การใช้คลื่นความถี่วิทยุเพื่อลดการบวมของเยื่อบุจมูก ( Radiofrequency volumetric tissue reduction : RFVTR)
กล่องเสียงคืออะไร?
นพ.อุทัย ประภามณฑล แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านศัลยกรรม ศีรษะ ลำคอ หลอดลม และกล่องเสียง ศูนย์หู คอ จมูก โรงพยาบาลพญาไท 3 ได้อธิบายถึง กล่องเสียง ว่า เป็นอวัยวะสำคัญอย่างหนึ่งของร่างกาย อยู่ด้านหน้าของลำคอ มีหน้าที่สำคัญ 3 อย่าง คือ
- เป็นทางผ่านของอากาศในการหายใจ
- ป้องกันอาหารไม่ให้ตกไปในหลอดลมขณะรับประทานอาหาร
- เป็นส่วนสำคัญในการเกิดเสียง
มะเร็งกล่องเสียง อันตรายแค่ไหน?
จากข้อมูลวิจัย มะเร็งกล่องเสียงจะพบได้ประมาณ 2% จากโรคมะเร็งทั้งหมด ซึ่งถือได้ว่าเป็นมะเร็งที่พบบ่อยชนิดหนึ่งในคนทั่วโลก โดยส่วนใหญ่การตรวจพบมะเร็งกล่องเสียง มักจะพบในผู้สูงอายุ ตั้งแต่อายุ 60 ปี ขึ้น ไป และพบในผู้ชายมากกว่าผู้หญิง 4-5 เท่า ในประเทศไทย พ.ศ. 2544-2546 มักจะพบในผู้หญิงประมาณ 0.3 รายต่อประชากรหญิง 100,000 คน และในผู้ชาย 2.5 รายต่อประชากร 100,000 คน
ปัจจัยเสี่ยงอะไร ที่ทำให้เป็นมะเร็งกล่องเสียง?
นพ.อุทัย ประภามณฑล ได้อธิบายถึงสาเหตุที่ทำให้เกิดโรคมะเร็งกล่องเสียง ว่า มีโอกาสเกิดจากปัจจัยเสี่ยงต่างๆ ดังนี้
- ส่วนใหญ่เกิดจากการสูบบุหรี่ ที่มีสารทำลายกล่องเสียง และก่อเกิดมะเร็ง
- การดื่มสุรา เครื่องดื่มแอลกอฮอล์
- การขาดสารอาหารบางชนิด โดยพบได้สูงในคนที่ขาดการกินผักและผลไม้
- การเป็นโรคกรดไหลย้อน
- ฝุ่นละอองจากสารบางชนิดเรื้อรัง เช่น ฝุ่นไม้ หรือ ฝุ่นแร่ใยหิน (asbes tos)
- การติดเชื้อไวรัสเอชพีวี
มีอาการอย่างไร เมื่อเป็นมะเร็งกล่องเสียง?
สัญญาณเตือนของมะเร็งกล่องเสียง สามารถสังเกตได้จากอาการต่างๆ ดังต่อไปนี้
- เสียงแหบ
- เจ็บคอ
- ไอมีเสมหะ อาจมีเสมหะปนเลือด
- ปวดหู
- เมื่อก้อนเนื้อโตมาก จะอุดกั้นทางเดินหายใจ ทำให้หายใจไม่ออก หายใจติดขัด
- คลำได้ต่อมน้ำเหลืองลำคอโต ไม่เจ็บ
มะเร็งกล่องเสียงระยะไหน อันตรายที่สุด?
พัฒนาการของมะเร็งเป็นสิ่งสำคัญที่เราควรรู้ เพื่อใช้ประกอบกับการสังเกตอาการ โดยความรุนแรงจะขึ้นอยู่กับระยะลุกลามของโรค ทั้งนี้ นพ.อุทัย ประภามณฑล ได้อธิบายถึงระยะของมะเร็งกล่องเสียง เอาไว้ว่า สามารถแบ่งออกได้เป็น 4 ระยะ ดังต่อไปนี้
- ระยะที่ 1 : ก้อนมะเร็ง ลุกลามอยู่เฉพาะในกล่องเสียงเพียงตำแหน่งเดียว
- ระยะที่ 2 : ก้อนมะเร็งลุกลามเข้ากล่องเสียงตั้งแต่สองตำแหน่งขึ้นไป
- ระยะที่ 3 : ก้อนมะเร็ง ลุกลามจนสายเสียงไม่สามารถเคลื่อนไหวได้ และ/หรือ มีต่อมน้ำเหลืองลำคอขนาดเล็กไม่เกิน 3 ซม. เพียง 1 ต่อม
- ระยะที่ 4 : ก้อนมะเร็ง ลุกลามเข้าผิวหนัง และ/หรือ ต่อมไทรอยด์ และ/หรือ หลอดอาหาร และ/หรือ มีต่อมน้ำเหลืองลำคอโตหลายต่อม และ/หรือ ต่อมน้ำเหลืองลำคอขนาดโตมากกว่า 6 ซม. และ/หรือ มีโรคแพร่กระจายเข้ากระแสโลหิตไปยังอวัยวะอื่นๆ ที่พบบ่อย คือ เข้าสู่ปอด
วิธีการรักษามะเร็งกล่องเสียง ทำได้อย่างไรบ้าง?
นพ.อุทัย ประภามณฑล ได้อธิบายถึงแนวทางในการรักษามะเร็งกล่องเสียงว่า สามารถทำได้หลักๆ 3 วิธี คือ
- การผ่าตัด
- การฉายรังสี
- การให้ยาเคมีบำบัด
การรักษามะเร็งกล่องเสียงด้วยการผ่าตัด
การผ่าตัดในผู้ป่วยแต่ละรายจะแตกต่างกันไปตามระยะของมะเร็ง สำหรับมะเร็งในระยะแรก การผ่าตัด จะเป็นเพียงการตัดบางส่วนของกล่องเสียงออกไป ซึ่งในที่สุดผู้ป่วยก็ยังสามารถหายใจและ พูดได้โดยอาศัย กล่องเสียงในส่วนที่เหลืออยู่ แต่หากเป็นมะเร็งในระยะลุกลาม การรักษาจำเป็นต้องตัดกล่องเสียงออกทั้งหมด (total laryngectomy) ผู้ป่วยกลุ่มหลังนี้จะมีรูเปิดของหลอดลมออกมาทางด้านหน้าของคออย่างถาวร ซึ่งผู้ป่วยต้องใช้รูเปิดนี้สำหรับการหายใจ และผู้ป่วยจะไม่สามารถพูดมีเสียงได้
- Vocal cord stripping เป็นการผ่าตัดเอาเฉพาะเยื่อบุผิวชั้นนอกของเส้นเสียงออก ใช้ในการรักษาโรคมะเร็งระยะแรกเท่านั้น ผู้ป่วยสามารถพูดและหายใจได้ตามปกติหลังการผ่าตัด
- การผ่าตัดโดยใช้เลเซอร์ อาจใช้ในการรักษาโรคมะเร็งระยะแรกเท่านั้น
- การตัดเส้นเสียง (Cordectomy) อาจผ่าตัดเส้นเสียงออกทั้งสองข้างซึ่งอาจทำให้เสียงแหบหลังการผ่าตัด ใช้ในการรักษาโรคมะเร็งระยะแรกเท่านั้น
- การผ่าตัดกล่องเสียงออกบางส่วน ก้อนมะเร็งขนาดเล็กที่กล่องเสียงสามารถรักษาโดยการผ่าตัดเอาก้อนมะเร็งและกล่องเสียงออกเพียงบางส่วนได้ทำให้มีโอกาสที่จะพูดได้หลังการผ่าตัด
- การผ่าตัดกล่องเสียงออกทั้งหมด ใช้ในกรณีก้อนมะเร็งมีขนาดใหญ่หรือลุกลามอวัยวะข้างเคียง หลังการผ่าตัดต้องมีการเจาะคอเพื่อใส่ท่อช่วยหายใจร่วมด้วย และจะไม่สามารถพูดได้หลังการผ่าตัด
- การผ่าตัดเนื้อเยื่อ และต่อมน้ำเหลืองที่คอ เนื่องจากโรคมะเร็งมักมีการแพร่กระจายไปยังต่อมน้ำเหลืองที่คอ จึงต้องผ่าตัดต่อมน้ำเหลืองออกไปด้วยการผ่าตัดมากน้อยเท่าใดขึ้นกับระยะของโรค
- การเจาะคอ ถ้าก้อนมะเร็งมีขนาดใหญ่มาก หรือมีการอุดตันของท่อลมผู้ป่วยจำเป็นต้องได้รับการเจาะคอแล้วใส่ท่อช่วยหายใจเพื่อช่วยระบบการหายใจ
- ผู้ป่วยจะยังคงได้รับสารน้ำและเกลือแร่เข้าทางหลอดเลือดดำ
- ผู้ป่วยไม่สามารถกินอาหารทางปากได้ในช่วง 2 สัปดาห์แรก
- ผู้ป่วยจะได้รับอาหารเหลวทางท่อที่ใส่ผ่านทางจมูกลงไปยัง กระเพาะอาหาร (nasogastric tube)
- หากไม่มีภาวะแทรกซ้อนใดๆ หลังผ่าตัด 10–14 วัน แพทย์จึงเริ่มให้ผู้ป่วยกินอาหารทางปาก
ภาวะแทรกซ้อน หลังผ่าตัดกล่องเสียงมีอะไรบ้าง?
ภาวะแทรกซ้อนที่มักพบได้บ่อยหลังการผ่าตัดกล่องเสียง เพื่อรักษามะเร็ง ได้แก่ การรั่วของผนังทางเดินอาหารในส่วนที่เย็บซ่อมไว้หลังจากการตัดกล่องเสียงออก (fistula) ซึ่งกรณีดังกล่าวผู้ป่วยต้องพักอยู่ในโรงพยาบาลนานขึ้น เพื่อดูแลและทำความสะอาดแผล และจำเป็นต้องให้อาหารทางท่อให้อาหารนานกว่าปกติ จนกว่าแผลรูรั่วดังกล่าวจะสมานจนเป็นปกติ
จะพูดได้หรือไม่ หลังผ่าตัดกล่องเสียง?
อย่างที่กล่าวไปแล้วว่า การผ่าตัดกล่องเสียงมีอยู่ด้วยกันหลายลักษณะ ขึ้นอยู่กับความรุนแรงและระยะลุกลามของโรค อย่างไรก็ดี หากผู้ป่วยไม่ได้รักษาแบบผ่าตัดกล่องเสียงทิ้งทั้งหมด ภายหลังจากการผ่าตัดกล่องเสียงแล้ว ผู้ป่วยสามารถเข้ารับการฝึกพูดได้ โดยหลังจากที่อาการดีขึ้น ผู้ป่วยสามารถรับการฝึกพูดได้ด้วยกัน 3 วิธี ได้แก่
- สร้างเสียงจากหลอดอาหาร (esophageal voice)
- ใส่กล่องเสียงเทียม (tracheoesophageal prosthesis)
- ใช้เครื่องช่วยพูดแบบใช้ไฟฟ้า (electrolarynx)
การรักษามะเร็งกล่องเสียง ด้วยการฉายรังสี
นพ.อุทัย ประภามณฑล ได้อธิบายถึง การรักษามะเร็งกล่องเสียง ด้วยวิธีการฉายรังสี ว่าป็นการใช้รังสีที่มีพลังงานสูงฆ่าเซลล์มะเร็งหรือทำให้ก้อนมะเร็งมีขนาดเล็กลง การฉายรังสีจากภายนอกเป็นการรักษาหลักในมะเร็งกล่องเสียง ซึ่งอาจใช้รักษาแทนการผ่าตัดในก้อนมะเร็งขนาดเล็กหรือใช้ในผู้ป่วยที่ไม่เหมาะสมในการผ่าตัด นิยมใช้การฉายรังสีร่วมกับการให้ยาเคมีบำบัด ปกติจะให้การรักษา 5 วันต่อสัปดาห์ จำนวนครั้งในการฉายรังสี 30-35 ครั้ง
ผลข้างเคียงจากการฉายรังสี
- ปากแห้ง
- กลืนลำบาก
- สีผิวหนังบริเวณที่ฉายรังสีเปลี่ยนไป
- เจ็บปากและคอ ทำให้ทานอาหารลำบาก น้ำหนักลด จะเริ่มมีอาการเมื่อฉายรังสีไปประมาณ 2 สัปดาห์ และอาการจะทุเลาลงหลังฉายรังสีครบแล้วประมาณ 2 สัปดาห์
- หายใจลำบาก เนื่องจากกล่องเสียงที่บวมมากขึ้นหลังการฉายรังสี
- เสียงแหบ
- รับรสชาติอาหารได้ลดลง
การรักษามะเร็งกล่องเสียง ด้วยการให้ยาเคมีบำบัด
นับเป็นอีกหนึ่งวิธีที่ใช้ในการรักษามะเร็งกล่องเสียง โดยขึ้นอยู่กับอาการและการพิจารณาของแทพย์ โดยมีผลข้างเคียงที่พบได้บ่อย ดังนี้
- คลื่นไส้ อาเจียน อ่อนเพลีย เหนื่อยง่าย เบื่ออาหาร
- ผมร่วง
- เม็ดเลือดขาวต่ำ ทำให้มีโอกาสติดเชื้อได้ง่าย
- เลือดออก หรือฟกช้ำได้ง่ายเมื่อได้รับการกระทบกระแทก เนื่องจากเกร็ดเลือดต่ำ
