สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติกล่าวไว้ว่า 1 ใน 5 ของปัญหาสำคัญ ที่ต้องรีบแก้ไข คือ “โรคอ้วน” ซึ่งประเทศไทยมีผู้ป่วยด้วยโรคอ้วนกว่า 20 ล้านคนจากประชากรทั้งหมด โดยคนไทยอายุ 15 ปี ขึ้นไป มีภาวะอ้วน ร้อยละ 42.2 และอ้วนลงพุง ร้อยละ 39.4 และเด็กไทยอายุ 3-18 ปี มีภาวะน้ำหนักเกินถึงร้อยละ 7 และเป็นเด็กที่จัดอยู่ในเกณฑ์อ้วนถึงร้อยละ 9 เลยทีเดียว
คุณพ่อคุณแม่ทั้งหลาย ที่กำลังยิ้มน้อยยิ้มใหญ่เวลามีคนชมลูกว่าอ้วนจ้ำม่ำน่ารักจังเลย อาจต้องลองกลับมาเช็กดูหน่อย ว่าลูกเราแค่อ้วน หรือเข้าข่ายโรคอ้วนกันแน่…
เด็กแค่อ้วนหรือเป็นโรคอ้วนกันแน่?
“เด็กที่เป็นโรคอ้วน” หมายถึง เด็กที่มีภาวะไขมันในร่างกายสะสมมากเกินปกติ จะอ้วนทุกส่วนของร่างกาย หรือจะอ้วนแค่กลางตัวก็ได้ แต่ “เด็กอ้วน” คือเด็กที่มีน้ำหนักตัวมากเมื่อเทียบกับช่วงอายุและส่วนสูง หรือถ้าจะพูดให้เข้าใจง่ายๆ ก็คือ เราวัดโรคอ้วนจากปริมาณไขมันในร่างกายไม่ใช่น้ำหนักตัวนั่นเอง
ปัจจัยอะไรที่อาจทำให้ลูกเราเป็นโรคอ้วน…
ความจริงแล้วปัจจัยที่ทำให้เด็กอ้วนนั้นมีอยู่หลายอย่าง ซึ่งมีทั้งปัจจัยที่เกิดจากตัวเด็กเอง และจากสิ่งแวดล้อมภายนอก รวมถึงตัวพ่อแม่เองด้วยเช่นกัน ที่อาจเกิดได้จากทั้งการเลี้ยงดูและจากพันธุกรรม ซึ่งหากเด็กมีพ่อแม่ที่อ้วน ลูกก็มีแนวโน้มที่จะโตมาอ้วนได้มากถึงร้อยละ 79 เลยทีเดียว ส่วนถ้าปัจจัยที่เกิดจากตัวเด็กเอง ถ้ากินมากไป กินอะไรก็อร่อยไปหมด รวมถึงไม่ออกกำลังกาย แน่นอนว่าความอ้วนเตรียมตัวพุ่งเข้าใส่แน่นอน แต่ถ้าหากเด็กไม่ได้มีพฤติกรรมสุ่มเสี่ยง ไม่ได้มีพันธุกรรม ดูแล้วไม่มีอะไรเข้าข่ายเลย งานนี้อาจจะต้องเช็กให้ละเอียดกันซักหน่อย เพราะความอ้วนนั้นอาจเกิดจากความผิดปกติในร่างกายเด็กได้เหมือนกัน เช่น การสะสมพลังงานส่วนเกินในเนื้อเยื่อไขมันในร่างกายมากเกินไป หรือการทำงานของฮอร์โมนผิดปกติ จำพวกฮอร์โมนไทรอยด์ สเตรียรอยด์ อินซูลิน เป็นต้น
เด็กอ้วนแล้วปล่อยไว้…อาจเสี่ยงโรคร้ายตามมา
ถ้าพูดถึงความอ้วนแล้ว ทั้งเด็กหรือผู้ใหญ่ก็เสี่ยงต่อโรคร้ายที่คล้ายๆ กัน เช่น หยุดหายใจขณะหลับ นอนกรน ภาวะหัวใจล้มเหลว โรคหลอดเลือดหัวใจ ความดันโลหิตสูง เกิดเบาหวานได้ง่าย นิ่วในถุงน้ำดี รวมไปถึงกระดูกและข้อก็มีโอกาสเสื่อมสภาพก่อนวัยอันควร โดยมีงานวิจัยพบว่ากลุ่มเด็กที่อ้วน จะมีโอกาสเสี่ยงต่อโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) มากกว่าเด็กปกติถึง 4 เท่า นอกจากนี้ความอ้วนยังอาจทำให้เด็กขาดความมั่นใจ มีความผิดปกติด้านจิตใจและสังคม เพราะอายและถูกเพื่อนล้อได้
อ้วนแค่ไหน…ถึงควรปรึกษาแพทย์?
- เด็กที่มีน้ำหนักเกินค่าเปอร์เซ็นไทล์ที่ 75
- เด็กที่มีความอ้วนมากกว่าเด็กช่วงอายุเดียวกัน
- เด็กที่มีความสูง ต่ำกว่าเด็กในช่วงอายุเดียวกันมากๆ
- เด็กที่มีอาการนอนกรน นอนกลางวันมากกว่าเด็กทั่วไป เพราะอาจเป็นข้อบ่งชี้ของความผิดปกติของทางเดินหายใจ
อ้วนได้…ก็รักษากลับมาเป็นปกติได้
ถึงแม้ลูกจะเข้าข่ายโรคอ้วนไปแล้ว แต่หากพ่อแม่รีบปรึกษาแพทย์และดูแลอย่างใกล้ชิดทันที เด็กก็ยังสามารถกลับมาสู่ภาวะปกติได้ โดยวิธีก็คือควบคุมน้ำหนักเด็กให้อยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน ไม่ให้เกิดภาวะแทรกซ้อน และลดน้ำหนักตัวเมื่อมีภาวะแทรกซ้อน (แต่เด็กต้องมีอายุมากกว่า 7 ปีขึ้นไปแล้ว เพราะอาจจะกระทบต่อการเจริญเติบโตและสุขภาพของเด็ก) หรือทั้งรักษาและแก้ไขภาวะแทรกซ้อน ร่วมกับการควบคุมน้ำหนักตัว
ให้ลูกกินดีอยู่ดี…แต่ไม่อ้วน คุณทำได้
หัวใจสำคัญที่สุดคือ เราต้องสอนให้เด็กกินอย่างถูกต้อง เพื่อให้เด็กโตมามีร่างกายที่แข็งแรง ซึ่งสามารถทำได้ดังนี้
- ลดและควบคุมอาหารที่ให้พลังงานสูงเช่น พวกแป้ง ไขมัน น้ำตาล
- ให้ลูกทานอาหารในปริมาณที่เหมาะสม ไม่มากจนเกินไป
- หมั่นให้ลูกออกกำลังกาย อย่างน้อยสัปดาห์ละ 3 วัน วันละ 30 นาที
- สนับสนุนให้ลูกทำกิจกรรมที่มีการเคลื่อนไหวสม่ำเสมอ แทนที่จะให้นั่งดูโทรทัศน์ เล่นไอแพด หรือเล่นเกมเป็นเวลานานๆ เพื่อให้ร่างกายได้ใช้พลังงานจากการเคลื่อนไหวบ้าง
- ติดตามการเจริญเติบโตของลูกเป็นระยะ ดูจากน้ำหนัก ส่วนสูง ให้อยู่ในค่ามาตรฐานของการเจริญเติบโตที่เหมาะสม
- ส่งเสริมการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ตั้งแต่แรกคลอดอย่างน้อย 6 เดือน โอกาสอ้วนจะน้อยกว่าการเลี้ยงลูกด้วยนมวัว
- พ่อแม่ควรเป็นตัวอย่างที่ดี ทั้งในด้านการกิน การออกกำลังกาย หรือการทำกิจกรรมต่างๆ เพื่อให้ลูกได้ออกกำลังหรือได้เคลื่อนไหวเพื่อใช้พลังงาน ไม่ให้สะสมมากจนเกินไป
อย่างไรก็ตามหากเราสงสัยว่าลูกน้อยเป็นเด็กอ้วนหรือโรคอ้วนกันแน่?… สามารถพาลูกไปตรวจหาสาเหตุและวางแนวทางแก้ไขของโรค และควรหมั่นพาลูกน้อยไปเข้ารับการตรวจสุขภาพ เพื่อคัดกรองโรคที่สัมพันธ์กับโรคอ้วนเช่น ตรวจไขมันในเลือด การทำงานของตับและไต ระดับน้ำตาลในเลือด
พญ.พลินี ศิริธรรม
กุมารแพทย์ด้านต่อมไร้ท่อในเด็ก
ศูนย์สุขภาพเด็กและวัยรุ่น
โรงพยาบาลพญาไท 3
