ผู้หญิงส่วนใหญ่ต่างเคยมีอาการปวดท้องประจำเดือน และมักคิดว่าเป็นเรื่องธรรมชาติ โดยเฉพาะเมื่อรู้สึกปวดเพียงเล็กน้อย และยังสามารถใช้ชีวิตประจำวันได้ตามปกติ อย่างไรก็ตาม อาการปวดประจำเดือนเล็กน้อยแต่ปวดมาเป็นระยะเวลานาน อาจเป็นสัญญาณบ่งบอกของโรคร้ายได้ เช่นเดียวกับอาการปวดประจำเดือนที่รุนแรงจนส่งผลต่อคุณภาพชีวิต หากมีอาการดังกล่าวควรรีบพบแพทย์ เพื่อรับการตรวจวินิจฉัยหาสาเหตุที่แท้จริงของอาการปวดท้องประจำเดือน
หัวข้อที่น่าสนใจ
- ปวดท้องประจำเดือน มีกี่ประเภท
- สาเหตุที่ทำให้ปวดท้องประจำเดือน
- อาการที่พบ และวิธีสังเกต “ปวดท้องประจำเดือน” แบบไหนต้องรีบไปพบแพทย์
- การบรรเทาอาการและป้องกันการปวดท้องประจำเดือน
ปวดท้องประจำเดือนสามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ประเภทด้วยกัน
- ปวดประจำเดือนประเภทปฐมภูมิ (Primary Dysmenorrhea) เป็นอาการปวดประจำเดือนที่พบบ่อยที่สุด สาเหตุมักเกิดจากการที่เยื่อบุโพรงมดลูกผลิตสารโพรสตาแกลนดินมากเกินไป
- ปวดประจำเดือนประเภททุติยภูมิ (Secondary Dysmenorrhea) เกิดจากภาวะผิดปกติของมดลูกหรืออวัยวะสืบพันธุ์อื่นๆ เช่น
- เยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ (Endometriosis) เกิดจากเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญนอกโพรงมดลูก ซึ่งเมื่อเจริญผิดที่แต่ยังทำหน้าที่สร้างประจำเดือนเหมือนเดิม ทำให้อาจมีเลือดประจำเดือนในอุ้งเชิงกรานบริเวณที่มีเยื่อบุโพรงมดลูกไปเกาะในแต่ละรอบเดือน ปวดท้องน้อยอย่างรุนแรงและอาจเป็นสาเหตุของการมีบุตรยาก
- เยื่อบุมดลูกเจริญภายในกล้ามเนื้อมดลูก (Adenomyosis) ผู้ป่วยจะมีอาการปวดประจำเดือนอย่างมาก และ/หรือ เลือดประจำเดือนมากและยาวนานกว่าปกติ
- เนื้องอกมดลูก (Uterine Fibroids) มักไม่ใช่เนื้อร้าย ขนาดมีตั้งแต่เล็กมากไปจนถึงขนาดใหญ่ หากมีขนาดใหญ่ มักทำให้มีเลือดประจำเดือนออกมามากหรือประจำเดือนกระปริบกระปรอยนานเป็นสัปดาห์ พร้อมกับอาการปวดประจำเดือนหรือปวดหลังส่วนล่างแบบเรื้อรัง
- ภาวะปากมดลูกตีบ (Cervical Stenosis) เกิดจากปากมดลูกแคบเกินไป ทำให้เลือดประจำเดือนไหลได้ช้า แต่หากรูปิดสนิทจะทำให้ของเหลวคั่งค้างภายในโพรงมดลูก ทำให้เกิดอาการปวดท้องมากและเรื้อรัง
- ปัญหาของมดลูก ท่อรังไข่ หรือระบบอวัยวะสืบพันธุ์อื่นๆ ซึ่งผิดปกติมาแต่กำเนิด ทำให้มีอาการปวดท้องน้อยช่วงมีประจำเดือน
สาเหตุที่ทำให้ปวดท้องประจำเดือน
โดยเฉลี่ยทุกๆ 28 วัน ผู้หญิงจะมีการตกไข่ หากไข่ไม่มีอสุจิมาปฏิสนธิ เยื่อบุโพรงมดลูกจะหลุดลอกออกมาเป็นประจำเดือน อาการปวดประจำเดือนเกิดจากสารที่ออกฤทธิ์คล้ายฮอร์โมน ชื่อว่า โพรสตาแกลนดิน (Prostaglandin) ซึ่งก่อตัวขึ้นที่ ‘เยื่อบุโพรงมดลูก’ ระหว่างมีประจำเดือน โพรสตาแกลนดินทำให้กล้ามเนื้อบีบตัวและหดเกร็งคล้ายกับอาการเจ็บปวดขณะคลอดบุตร นอกจากนี้ยังทำให้เกิดอาการคลื่นไส้ ท้องเสีย หากร่างกายหลั่งสารนี้ในปริมาณมากจะยิ่งเพิ่มความรุนแรงของอาการบีบรัด ทำให้รู้สึกปวดประจำเดือนยิ่งขึ้น
อาการที่พบและวิธีสังเกตว่า “ปวดท้องประจำเดือน” แบบไหนต้องรีบไปพบแพทย์
ผู้หญิงจำนวนมากมีอาการปวดท้องก่อนมีประจำเดือน 1-2 วัน และระหว่างมีประจำเดือนในช่วงวันแรกๆ อาการปวดประจำเดือนมีตั้งแต่อาการปวดหน่วงหรือปวดเกร็งเล็กน้อย ไปจนถึงอาการปวดขั้นรุนแรงบริเวณท้องน้อย และอาจมีอาการอื่นร่วมด้วย เช่น ปวดหลังด้านล่าง คลื่นไส้ อาเจียน เหงื่อออก ท้องเสียหรือท้องผูก ท้องอืด เวียนศีรษะและปวดศีรษะ เป็นต้น
ประจำเดือนที่เป็นปกติดี… ควรเป็นแบบไหน
- รอบของประจำเดือนจะต้องไม่เร็วกว่า 21 วัน และต้องไม่ช้ากว่า 35 วัน
- จำนวนวันที่ประจำเดือนมาไม่ควรเกิน 7 วัน
- ปริมาณของประจำเดือนที่เหมาะสม คือการใช้ผ้าอนามัยไม่เกิน 5-6 ผืนต่อวัน
- ประจำเดือนที่ปกติต้องไม่มีลิ่มเลือดปนอยู่ด้วย
ปวดท้องประจำเดือนแบบไหน? ต้องรีบไปพบแพทย์
อาการปวดท้องขณะมีประจำเดือนถือเป็นเรื่องปกติในผู้หญิง แต่หากมีอาการปวดที่ยาวนานหรือปวดมากจนผิดปกติ แนะนำให้รีบพบแพทย์ เนื่องจากเป็นสัญญาณที่กำลังบอกว่า คุณอาจไม่ได้ปวดท้องแบบประจำเดือนทั่วไป
- ปวดประจำเดือนมาก และรู้สึกปวดเพิ่มมากขึ้นในทุกๆ รอบเดือน รวมถึงมีอาการปวดรุนแรงในช่วง 1-2 วันแรกของการมีประจำเดือน
- เลือดประจำเดือนไหลออกมามากว่าปกติ โดยต้องเปลี่ยนผ้าอนามัยทุกชั่วโมง
- มีอาการติดเชื้อ เช่น ตกขาวมีกลิ่น อาการคันบริเวณปากช่องคลอด เลือดประจำเดือนมีสีแปลกไปจากปกติ
- มีไข้พร้อมปวดประจำเดือน
- รู้สึกปวดท้องน้อยถึงแม้ไม่มีประจำเดือนก็ตาม
- รับประทานยาแล้วแต่ยังไม่หายปวด
วิธีการบรรเทาอาการและป้องกันการปวดท้องประจำเดือน
- ประคบด้วยกระเป๋าน้ำร้อน บริเวณท้องน้อยและหลัง เพราะความร้อนช่วยให้กล้ามเนื้อผ่อนคลาย อาการปวดจึงค่อยๆ ทุเลาลง
- ออกกำลังกายแบบเบาๆ เช่น การเดิน หรือเล่นโยคะ แต่ไม่ควรออกกำลังกายแบบหนัก เพราะช่วงมีประจำเดือนร่างกายจะอ่อนเพลีย อาจเสี่ยงเป็นลมได้
- ดื่มน้ำอุ่น น้ำมีส่วนช่วยในการควบคุมปริมาณฮอร์โมนเอสโตรเจนให้อยู่ในระดับปกติ ทำให้อาการปวดท้องทุเลาลงได้ แต่ไม่ควรดื่มน้ำเย็น เพราะจะทำให้เลือดจับตัวเป็นก้อน ขับออกยาก ส่งผลให้อาการปวดท้องรุนแรงเพิ่มมากขึ้น
- พักผ่อนให้เพียงพอ และนอนในท่าตะแคง ส่วนจะนอนตะแคงข้างไหนนั้นขึ้นอยู่กับระดับมดลูกของแต่ละคน อาจต้องลองทดสอบดูว่าตัวเองนอนตะแคงข้างไหนแล้วสามารถลดอาการปวดท้องได้
- รับประทานผักและผลไม้ จากการศึกษาพบว่าทานอาหารที่มี Vitamin E, Omega-3 Fatty Acids, Vitamin B1, Vitamin B6 และ Magnesium ช่วยลดการปวดประจำเดือนได้
- รับประทานยาต้านการอักเสบชนิดไม่มีสเตียรอยด์ (NSAIDs) ควรรับประทานเมื่อเริ่มมีอาการปวดหรือก่อนมีอาการปวด การรับประทานยาแก้ปวดอาจมีผลข้างเคียง ดังนั้นควรใช้เมื่อมีอาการปวดอย่างรุนแรงเท่านั้น
อาการปวดท้องประจำเดือนเป็นภาวะที่พบได้บ่อยและเกิดขึ้นได้ในผู้หญิงวัยเจริญพันธุ์ทุกคน อาการมากบ้างน้อยบ้าง แต่ในผู้ที่มีอาการรุนแรงหรือเรื้อรังอาจเป็นสัญญาณเตือนของโรคต่างๆ ที่จำเป็นต้องได้รับการดูแลรักษาเฉพาะทาง ดังนั้น ผู้ที่มีอาการผิดปกติ ควรเข้ารับคำปรึกษาจากแพทย์เฉพาะทางเพื่อได้รับการตรวจวินิจฉัยและรักษาอย่างเหมาะสมและทันท่วงที เพื่อความสะดวกสบายในการใช้ชีวิตประจำวันอย่างมีคุณภาพ
