เมื่อเป็นริดสีดวงทวารต้องผ่าตัดเท่านั้น นี่คือความเข้าใจที่ผิด! ที่ทำให้หลายคนไม่กล้ามาพบแพทย์เพราะกังวลกับการต้องผ่าตัด ทั้งที่จริงๆ แล้วการรักษาริดสีดวง “ไม่จำเป็น” ต้องผ่าตัดเสมอไป ขึ้นอยู่กับว่าอาการของคุณรุนแรงแค่ไหน ว่าแต่ริดสีดวงระยะไหนกันนะ…ที่จำเป็นต้องรักษาด้วยการผ่าตัด สังเกตอาการของคุณให้ดีแล้วมาประเมินไปพร้อมๆ กัน!!!
ลักษณะอาการแบบนี้…ควรไปพบแพทย์เพื่อตรวจทวารหนัก!
- มีเลือดออกหลังถ่ายอุจจาระ
- มีก้อนยื่นออกมาขณะถ่ายอุจจาระ
- ทวารหนักเปียกแฉะ คันรอบๆ ปากทวารหนัก
- มีการอักเสบของริดสีดวง และเจ็บบริเวณทวารหนัก
- เวลาคลำจะพบก้อนบริเวณทวารหนัก
คุณกำลังเป็น…ริดสีดวงระยะไหนนะ?
ระยะที่ 1 : มีเลือดออกหลังขับถ่ายอุจจาระ แต่หัวริดสีดวงจะอยู่ภายในรูทวารหนัก…ยังไม่ยื่นออกมา
ระยะที่ 2 : หัวริดสีดวงโผล่ออกมาในขณะขับถ่ายอุจจาระ และหดกลับได้เอง
ระยะที่ 3 : หัวริดสีดวงยื่นออกมาขณะขับถ่ายอุจจาระ…และต้องใช้มือดันให้หดกลับเข้าไป
ระยะที่ 4 : หัวริดสีดวงยื่นออกมา…และใหญ่เกินกว่าจะหดกลับเข้าไปได้
แนวทางการรักษา…ขึ้นอยู่กับระดับความรุนแรง
ระยะที่ 1-2 อาการยังไม่รุนแรง : สำหรับผู้ป่วยที่เข้ามาพบแพทย์ในขณะที่ริดสีดวงยังอยู่ในระยะไม่รุนแรง การรักษา…อาจจะไม่ต้องถึงขั้นผ่าตัด!! แต่อาจมีการแนะนำให้ปรับเปลี่ยนพฤติกรรม เช่น ทานอาหารเพิ่มกากใย ดื่มน้ำวันละ 8 แก้ว เลี่ยงพฤติกรรมนั่งเล่นโทรศัพท์ในขณะขับถ่าย อาจมีการให้ยาระบายอ่อนๆ เพิ่มเติม หรือฉีดยาเพื่อให้หัวริดสีดวงฝ่อ..ควบคู่กับการทานอาหารกากใยสูง
ระยะที่ 3-4 อาการมีความรุนแรง : สำหรับผู้ป่วยที่มาด้วยริดสีดวงระยะที่ 3-4 จะต้องรักษาด้วยการผ่าตัดเท่านั้น! ซึ่งในปัจจุบันมีเทคนิคมากมาย ทั้งการใช้ยางรัดริดสีดวง การเย็บผูกริดสีดวง หรือการผ่าตัดโดยใช้เครื่องมือผ่าตัดแบบเย็บอัตโนมัติ
การตรวจประเมินภาวะริดสีดวง ด้วยการ Procto Scope
เพราะริดสีดวงมีอยู่ด้วยกันหลายระยะ…แต่เราจะรู้ได้อย่างไรว่าความรุนแรงของริดสีดวงของคุณกำลังอยู่ในระดับไหน ดังนั้น…การตรวจประเมินจึงเป็นเหมือนการตรวจหาระยะของริดสีดวง โดยการใช้เครื่อง Procto Scope สอดเข้าทางทวารหนัก เมื่อแพทย์ทราบถึงระดับความรุนแรง…ก็จะทำการวางแผนการรักษาด้วยวิธีที่เหมาะสมในขั้นตอนต่อไป
ข้อดีของการเข้ามารับการตรวจ…ไม่เพียงเพื่อเช็dระดับความรุนแรงของโรค แต่อาจจะค้นพบความจริงที่ว่า…คุณไม่ได้เป็นริดสีดวงก็ได้นะ!!! เพราะการถ่ายเป็นเลือดอาจไม่ใช่ริดสีดวงเสมอไป และในบางครั้ง…ก็อาจร้ายแรงถึงขั้นเป็น “มะเร็งลำไส้ใหญ่” ได้เลยทีเดียว
