โรคหลอดเลือดแดงโป่งพอง คืออะไร? อันตรายแค่ไหน รู้ก่อนสาย

Image

แชร์


หลอดเลือดแดงใหญ่(Aorta) เป็นหลอดเลือดหลักที่ให้แขนงหล่อเลี้ยงอวัยวะสำคัญต่าง ๆ เช่น หัวใจ สมอง ประสาทไขสันหลัง แขน ขา และอวัยวะในช่องท้อง ทำหน้าที่เป็นท่อนำเลือดแดงจากหัวใจไปหล่อเลี้ยงอวัยวะต่าง ๆ ทั่วร่างกาย โดยเริ่มต้นจากบริเวณขั้วหัวใจขึ้นไปยังยอดอก แล้วทอดโค้งไปด้านหลัง เคียงข้างกระดูกสันหลังในช่องอก ผ่านกระบังลมเข้าไปยังช่องท้อง ก่อนจะแยกเป็นแขนงหลอดเลือดที่ไปเลี้ยงขา 2 ข้าง และอวัยวะในอุ้งเชิงกราน

 

หลอดเลือดแดงในช่องท้องโป่งพอง คือ การโป่งพองออกหรือขยายใหญ่ออกของผนังหลอดเลือดแดงเอออร์ตาในช่องท้อง ส่วนใหญ่เกิดจากภาวะที่ผนังของหลอดเลือดแดงมีความแข็งมากกว่าปกติ เนื่องจากเกิดการบาดเจ็บของเซลล์บุผนังชั้นในของหลอดเลือด (atherosclerosis) โดยมากจะเกิดจากภาวะความดันโลหิตสูง
หลอดเลือดแดงขนาดใหญ่ที่เกิด atherosclerosis ระดับปานกลางหรือรุนแรงจะสูญเสียความแข็งแรงของผนังของหลอดเลือด และร่วมกับการที่มีความดันโลหิตสูง จนทำให้เกิดการโป่งพอง(aneurysm)

 

โรคหลอดเลือดแดงใหญ่โป่งพอง (Aortic Aneurysm) เป็นโรคที่อันตรายและทำให้ผู้ป่วยเสียชีวิตได้อย่างกะทันหัน เนื่องจากหลอดเลือดที่โป่งพองที่มีขนาดใหญ่อาจแตกทันทีทันใดโดยไม่มีอาการเตือน หลอดเลือดที่โป่งพองจะมีลักษณะคล้ายลูกโป่ง โดยผนังของหลอดเลือดจะพองออกอย่างชัดเจน

 

ปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดโรคหลอดเลือดแดงโป่งพอง

  1. การเสื่อมสภาพของเส้นใยยืดหยุ่นที่อยู่ในผนังชั้นกลางของหลอดเลือดแดง พบได้ในผู้สูงอายุ ผู้ที่มีความดันโลหิตสูง ทำให้เกิดภาวะหลอดเลือดแดงแข็งตัว (atherosclerosis)
  2. การติดเชื้อแบคทีเรียหรือเชื้อราที่ผนังหลอดเลือดแดง เช่น โรคซิฟิลิส
  3. มีการอักเสบของหลอดเลือดแดงจากโรคภูมิคุ้มกันต้านตนเอง (autoimmune diseases)
  4. การสูบบุหรี่
  5. กรรมพันธุ์ มีประวัติในครอบครัว
  6. พบร่วมกับการมีโรคหัวใจ (ASCVD) ซึ่งสัมพันธ์กับการมีหลอดเลือดแดงแข็งตัว (atherosclerosis)

 

อาการและอาการแสดงของโรคหลอดเลือดแดงใหญ่โป่งพอง

  1. ผู้ป่วยส่วนใหญ่มักไม่มีอาการใด ๆ นำมาก่อน อาจตรวจพบโดยบังเอิญจากการถ่ายภาพเอกซเรย์ทรวงอก หรือคลำก้อนเต้นได้ในช่องท้อง
  2. ผู้ป่วยที่มีหลอดเลือดแดงโป่งพองในช่องอก อาจมีอาการกดเบียดของหลอดเลือดกับอวัยวะข้างเคียง เช่น กดหลอดลมทำให้หายใจลำบาก กดเบียดหลอดอาหารทำให้กลืนลำบาก กดเบียดเส้นประสาทที่ไปเลี้ยงกล่องเสียงทำให้เสียงแหบ เป็นต้น
  3. หากผู้ป่วยมีอาการแน่นหน้าอก ปวดหลัง หน้ามืด หมดสติ หรือไอเป็นเลือด อาจบ่งชี้ว่าหลอดเลือดแดงใหญ่ มีการปริแตก ในผู้ป่วยที่หลอดเลือดแดงใหญ่ในช่องท้องโป่งพองอาจคลำก้อนเต้นได้ในช่องท้อง หรือมีอาการปวดท้อง ปวดหลัง
  4. หากมีอาการดังกล่าวควรรีบพบแพทย์เพื่อทำการวินิจฉัยจากการสอบถามประวัติอาการ ตรวจร่างกายร่วมกับตรวจเพิ่มเติม เช่น การถ่ายภาพเอกซเรย์ทรวงอกหรือช่องท้อง การตรวจด้วยเครื่องอัลตราซาวนด์ (Ultrasound), การถ่ายภาพเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ (CT scan)

 

แนวทางการรักษาโรคหลอดเลือดแดงโป่งพอง

  • การควบคุมปัจจัยเสี่ยงต่าง ๆ เช่น
  • ควบคุมความดันโลหิต
  • งดสูบบุหรี่
  • หลีกเลี่ยงภาวะตั้งครรภ์
  • หลีกเลี่ยงการเบ่งอุจจาระแรง ๆ หรือยกของหนักมาก ๆ

 

ข้อบ่งชี้ในการผ่าตัดรักษาโรคหลอดเลือดแดงโป่งพอง

จุดมุ่งหมายสำคัญที่สุดในการผ่าตัด คือ ป้องกันไม่ให้หลอดเลือดแดงใหญ่มีการปริแตก ซึ่งมีโอกาสเสียชีวิตสูงถึงร้อยละ 50 – 90 และเกิดทุพพลภาพได้ การรักษาด้วยการผ่าตัดเหมาะสมในกรณีที่มีข้อบ่งชี้ดังต่อไปนี้

  1. มีภาวะรั่วซึมหรือปริแตกของหลอดเลือดแดงใหญ่
  2. ผู้ป่วยโรคหลอดเลือดแดงใหญ่โป่งพองที่มีอาการเจ็บปวดบริเวณก้อน เช่น ปวดท้อง ปวดหลัง หรือเจ็บแน่นหน้าอก
  3. ผู้ป่วยที่ไม่มีอาการแสดง หากหลอดเลือดแดงใหญ่มีขนาดโตกว่า 5 – 5.5 ซม. หรือมีขนาดโตเร็วกว่า 3 – 5 มม. ใน 1 ปี
  4. ผู้ป่วยเพศหญิงหรือผู้ป่วยอายุน้อย ที่แม้มีหลอดเลือดโป่งพองขนาดเล็กกว่า 5 ซม. แต่มีปัจจัยเสี่ยงในการแตกของก้อน เช่น มีประวัติคนในครอบครัวเคยมีหลอดเลือดแดงใหญ่แตกเฉียบพลัน

 

การผ่าตัดนั้น เดิมจะใช้วิธีการผ่าตัดแบบเปิดหน้าท้องซึ่งจะต้องมีแผลผ่าตัดยาวตั้งแต่บริเวณใต้ลิ้นปี่ จนถึงเหนือกระดูกหัวหน่าว ศัลยแพทย์จะทำการเปิดเส้นเลือดแดงใหญ่ที่โป่งพองและทำการเย็บต่อหลอดเลือดเทียมเข้าไปแทน ซึ่งการผ่าตัดใช้เวลานาน และมีภาวะแทรกซ้อนได้มาก เช่นการเสียเลือด การขาดเลือดไปเลี้ยงอวัยวะภายในที่สำคัญต่าง ๆ การเกิดภาวะเส้นประสาทไขสันหลังขาดเลือดซึ่งอาจทำให้เกิดการอ่อนแรงของขาทั้ง 2 ข้างได้ และการพักฟื้นใช้เวลานาน โดยทั่วไปใช้เวลาประมาณ 5-10 วัน ความเสี่ยงในการผ่าตัดอาจมีประมาณ 5 เปอร์เซ็นต์ ในกรณีไม่มีการปริแตกของหลอดเลือด หรือในกรณีที่เส้นเลือดแดงใหญ่ที่โป่งพองมีการปริแตกแล้ว ผู้ป่วยจะมีภาวะช็อก จากการเสียเลือดมาก โอกาสในการเสียชีวิตจะสูงถึงร้อยละ 50-90

 

การผ่าตัดสอดใส่หลอดเลือดเทียม หรือผ่าตัดแผลเล็ก (EVAR-endovascualr aortic aneurysm repair)

เป็นการสอดใส่หลอดเลือดเทียมชนิดหุ้มด้วยขดลวด ผ่านทางหลอดเลือดแดงที่ขาหนีบทั้ง 2 ข้าง เพื่อสอดหลอดเลือดเทียมเข้าไปใส่แทนที่หลอดเลือดแดงใหญ่ที่โป่งพองในช่องท้อง เป็นทางเลือกใหม่ที่ต้องใช้แพทย์เฉพาะทาง ผลในระยะสั้นและระยะกลางยังมีประสิทธิภาพดี แต่ต้องมาพบแพทย์เพื่อติดตามผลในระยะยาว เพื่อตรวจอัลตราซาวด์ หรือทำ CT Scan ซึ่งอัตราการเสียชีวิตภายใน 30 วันของการผ่าตัดเล็กในกลุ่มหลอดเลือดแดงใหญ่ในช่องท้องที่ไม่มีอาการ มีเพียงประมาณร้อยละ 1-1.5 วิ่งน้อยกว่าแบบผ่าตัดใหญ่ถึง 3 เท่า การจะเลือกผ่าตัดแบบไหนนั้นขึ้นอยู่กับความแข็งแรงของผู้ป่วย และลักษณะกายวิภาคของหลอดเลือดสำหรับคนที่อายุน้อยกว่า 60 ปี และมีร่างกายแข็งแรง มีแนวโน้มผ่าตัดใหญ่มากกว่า แต่หากอายุเกิน 60 ปีขึ้นไป แพทย์มักจะแนะนำให้ผ่าตัดแบบเล็ก ซึ่งจะทำการพิจารณาเป็นราย ๆ ไป

Loading...

แชร์


Loading...