมาย

 

เรารู้แล้วว่าลูกกำลังติดไอแพด แต่ควรจะทำยังไงดีล่ะ…

เริ่มจากลองมานั่งทบทวนพฤติกรรม และความชอบของลูกกันก่อน มีกิจกรรมอะไรอื่นอีกบ้างที่เขาชอบทำ เช่น วาดภาพ ปั้นดินน้ำมัน ระบายสี หรือหากิจกรรมที่ได้ทำร่วมกับคนอื่น เพื่อฝึกทักษะในการเข้าสังคมเช่น เล่นกีฬา ไปสนามเด็กเล่น เข้าคอร์สเรียน จากนั้นมาจัดสรรเวลาให้ลูกใช้เวลาในการเล่นแท็บเล็ตให้น้อยลง แน่นอนว่าในระยะแรกๆ ลูกจะไม่สามารถเลิกได้ทันที แต่เราสามารถลดเวลาให้ลดลงทีละน้อยๆ และให้เขาทำในสิ่งที่เขาชอบแทน จนกระทั่งลูกไม่เรียกร้องหาแท็บเล็ตอีกต่อไป โดยอาจจะหาแรงจูงใจเพื่อดึงลูกไปทำกิจกรรมอื่นๆ เช่น การให้รางวัล หรือท้าทายความสามารถของเขา นี่เป็นอีกหนึ่งแรงจูงใจให้ลูกเลิกเล่นแท็บเล็ตได้ดีทีเดียว และสำคัญที่สุดคือ พ่อแม่ควรเป็นตัวอย่างที่ดีให้กับลูก อย่างน้อยที่สุดเมื่ออยู่กับลูกไม่ควรเล่นมือถือบ่อยจนเกินไป ควรจะใช้เวลาที่อยู่กับลูกให้เกิดประโยชน์มากที่สุดเพื่อลูกของคุณเอง
คุณภูชิชย์ ฝูงชมเชย
นักกิจกรรมบำบัด ประจำศูนย์พัฒนาการเด็ก
โรงพยาบาลพญาไท 2

แชร์


หากสนใจต้องการปรึกษาแพทย์

กรุณากรอกข้อมูลเพื่อให้เราติดต่อกลับ