โรคมือ เท้า ปาก (Hand Foot Mouth Disease)

Image

แชร์


โรคมือ เท้า ปาก   (Hand Foot Mouth Disease)

โรคหนึ่งที่มักเป็นข่าวว่าระบาดในเด็กเล็กบ่อยๆ คือ โรคมือเท้าปาก (Hand Foot Mouth Disease) ทำให้ผู้ปกครองหลายคนเริ่มวิตกกังวล ว่าจะป้องกันอย่างไร หรือเมื่อเกิดขึ้นแล้วจะเป็นอย่างไร… วันนี้เราจะมาบอกเรื่องต้องรู้ของ “โรคมือเท้าปาก” ให้ทุกคนได้ทราบ เพื่อช่วยกันระวังต่อไป

เด็กอายุต่ำกว่า 5 ปี… เสี่ยงที่สุด
โรคมือเท้าปาก (Hand Foot Mouth Disease) เกิดจากเชื้อ Enterovirus 71 (EV 71) และ Coxsackie virus A ซึ่งมีระยะฟักตัว 3-6 วันหลังได้รับเชื้อ จึงเริ่มเกิดอาการ ซึ่งกลุ่มที่มีความเสี่ยงมากที่สุดคือเด็กอายุต่ำกว่า 5 ปี โดยเฉพาะ 6 เดือน-3 ปี

 

ช่องทางการแพร่เชื้อ
สามารถติดต่อได้ทางน้ำลาย ที่มีเชื้อจากแผลในปาก ทางเดินหายใจ ลมหายใจ น้ำมูก น้ำจากแผล และอุจจาระ  ส่วนผู้ใหญ่ก็สามารถรับเชื้อนี้ได้จากบุตรหลานในครอบครัว แต่อาการอาจไม่รุนแรงหรือไม่แสดงอาการ

 

อาการแบบนี้ น่าสงสัย
หลังได้รับเชื้อ 3-6 วัน เด็กจะเริ่มมีไข้ มีแผลร้อนในที่เพกานปาก ลิ้น กระพุ้งแก้ม มีตุ่มแดงหรือตุ่มน้ำพองที่ฝ่ามือ ฝ่าเท้า แขน ขา รอบก้น และหากมีอาการเหล่านี้ถือว่าอันตราย ควรรีบมาพบแพทย์ทันที

 

  • มีไข้สูง 39 องศาเซลเซียส หรือไข้สูงมากกว่า 2 วัน
  • เหนื่อย หอบ
  • ซึม หลับทั้งวัน ปลุกตื่นยาก
  • ซึม อาเจียนบ่อยมากกว่า 2-3 ครั้ง
  • อาการแขนขาอ่อนแรง
  • มีอาการผวา หรือกระตุก จากเดิมไม่เคยมีอาการมาก่อน หรือชัก ไม่รู้สึกตัว
  • อาการซึมลง เดินเซ ในเด็กเล็กอาจจะมีกระสับกระส่ายร้องกวนตลอดเวลา
  • ปวดศีรษะอย่างรุนแรง

 

ส่วนอาการรุนแรงที่อาจพบได้ คือเยื่อหุ้มสมองอักเสบ ก้านสมองอักเสบ ซึ่งในรายที่มีอาการรุนแรงอาจมีอาการหรือไม่มีอาการของโรคมือเท้าปากก็ได้ โดยคนที่เสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อนคือผู้รับเชื้อที่อายุน้อยกว่า 3 ปี หรือมีโรคประจำตัว เช่น โรคหัวใจ โรคหอบหืด เป็นต้น

การรักษาและดูแลเมื่อได้รับเชื้อ
โรคมือเท้าปากเกิดจากเชื้อไวรัส จึงไม่มียาฆ่าเชื้อนี้ได้ ต้องให้ร่างกายสร้างภูมิต้านทานเพื่อกำจัดเชื้อโรคเอง ทั้งนี้ ช่วงที่มีแผลร้อนในในปาก เด็กจะกินอะไรไม่ค่อยได้ น้ำลายไหลตลอด กลืนลำบาก แนะนำให้กินอาหารอ่อนๆ ดื่มน้ำเย็น น้ำหวาน ไอศกรีม นมชงจางๆ และเย็น พยายามให้ดื่มน้ำมากๆ และทำความสะอาดช่องปาก

แต่ถ้าเด็กยังกินไม่ได้และเริ่มซึมลง แนะนำให้ไปพบแพทย์ เพราะต้องระวังภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้น เช่น สมองอักเสบ กล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ เป็นต้น

การรักษาความสะอาด  คือการป้องกันที่ดีที่สุด
เนื่องจากยังไม่มีวัคซันป้องกันไวรัสตัวนี้ การป้องกันที่ดีที่สุดคือ การล้างมือ การดูแลสุขอนามัยส่วนบุคคล การทำความสะอาดของเล่นและเครื่องใช้ หลีกเลี่ยงการพาบุตรหลานไปในสถานที่ที่มีโอกาสสัมผัสกับโรค เช่น สนามเด็กเล่น เป็นต้น

ศูนย์สุขภาพเด็กเเละวัยรุ่น  โรงพยาบาลพญาไท 3

แชร์


Loading...