เมื่อได้ยินคำว่า “การสวนปัสสาวะ” หลายคนอาจรู้สึกกลัวและคิดว่าไม่น่าจะทำเองได้ แต่หากเรารู้วิธีการและขั้นตอนที่ถูกต้อง ก็สามารถสวนปัสสาวะด้วยตนเองได้อย่างสะอาดและปลอดภัย
การสวนปัสสาวะคืออะไร?
การสวนปัสสาวะ คือการสอดสายสวนที่เป็นท่อเล็กๆ เข้าไปทางอวัยวะเพศให้ลึกเข้าไปในกระเพาะปัสสาวะเพื่อระบายปัสสาวะออกมา ซึ่งโดยทั่วไปในคนปกติจะมีการถ่ายปัสสาวะ 4-7 ครั้งในตอนกลางวัน และ 1-2 ครั้งในตอนกลางคืน แต่ในกรณีที่เป็นผู้ป่วยหลังผ่าตัด หรือผู้ที่ไม่สามารถถ่ายปัสสาวะเองได้ตามปกติอันเกิดจากความบกพร่องของร่างกาย ซึ่งหากปล่อยไว้โดยไม่สวนปัสสาวะออกอาจทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนต่างๆ รวมไปถึงเกิดการติดเชื้อ หรือเกิดนิ่วในกระเพาะปัสสาวะและระบบทางเดินปัสสาวะได้ ในกรณีเช่นนี้ แพทย์จึงแนะนำให้ทำการสวนปัสสาวะ
สำหรับผู้ป่วยหลังผ่าตัดที่มีปัญหาถ่ายปัสสาวะไม่หมดจากการที่กระเพาะปัสสาวะทำงานไม่เป็นปกติ แพทย์จะให้สวนปัสสาวะในขณะพักฟื้นอยู่ที่โรงพยาบาล และสอนวิธีที่สามารถนำกลับไปทำเองได้ที่บ้าน ซึ่งส่วนใหญ่กระเพาะปัสสาวะจะกลับมาทำงานเป็นปกติได้ภายใน 1-2 สัปดาห์หลังผ่าตัด
อุปกรณ์สวนปัสสาวะด้วยตนเอง
การสวนปัสสาวะด้วยตนเอง ต้องมีอุปกรณ์ ดังนี้
- ชุดสายสวนปัสสาวะที่บรรจุในน้ำยาฆ่าเชื้อ
- น้ำยาหล่อลื่นที่ละลายน้ำได้
- ถ้วยรองรับปัสสาวะ 1 ใบ
- สบู่เหลวหรือสบู่ก้อน สำหรับทำความสะอาด
- กระจกเงา (สำหรับเพศหญิง เพื่อเพิ่มความสะดวกในการมองเห็น)
8 ขั้นตอนการสวนปัสสาวะด้วยตนเอง ให้สะอาดและปลอดภัย (Self-catheterization)
ขั้นตอนการสวนปัสสาวะในเพศชายและเพศหญิง จะมีลักษณะคล้ายกัน ดังนี้
- ล้างมือให้สะอาดด้วยน้ำและสบู่
- การล้างอวัยวะเพศ
- เพศชาย ให้ทำความสะอาดอวัยวะเพศ โดยรูดหนังหุ้มปลายองคชาตลง ฟอกรูเปิด ท่อปัสสาวะ องคชาต อัณฑะ และขาหนีบตามลำดับ
- เพศหญิง ให้ทำความสะอาดอวัยวะเพศให้สะอาดจากด้านหน้าไปด้านหลังด้วยน้ำและสบู่
- ล้างมือให้สะอาดด้วยน้ำและสบู่อีกครั้ง
- วิธีการสวนปัสสาวะ
- เพศชาย ให้นั่งกางขาให้มั่นคง ใช้มือข้างที่ไม่ถนัดจับบริเวณจุกอุปกรณ์ไว้ ดึงสายสวยขึ้นจากหลอดที่บรรจุน้ำยาฆ่าเชื้อ ใช้มือข้างที่ถนัดจับสายสวน แล้วดึงสายสวนออกมา ค่อยๆ เลื่อนมือที่จับสายสวนปัสสาวะมาจับบริเวณกลางสายสวน แล้วบีบน้ำยาหล่อลื่นใส่บริเวณปลายสายสวน โดยใช้มือข้างที่ไม่ถนัดรูดหนังหุ้มปลายลง และจับองคชาตให้ทำมุมประมาณ 60 องศา จากนั้นค่อยๆ สอดสายสวนแบบเบามือ จนเริ่มมีปัสสาวะไหลออกมา ให้ค่อยๆ สอดสายสวนเข้าอีกประมาณ 1-2 นิ้ว เมื่อปัสสาวะหยุดไหลแล้ว ให้ค่อยๆ ดึงสายสวนออก โดยใช้นิ้วปิดรูเปิดสายสวนเพื่อไม่ให้ปัสสาวะไหลย้อนกลับ ในขั้นตอนนี้ให้สังเกตลักษณะ สี กลิ่น ว่ามีความผิดปกติหรือไม่ และตวงปริมาณปัสสาวะโดยจดบันทึกไว้ หากพบว่าปัสสาวะขุ่น มีกลิ่นเหม็น ทั้งยังมีไข้ หนาวสั่น ควรรีบไปพบแพทย์
- เพศหญิง ให้นั่งในท่าที่ถนัดที่สามารถเห็นรูเปิดท่อปัสสาวะได้ชัดเจน จัดวางอุปกรณ์ให้หยิบใช้ง่าย และวางถ้วยรองรับปัสสาวะไว้ข้างๆ กระจก แล้วทำการสวนปัสสาวะ โดยใช้มือข้างที่ไม่ถนัดแหวกอวัยวะเพศด้วยนิ้วชี้และนิ้วกลางแล้วดึงรั้งขึ้นด้านบนเล็กน้อย ส่องดูท่อปัสสาวะจากกระจกจนเห็นชัด จากนั้นใช้มือข้างที่ถนัดจับสายสวนค่อยๆ ใส่สายสวนเข้าไปอย่างเบามือโดยไม่ใช้แรงดัน เมื่อสอดสายสวนเข้าไปในท่อปัสสาวะได้ประมาณ 3 นิ้วให้ปล่อยมือที่แหวกอวัยวะเพศ แล้วเลื่อนกระจกออก ปล่อยให้ปัสสาวะไหลออกมาโดยใช้ถ้วยรองรับ เมื่อปัสสาวะหยุดไหล ให้กดบริเวณท้องน้อย 1-2 ครั้ง รอจนปัสสาวะหยุดไหลอีกครั้งจึงค่อยๆ ดึงสายสวนปัสสาวะออกมาเบาๆ โดยใช้นิ้วปิดรูเปิดสายสวนไว้เพื่อป้องกันไม่ให้ปัสสาวะไหลย้อนกลับ ในขั้นตอนนี้ให้สังเกตลักษณะ สี กลิ่นของปัสสาวะว่ามีความผิดปกติหรือไม่ และตวงน้ำปัสสาวะเพื่อดูปริมาณโดยควรจดบันทึกไว้ หากพบว่าปัสสาวะขุ่น มีกลิ่นเหม็น ทั้งยังมีไข้ หนาวสั่น ควรรีบไปพบแพทย์
- ล้างมือให้สะอาดด้วยน้ำและสบู่อีกครั้ง
- ล้างสายสวนปัสสาวะด้วยน้ำและสบู่ให้สะอาด โดยต้องสะบัดน้ำออกให้หมด เสียบจุกปิดไว้อย่างเดิม เก็บสายสวนไว้ในหลอดที่บรรจุน้ำยาฆ่าเชื้อ
- ล้างอุปกรณ์อื่นๆ ให้สะอาดและผึ่งให้แห้ง
- ควรต้มสายสวนปัสสาวะในน้ำเดือดอย่างน้อย 20 นาที และเปลี่ยนน้ำยาฆ่าเชื้อที่แช่สายสวนปัสสาวะทุกวัน
หมายเหตุ : วิธีการดังกล่าวเป็นเพียงขั้นตอนโดยสังเขป เพื่อให้การใส่สายสวนปัสสาวะด้วยตนเองมีความปลอดภัยและลดความเสี่ยงในการติดเชื้อ ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนทำการใส่สายสวนเองในครั้งแรก
