ทำไมควรตรวจคัดกรองมะเร็งเต้านม?

Image

แชร์


“มะเร็งเต้านม” เป็นสาเหตุการเสียชีวิตที่สำคัญอันดับ 1 ของผู้หญิงไทย และจะมีความเสี่ยงต่อโรคเมื่ออายุมากขึ้น หากพบเจอมะเร็งเต้านมในระยะเริ่มแรก และทำการรักษาทันทีจะมีโอกาสหายได้มากกว่า หากคุณเข้าข่ายใน 5 ข้อนี้…อาจเสี่ยงเป็นมะเร็งเต้านม

  • ผู้หญิงที่มีอายุ 35 ปีขึ้นไป
  • มีประวัติสมาชิกในครอบครัวเคยเป็นมะเร็งมาก่อน เพราะมีปัจจัยเสี่ยงมากกว่าผู้อื่น
  • ไม่มีลูก หรือ มีลูกคนแรกหลังอายุ 30 ปี
  • ใช้ฮอร์โมนเพศหญิงนาน
  • อ้วน และดื่มแอลกอฮอล์มาก

 

 

ตรวจก่อน รู้ก่อน แก้ไขทัน

  • การตรวจเต้านมด้วยตนเอง ช่วงอายุ: 20 ปีขึ้นไป ความถี่: เดือนละครั้ง
  • การตรวจอัลตร้าซาวด์ ช่วงอายุ: น้อยกว่า35 ปี ความถี่: 1-2 ปี ต่อครั้ง
  • การตรวจดิจิตอลแมมโมแกรม ช่วงอายุ: 35 ปีขึ้นไป ความถี่: 1-2 ปี ต่อครั้ง

 

หมายเหตุ: ผู้หญิงที่มีประวัติคนในครอบครัวเป็นมะเร็งเต้านม ควรตรวจคัดกรองตั้งแต่อายุ 30 ปีขึ้นไป เนื่องจากมีโอกาสเสี่ยงสูงกว่าผู้อื่น

 

 

การตรวจเต้านมด้วยตัวเอง (Breast Self-Examination)

ควรตรวจเป็นประจำทุกเดือน ในช่วงหลังหมดประจำเดือนไปแล้วประมาณ 7-10 วัน เนื่องจากเป็นช่วงที่ เต้านมไม่มีการคัดตึง และเกิดความผิดพลาดน้อย หากพบความผิดปกติ ดังนี้ควรรีบปรึกษาแพทย์

  • คลำเจอก้อนนูน
  • รู้สึกเจ็บ บวม แดง ร้อน
  • ลักษณะรูปทรงเต้านมผิดปกติ เปลี่ยนแปลงไป
  • ผิวของเต้านมลักษณะคล้ายเปลือกส้ม
  • มีรอยผื่นบริเวณหัวนม ซึ่งมักคิดว่าเกิดจากผื่นแพ้ เมื่อตรวจด้วยเครื่องดิจิตอลแมมโมแกรมอาจไม่พบความผิดปกติแต่อย่างใด ซึ่งในความเป็นจริงแล้วผื่นแพ้ที่เห็นนั้นเป็นรอยโรคของมะเร็งในระยะเริ่มแรกซึ่งจะรู้ผลโดยการตรวจเพิ่มเติมจากแพทย์เฉพาะทาง
  • มีน้ำใสๆ หรือเลือดซึมออกจากหัวนม ซึ่งเป็นอาการนำของโรคมะเร็งเต้านม แต่การตรวจด้วยเครื่องดิจิตอลแมมโมแกรมอาจจะมองไม่เห็นเท่าการตรวจร่างกายจากแพทย์ร่วมด้วย ผู้ป่วยที่พบว่ามีก้อนอยู่บริเวณขอบฐานของเต้านมซึ่งสามารถคลำได้เอง

 

 

การตรวจอัลตราซาวด์ (Ultrasound)

ควรเข้ารับการตรวจตั้งแต่อายุน้อยกว่า 35 ปี ควรตรวจทุกๆ 1-2 ปี ทั้งนี้ การตรวจอัลตราซาวด์ เป็นการตรวจโดยการส่งคลื่นเสียงความถี่สูงเข้าไปในเนื้อเต้านม ทำให้สามารถตรวจจับความแตกต่างของเนื้อเยื่อปกติกับก้อนในเต้านมได้

 

 

การตรวจยีนพันธุกรรม

ผู้หญิงที่มีประวัติคนในครอบครัวเป็นมะเร็งเต้านม ควรตรวจคัดกรองทางพันธุกรรม เนื่องจากมีโอกาสเสี่ยงสูงกว่าผู้อื่น เพราะมะเร็งเต้านมเกิดจากความผิดปกติในรหัสพันธุกรรมของยีน ซึ่งสามารถถ่ายทอดสู่ลูกได้ทั้งจากบิดาหรือมารดา เพื่อเป็นการป้องกันตั้งแต่เนิ่นๆ หากพบความผิดปกติในพันธุกรรมก็สามารถปรึกษาแพทย์เพื่อหาวิธีป้องกันการเป็นมะเร็งข้างต้นได้ก่อนที่จะมีอาการ

 

 

การตรวจดิจิตอลแมมโมแกรม (Digital Mammogram)

เทคโนโลยีตรวจหามะเร็งเต้านมด้วยดิจิตอลแมมโมแกรม คือ การใช้รังสีเอกซเรย์เต้านมเพื่อค้นหาความผิดปกติ ความผิดปกติที่เห็นอาจจะเป็นลักษณะก้อน ความหนาแน่นของเต้านม การกระจัดกระจายของเนื้อเต้านมที่ผิดปกติไป หรืออาจพบหินปูนในเต้านม เป็นต้น ซึ่งสามารถตรวจพบความผิดปกติในระยะเริ่มแรกได้อย่างมีประสิทธิภาพ

 

 

เนื่องจากใช้ระบบคอมพิวเตอร์ในการควบคุม และใช้ตัวรับสัญญาณภาพชนิดดิจิตอล โดยข้อมูลภาพที่ได้จะส่งผ่านระบบคอมพิวเตอร์ไปปรากฏบนหน้าจอมอนิเตอร์ที่มีความละเอียดสูง จึงช่วยให้แพทย์ที่ทำการวินิจฉัยทราบผลได้ในทันทีโดยไม่ต้องรออ่านผล และวินิจฉัยจากฟิล์มเหมือนในอดีต ดังนั้น เครื่องเอกซเรย์เต้านมระบบดิจิตอลจึงสามารถตรวจหาความผิดปกติได้ดีกว่าการตรวจแบบเอกซเรย์ทั่วไป

 

 

4 ข้อดีของดิจิตอลแมมโมแกรม (Digital Mammogram)

  • คุณภาพของภาพเอกซเรย์ ภาพคมชัด สามารถแยกความแตกต่างของไขมัน และเนื้อเยื่อชนิดต่างๆ ของเต้านมได้ชัดเจน
  • ความแม่นยำ ผลถูกต้อง และแม่นยำได้สูงถึง 90%
  • ความปลอดภัย ถูกออกแบบเพื่อให้ผู้รับบริการได้รับปริมาณรังสีต่ำ (จากการศึกษาเปรียบเทียบกับ Mammogram ระบบเก่า พบว่าการรับรังสีของผู้รับบริการด้วยเครื่องดิจิตอลแมมโมแกรม สามารถลดปริมาณรังสีลงจากเดิมประมาณ 30 – 60%)
  • ระยะเวลาในการตรวจรวดเร็ว ลดระยะเวลาในการตรวจเหลือเพียง 2 – 3 วินาที เนื่องจากมีการบันทึกภาพเต้านมแบบดิจิตอล ไม่ต้องเปลี่ยนฟิล์ม ทำให้สามารถมองเห็นภาพบนจอคอมพิวเตอร์ได้

 

 

Digital Mammogram ตรวจง่าย ไม่ยุ่งยาก

เมื่อต้องเข้ารับการตรวจ แนะนำให้ตรวจในช่วงหลังหมดประจำเดือน ไม่ควรนัดตรวจแมมโมแกรมในช่วงให้นมบุตร หรือเมื่อท่านรู้สึกคัด ตึงเต้านม หรือในช่วง 1 สัปดาห์ก่อนมีประจำเดือน เพราะจะทำให้เจ็บระหว่างตรวจมากกว่าช่วงเวลาอื่น นอกจากนี้ ในวันที่ตรวจไม่ควรทาแป้ง สารระงับกลิ่นกาย หรือโลชั่น บริเวณรักแร้ หรือทรวงอก เนื่องจากสิ่งเหล่านี้อาจทำให้เกิดจุดบนภาพ ทำให้การวินิจฉัยคลาดเคลื่อน

 

 

แจ้งผลการตรวจโดยศัลยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทาง

รังสีแพทย์ จะทำการอ่านผลการตรวจให้แพทย์เจ้าของไข้ จากนั้นศัลยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางจะเป็นผู้สรุปผลการตรวจให้ท่านทราบ หากมีความผิดปกติศัลยแพทย์จะสามารถให้คำปรึกษาเพื่อเตรียมพร้อมสำหรับแนวทางการรักษาในลำดับต่อไป สำหรับท่านใดที่เคยตรวจแมมโมแกรม หรือดิจิตอลแมมโมแกรมมาแล้ว ควรนำภาพ และผลการตรวจเดิมมาด้วย เพื่อให้รังสีแพทย์ใช้เปรียบเทียบ

 

 

แชร์


Loading...