“เนื้องอกมดลูก” ไม่ใช่โรคที่สาวๆ ต้องกลัวอีกต่อไป

Image

แชร์


เนื้องอกมดลูก เป็นอีกหนึ่งโรคที่พบได้บ่อยในผู้หญิง แต่ด้วยความที่ส่วนใหญ่แล้วไม่ค่อยแสดงอาการ จึงทำให้สาวๆ ละเลย ไม่ใส่ใจ โดยที่ไม่รู้เลยว่า ความจริงแล้วโรคนี้ เกิดได้กับสาวๆ ในทุกวัยเลยทีเดียว

 

เนื้องอกมดลูก…เกิดจากอะไร

เนื้องอกมดลูกคือโรคของกล้ามเนื้อมดลูก ซึ่งไม่ใช่เนื้อร้าย และโดยปกติขนาดของเนื้องอกมักจะค่อยๆ เพิ่มขนาดขึ้นอย่างช้าๆ ทำให้หลายคนไม่ทันสังเกต ซึ่งสาเหตุของการเกิดเนื้องอกมดลูกนั้นก็ยังไม่สามารถระบุได้แน่ชัด เพียงแต่มีการพบว่าฮอร์โมนที่สร้างจากรังไข่ ทั้งเอสโตเจนและโปรเจสเจอโรน ต่างก็มีส่วนกระตุ้นให้เนื้องอกนั้นโตขึ้นได้ แต่โดยทั่วไปแล้วเมื่ออยู่ในวัยที่หมดประจำเดือน หรือเริ่มเข้าสู่วัยทอง ก้อนเนื้องอกส่วนใหญ่ก็มักจะมีขนาดลดลงไปเอง

 

ชนิดของเนื้องอกมดลูก…มีอะไรบ้าง

การแบ่งชนิดของเนื้องอกนั้นจะแบ่งตามตำแหน่งออกเป็น 3 แบบ คือ

  1. อยู่ที่ผิวด้านนอกของผนังมดลูก ซึ่งชนิดนี้มักจะไม่ค่อยมีปัญหาอะไร ถ้าก้อนเนื้องอกไม่ได้โตขึ้น เพราะด้วยตำแหน่งที่เกิด ไม่เกี่ยวกับการบีบตัวของกล้ามเนื้อมดลูก แต่เมื่อไหร่ที่ก้อนโตจนไปเบียดอวัยวะอื่นๆ หรือมีอาการขั้วบิดก็จะเริ่มเกิดปัญหาที่ต้องรีบทำการรักษา
  2. อยู่ในเนื้อมดลูก คือปริมาตรส่วนใหญ่ของก้อนเนื้องอกอยู่ในผนังมดลูก ซึ่งส่งผลต่อการมีบุตร มีอาการปวดประจำเดือน ประจำเดือนมามากได้ แต่ทั้งนี้ความรุนแรงก็ขึ้นอยู่กับขนาดและตำแหน่งที่เกิดของก้อนเนื้อด้วยเช่นกัน
  3. อยู่ในโพรงมดลูก คือก้อนเนื้อยื่นเข้าไปในโพรงมดลูก หรืออยู่ทั้งก้อนเลย ซึ่งนี่จะเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิดปัญหามีบุตรยาก มีการแท้งบุตรง่าย มีประจำเดือนมากผิดปกติ และปวดประจำเดือน ซึ่งเนื้องอกนั้นอาจจะมีแค่ก้อนเดียวหรือหลายก้อนก็ได้

 

อาการ…ที่บอกว่าอาจกำลังมี “เนื้องอกมดลูก”

อย่างที่บอกว่าส่วนใหญ่โรคนี้มักไม่ค่อยแสดงอาการ มีเพียงแค่ 20-30% เท่านั้นที่มีอาการ ซึ่งอาการที่พบได้ คือการเปลี่ยนแปลงของประจำเดือน เช่น มานาน มาบ่อย และมีปริมาณมากขึ้นจนผิดปกติ มีอาการปวดหน่วงท้องน้อยมากกว่าปกติ มีอาการของเนื้องอกไปกดเบียดอวัยวะอื่นๆ หรือคลำได้ก้อนในอุ้งเชิงกรานหรือช่องท้อง คลำเจอก้อน ตั้งครรภ์แล้วแท้งบ่อย มีบุตรยาก

 

ตรวจให้มั่นใจ…เพื่อวางแผนการรักษา

ถึงแม้บางครั้งจะมีอาการของความผิดปกติ แต่สิ่งที่จะชี้ชัดได้ว่ามีเนื้องอกมดลูกหรือไม่ คือการไปพบแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัย ไม่ว่าจะเป็นการตรวจภายใน การตรวจคลื่นเสียงความถี่สูงที่ช่องท้อง ซึ่งมีความแม่นยำในการวินิจฉัยสูง ทำง่าย และราคาไม่แพง ซึ่งหากผลวินิจฉัยว่าเป็น ก็มีวิธีการรักษาที่ทันสมัย และไม่น่ากลัว อย่างการผ่าตัดส่องกล้อง ที่เจ็บน้อย แผลเล็ก และฟื้นตัวเร็ว

 

 

แชร์


หากสนใจต้องการปรึกษาแพทย์

กรุณากรอกข้อมูลเพื่อให้เราติดต่อกลับ