ความเสี่ยงของเบาหวานในผู้หญิงตั้งครรภ์
“เบาหวาน” เป็นโรคที่พบในผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย และ 2 ใน 5 ของผู้หญิงที่เป็นเบาหวาน อยู่ในวัยเจริญพันธุ์ (ประมาณ 60 ล้านคนทั่วโลก) โดย IDF หรือสมาพันธ์เบาหวานนานาชาติประมาณว่า มีจำนวนถึง 20.9 ล้านคน หรือ 16.2% ของหญิงตั้งครรภ์ที่มีภาวะน้ำตาลในเลือดสูง โดย 85.1% วินิจฉัยเป็นเบาหวานระหว่างตั้งครรภ์ (Gestational Diabetes) และ 7.4% เป็นเบาหวานชนิดอื่นที่ตรวจพบตอนตั้งครรภ์ ส่งผลให้ 1 ใน 7 ทารก คลอดจากแม่ที่เป็นเบาหวานระหว่างตั้งครรภ์ และหญิงตั้งครรภ์ที่อายุมากขึ้นจะยิ่งเสี่ยงต่อภาวะน้ำตาลในเลือดสูงมากขึ้น
โรคเบาหวาน…สาเหตุการเสียชีวิตอันดับ 9
โรคเบาหวานเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับที่ 9 ของผู้หญิงทั่วโลก โดยคิดเป็นอัตรา 2.1 ล้านคนต่อปี พฤติกรรมการบริโภคทำให้ ผู้หญิงมีความเสี่ยงต่อโรคเบาหวานเพิ่มขึ้น เนื่องจากอาหารและโภชนาการที่ไม่ดี การไม่ทำกิจกรรมการออกกำลังกาย การสูบบุหรี่และการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์จนก่อให้เกิดอันตราย
เบาหวานขณะตั้งครรภ์สามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ลักษณะ ดังนี้
- เป็นเบาหวานอยู่แล้วก่อนการตั้งครรภ์
- เพิ่งเป็นเบาหวานในขณะกำลังตั้งครรภ์ และมักจะพบในคุณแม่ตั้งครรภ์โดยมักพบหลังการตั้งครรภ์ได้ 22-28 สัปดาห์
ผู้หญิงทุก 2 ใน 5 คนที่เป็นเบาหวานอยู่ในวัยเจริญพันธุ์ หญิงที่เป็นเบาหวานประสบปัญหามีบุตรยากอาจเกิดผลลัพธ์ที่ไม่พึงประสงค์จากการตั้งครรภ์ การตั้งครรภ์โดยไม่ได้วางแผนไว้ล่วงหน้าในผู้เป็นเบาหวานชนิดที่ 1 และ 2 ทำให้อัตราการเสียชีวิตและทุพพลภาพของมารดาและทารกเพิ่มขึ้น เด็กที่เกิดมา 1 ใน 7 คน เกิดผลกระทบจากแม่ที่เป็นเบาหวานขณะตั้งครรภ์
นอกจากนี้แล้วคนที่เป็นเบาหวานขณะตั้งครรภ์อาจเกิดภัยคุกคามที่รุนแรงต่อสุขภาพ เช่น ความดันโลหิตสูงแทรกซ้อนระหว่างตั้งครรภ์ อาจเป็นเบาหวานชนิดที่ 2 หลังคลอด ซึ่งหญิงที่เป็นเบาหวานระหว่างตั้งครรภ์จะมีโอกาสเสี่ยงต่อการเป็นเบาหวานในอนาคต 8.4% (ใน 8 ปี) เมื่อเทียบกับหญิงตั้งครรภ์ที่ไม่เป็นเบาหวาน
ปัจจัยที่ส่งผลต่อการเกิดเบาหวานในอนาคตของหญิงที่เป็นเบาหวานระหว่างตั้งครรภ์
- มีประวัติครอบครัวเป็นเบาหวาน
- อ้วนตั้งแต่ก่อนตั้งครรภ์
- ระดับน้ำตาลในเลือดที่วัดก่อนกินอาหารเช้าสูง
- คลอเลสเตอรอลในเลือดสูง
- มีประวัติเป็นเบาหวานระหว่างตั้งครรภ์มาก่อน
- คุณแม่ตั้งครรภ์ที่มีอายุมากตั้งแต่ 35 ปีขึ้นไป (ในปัจจุบันอายุที่เริ่มพบโรคจะลดลง เช่น พบตั้งแต่อายุ 30 กว่าปี)
ดังนั้น หากเป็นเบาหวานระหว่างตั้งครรภ์ ควรลดอัตราการเกิดโรคเบาหวานในอนาคต โดยการลดปัจจัยเสี่ยงต่างๆ ข้างต้น เช่น ลดน้ำหนัก ควบคุมอาหาร ลดน้ำตาลและไขมันในเลือด
จะทราบได้อย่างไรว่าเสี่ยงเป็นเบาหวานขณะตั้งครรภ์ ?
คุณแม่ที่เป็นเบาหวานในขณะตั้งครรภ์จะมีอาการคล้ายกับคนที่เป็นโรคเบาหวาน คือ หิวบ่อย กินเก่ง กระหายน้ำบ่อย ปัสสาวะบ่อย (อาจลุกขึ้นมาปัสสาวะในเวลากลางคืน) มีอาการอ่อนเพลียมากกว่าปกติ เมื่อไปฝากครรภ์แพทย์จะตรวจพบน้ำตาลในปัสสาวะ โดยค่าปกติ คือ น้ำตาลในเลือดเมื่อ อดอาหารน้อยกว่า 95 mg/dl, ค่าน้ำตาลในเลือดหลังกินกลูโคส 1 ชั่วโมง น้อยกว่า 180 mg/dl และมีค่าน้ำตาลในเลือดหลังกินกลูโคส 2 ชั่วโมง น้อยกว่า 155 mg/dl ถ้าค่าที่ตรวจได้แม้เพียงค่าใดค่าหนึ่งเท่ากับหรือสูงกว่าค่าปกติ ให้วินิจฉัยว่า “เป็นเบาหวานขณะตั้งครรภ์”หากไม่ได้รับการรักษาและควบคุมระดับน้ำตาลให้อยู่ในระดับปกติ คุณแม่อาจเกิดภาวะแทรกซ้อนตามที่กล่าวมาได้
ต้องปฏิบัติตัวอย่างไรหากมีอาการเบาหวานขณะตั้งครรภ์
- ปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์ อย่างเคร่งครัด
- ต้องควบคุมอาหารให้ถูกสัดส่วนและถูกเวลา ซึ่งเป็นเรื่องที่สำคัญอย่างมาก รับประทานอาหาร 3-5 มื้อ แต่ที่สำคัญก็คือปริมาณของอาหารในแต่ละวันจะต้องควบคุมให้ได้อย่างเหมาะสม ดังนี้
- ลดอาหารจำพวก แป้งหรือน้ำตาล และเปลี่ยนมารับประทานข้าวจากข้าวขาวมาเป็นข้าวซ้อมมือ
- เพิ่มอาหารจำพวกโปรตีน เนื้อสัตว์ที่มีไขมันต่ำ เลือกเป็นเนื้อล้วน ไม่ติดหนัง
- รับประทานผักให้หลากหลายชนิด เน้นไปในผักที่มีกากใยสูง
- เลือกดื่มนม ควรรับประทานนมสดชนิดจืดและพร่องมันเนย
- หลีกเลี่ยงของหวาน ผลไม้ที่มีรสหวานจัด เช่น ทุกเรียน มะม่วงสุก เงาะ
- งดอาหารที่มีเกลือสูง เช่น ขนมขบเคี้ยวต่าง ๆ
- งดอาหารที่มีไขมันสูง อย่างอาหารทอดหรืออาหารผัดที่ใช้น้ำมันมากๆ (ควรใช้น้ำมันพืชในการประกอบอาหารแทน เช่น น้ำมันรำข้าว น้ำมันมะกอก น้ำมันดอกทานตะวัน)
- ควรออกกำลังกายอย่างเหมาะสม ชนิดของการออกกำลังกายไม่ควรเป็นชนิดที่หนักเพราะจะเสี่ยงต่อลูกน้อยในครรภ์ ที่แนะนำ คือ การเดินหรือการวิ่งเหยาะๆ การว่ายน้ำ เต้นรำ หรือการออกกำลังกายร่างกายส่วนบน ให้ได้วันละ 30 นาที แต่ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับคำแนะนำของแพทย์
- ต้องมารับการตรวจรักษาอย่างสม่ำเสมอตามที่แพทย์นัดในระหว่างการฝากครรภ์ แพทย์อาจนัดมาตรวจครรภ์บ่อยกว่าปกติเพื่อประเมินภาวะสุขภาพของทั้งคุณแม่และทารกในครรภ์ รวมทั้งตรวจเลือดเพื่อดูระดับน้ำตาลเพื่อแพทย์จะได้ประเมินและปรับเปลี่ยนการรักษาให้เหมาะสมต่อไป
- ยาที่ใช้รักษาเบาหวานจะต้องใช้แบบชนิดฉีด ในบางรายจะต้องฉีดวันละหลายครั้ง
- ในกรณีที่มีความผิดปกติ เช่น คุณแม่มีอาการอ่อนเพลีย น้ำหนักตัวขึ้นมากจนเกินไป ท้องไม่โตขึ้น ลูกดิ้นน้อยลงหรือหยุดดิ้น มีอาการของครรภ์เป็นพิษ มีความผิดปกติอื่นๆ เช่น เบาหวานขึ้นตา ให้รีบไปพบแพทย์ทันที
หลังจากคลอดแล้วจะเป็นเบาหวานจะหายหรือไม่ ?
หลังคลอดบุตรอาการเบาหวานจะหายไป หากตั้งครรภ์อีกโอกาสจะเป็นเบาหวาน มากกว่า 30% หลังคลอด 6 สัปดาห์ควรเจาะหาระดับน้ำตาล ถ้าปกติให้เจาะเลือดทุกปี เนื่องจากผู้ป่วยเบาหวานขณะตั้งครรภ์มีโอกาสเป็นเบาหวานชนิดที่สอง ดังนั้นจึงต้องเปลี่ยนพฤติกรรมการดำรงชีวิต ดังนี้
- ลดน้ำหนัก ซึ่งช่วยลดความเสี่ยงเบาหวานชนิดที่สองได้
- รับประทานอาหารที่มีคุณภาพ เพิ่มผัก ผลไม้ไม่หวาน ลดอาหารไขมันโดยเฉพาะไขมันอิ่มตัว
- การออกกำลังกายเป็นประจำ
