ค้นหา...บทความทางการแพทย์

ศูนย์การแพทย์

ตับแข็ง ไม่ใช่แค่ดื่มหนัก เป็นไวรัสตับ…กินยามานานก็เสี่ยง!


ตับแข็ง ไม่ใช่แค่ดื่มหนัก เป็นไวรัสตับ…กินยามานานก็เสี่ยง!


เราจะทำอย่างไร ถ้าไม่อยากเป็น ตับแข็ง
จะรู้ได้อย่างไร ว่าเป็นตับแข็ง
เราจะรักษาอย่างไร ถ้าเป็น ตับแข็ง
ถ้าตับเสียหายแล้ว ยังรักษาได้ไหม

เรื่อง “ตับแข็ง” ไม่ใช่ปัญหาของนักดื่มสุราเท่านั้น แต่ใครๆ ก็เป็นได้ เพราะถ้าเมื่อใดที่คุณเป็นไวรัสตับอักเสบ B, C, มีไขมันสะสมในตับ หรือทานยามานาน ๆ ก็ย่อมเสี่ยงเป็นตับแข็งได้ ถ้าไม่รับการรักษาอย่างถูกต้อง แต่ก่อนที่โรคนี้จะมาสู่วงจรในชีวิตเรา เรารีบไปทำความรู้จัก เพื่อรู้ทันกันก่อนดีกว่า

ทุกคนคงทราบกันดีว่า “ตับ” เป็นอวัยวะที่ใหญ่ที่สุดในร่างกาย มีหน้าที่เป็นแหล่งสะสมพลังงานสารอาหารและวิตามินในร่างกาย คอยกำจัดสารพิษออกจากร่างกาย สร้างภูมิคุ้มกันในการต่อสู้กับเชื้อโรค กำจัดเชื้อโรคจากเลือด สร้างโปรตีนที่ใช้ในการแข็งตัวของเลือด สร้างน้ำดีในการดูดซึมไขมันและวิตามินที่ละลายในไขมัน เราทุกคนจะไม่สามารถมีชีวิตอยู่ได้ถ้าไม่มีตับ พูดง่ายๆว่าตับนั้นสำคัญแบบสุดๆ

ตับแข็ง…แข็งยังไง

ตับแข็ง คือ การที่ตับเกิดความเสียหาย มีพังผืดเกิดขึ้นทดแทนเซลล์ปกติ จนขัดขวางการไหลของเลือดเข้าตับทำให้ตับไม่สามารถทำงานได้ดังเดิม ตับแข็งเป็นสาเหตุของการเสียชีวิตของประชากรโลก 25,000 คน ทุกปี และถูกจัดเป็นสาเหตุการตายที่เกิดจากโรคเป็นอันดับที่ 8 อีกด้วย

ไปดูกันว่าอะไรบ้างที่เป็นสาเหตุของการเกิด “ตับแข็ง”

  • ตับอักเสบจากการดื่มสุรา การดื่มสุราปริมาณมากเป็นเวลานานๆ มากกว่า 10 ปีขึ้นไป จะทำให้เกิดตับแข็งได้โดยปริมาณการดื่มสุราที่ทำให้ตับเกิดการบาดเจ็บนั้นต้องบอกว่าแตกต่างกันในแต่ละคน

    • สำหรับผู้หญิงเฉลี่ยปริมาณการดื่ม 2-3 ครั้ง/วัน ก็จะเกิดตับแข็งได้

    • ส่วนผู้ชายปริมาณการดื่ม 3-4 ครั้ง/วัน จึงจะเกิดตับแข็ง

    เพราะว่าแอลกอฮอล์จะไปยับยั้งการทำงานของร่างกาย ยับยั้งการย่อยสลายของโปรตีน ไขมัน และคาร์โบไฮเดรต ทำให้เกิดอันตรายต่อตับ

  • ตับอักเสบจากไวรัสตับอักเสบ C การติดเชื้อไวรัสตับอักเสบ C จะทำให้ตับบาดเจ็บทีละน้อย โดยผู้ป่วยจะไม่รู้สึกมีอาการเจ็บเลย จนกระทั่งตับแข็ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากผู้ป่วยที่มีไวรัสตับอักเสบ C ดื่มสุราร่วมด้วย ก็จะยิ่งทำให้ตับแข็งเร็วขึ้น

  • ตับอักเสบจากไวรัสตับอักเสบ B และ D การติดเชื้อไวรัสตับอักเสบ B เป็นการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบที่พบบ่อยที่สุดในทุกๆประเทศ ยกเว้นในสหรัฐอเมริกาและประเทศทางยุโรปตะวันตก ลักษณะของไวรัสตับอักเสบ B จะเหมือนไวรัสตับอักเสบ C คือจะทำให้ตับมีการอักเสบทีละน้อย จนเป็นตับแข็งซึ่งใช้เวลาเป็นสิบปี ส่วนไวรัสตับอักเสบ D จะพบในผู้ป่วยที่เป็นไวรัสตับอักเสบ B อยู่แล้ว โดยในประเทศไทยพบว่าส่วนใหญ่ไวรัสตับอักเสบ D ติดต่อจากการใช้เข็มฉีดยาในกลุ่มที่ใช้ยาเสพติด

  • ตับอักเสบจากภูมิคุ้มกันร่างกาย เป็นการอักเสบเรื้อรังที่ผู้ป่วยอาจไม่มีอาการ โดยเกิดจากภูมิคุ้มกันของเราไปทำลายเนื้อตับทีละน้อย

  • โรคที่ถ่ายทอดทางพันธุกรรม การขาดสารบางอย่าง (Alpha-1 Antitrypsin deficiency) การมีธาตุเหล็กสะสมในตับและอวัยวะอื่นมากเกิน (Hemochromatosis) การที่ตับไม่สามารถขับธาตุทองแดงออกจากร่างกาย (wilson’s disease) การมีสารจำพวกแป้งสะสมในตับและอวัยวะอื่นมากเกินไป (Glycogen storage disease) สิ่งต่าๆเหล่านี้ล้วนแต่ทำให้การทำงานของตับผิดปกติ โดยที่ผู้ป่วยไม่มีความรู้สึกผิดปกติอะไร จนในที่สุดกลายเป็นตับแข็ง

  • ไขมันสะสมในตับมากเกิน เกิดจากภาวะที่ไขมันเข้าไปแทรกอยู่ในเนื้อตับ และเกิดการสะสมเป็นจำนวนมากจนในที่สุดทำให้เซลล์ถูกเบียดเบียนและเกิดเป็นแผลเป็น ซึ่งพบว่ามีความสัมพันธ์กับโรคเบาหวาน การขาดสารโปรตีน โรคอ้วน หัวใจขาดเลือดและการใช้ยาสเตรียรอยด์

  • การอุดกั้นของท่อน้ำดี เมื่อท่อน้ำดีมีการอุดตัน ตับก็จะไม่สามารถส่งน้ำดีออกมาช่วยย่อยอาหารได้ ทำให้น้ำดีเกิดการคั่งในตับและมีผลทำให้ตับบาดเจ็บ ในเด็กแรกเกิดมักเป็นจากการที่ท่อน้ำดีมีการลดจำนวนลง ส่วนในผู้ใหญ่อาจเกิดจากการผ่าตัดถุงน้ำดีแล้วไปผูกถูกท่อน้ำดี

  • ยา สารพิษ และการติดเชื้ออื่นๆ การใช้ยาเป็นระยะเวลานานเกินไปโดยไม่จำเป็น การสัมผัสกับสภาพแวดล้อมที่เป็นพิษ รวมไปถึงการรับประทานอาหารที่ไม่สะอาด มีตัวพยาธิ เช่น พยาธิใบไม้ หรือภาวะที่หัวใจล้มเหลวบ่อยๆ ล้วนแต่ทำให้เลือดคั่งที่ตับจนในที่สุดเกิดภาวะตับแข็งได้นั่นเอง

อาการแบบไหน ที่บอกว่าตับแข็งมาเยือน

บางโรคอาการอาจเป็นตัวบ่งชี้ได้ว่าคุณเป็นโรคใดโรคหนึ่ง แต่...ตับแข็งคุณจะรอแต่ให้มีอาการนั้นคงไม่ได้ เพราะผู้ป่วยจำนวนมากที่มีตับแข็ง มักไม่มีอาการใดเลยในระยะแรกๆ แต่จะมีอาการเมื่อมีพังผืดมาแทนที่เนื้อตับที่ดีมากขึ้นเรื่อยๆ นั่นล่ะจะทำให้การทำงานของตับแย่ลง จนในที่สุดผู้ป่วยจะมีอาการเหนื่อยง่าย อ่อนเพลีย เบื่ออาหาร คลื่นไส้ น้ำหนักลด และถ้าตับแข็งเป็นมาก รุนแรงขึ้น ก็จะเกิดโรคแทรกซ้อนข้างเคียงได้

นี่ล่ะ! ความน่ากลัวของตับแข็ง ไม่ใช่แค่ปัญหาเรื่องตับแข็งเท่านั้น แต่ ภาวะแทรกซ้อนของตับแข็งคือสิ่งที่อันตรายไม่แพ้กัน มีอะไรบ้างไปดูพร้อมกัน

  • ขาบวมและท้องมาน เมื่อตับสูญเสียการทำงานการสร้างโปรตีน (คืออัลบูลมินซึ่งเป็นโปรตีนที่ใช้ในการดึงน้ำไว้ในหลอดเลือด) จะลดลง ทำให้น้ำในหลอดเลือดรั่วออกมาสะสมที่ขา ทำให้ขาบวมและมีน้ำในช่องท้องทำให้เกิดท้องมาน

  • รอยช้ำและเลือดออก เมื่อตับไม่สามารถสร้างโปรตีนที่ใช้ในการแข็งตัวของเลือด ผู้ป่วยจึงมีรอยช้ำได้ง่าย รวมทั้งเลือดออกง่ายและหยุดยากด้วย

  • ภาวะเหลือง(ดีซ่าน) จะมีอาการเหลืองที่ตาและตามร่างกาย เนื่องจากร่างกายไม่สามารถขับบิลิรูบิน (Bilirubin) ออกจากร่างกายได้ จึงทำให้ปริมาณสารบิลิรูบินในกระแสเลือดมากเกินไปจนเกิดภาวะตัวเหลืองหรือดีซ่านนั่นเอง

  • อาการคัน เนื่องจากน้ำดีไปสะสมตามผิวหนัง ทำให้เกิดการระคายเคืองต่อผิวหนัง

  • นิ่วในถุงน้ำดี ตับแข็งทำให้น้ำดีที่สร้างไม่สามารถถูกส่งไปยังถุงน้ำดีได้อย่างปกติ ทำให้เกิดการคั่งค้างของนำดีจนเกิดเป็นนิ่วในที่สุด

  • สารพิษในเลือดและสมองสูงขึ้น ภาวะตับแข็งทำให้ร่างกายไม่สามารถกำจัดสารพิษออกจากเลือด ทำให้ปริมาณสารพิษจากการย่อยสลายของอาหารและจากร่างกายเพิ่มสูงขึ้น จึงมีผลต่อสมอง ทำให้ผู้ป่วยไม่สามารถทำงานได้ บุคลิกภาพเปลี่ยนแปลง ซึม จนอาจถึงขั้นเสียชีวิต

  • ภาวะไวต่อการเกิดพิษจากยา เนื่องจากตับทำหน้าที่ในการกรองยาออกจากเลือดน้อยลง  ทำให้ยาที่รับประทานออกฤทธิ์นานขึ้น และอาจสะสมในร่างกายจนอาจมีผลข้างเคียงเกิดขึ้นได้

  • ภาวะความดันในระบบหลอดเลือดดำของตับสูง โดยปกติเลือดจากลำไส้และม้ามจะไหลเข้าสู่ตับโดยผ่านทางหลอดเลือดดำ ที่เรียกว่า Portal Vein เมื่อตับแข็งเลือดก็จะไหลเวียนเข้าสู่ตับได้ช้าลง ทำให้ความดันสูงขึ้น ส่งผลให้หลอดเลือดดำบริเวณหลอดอาหารและกระเพาะอาหารขยายตัวจนกลายเป็นหลอดเลือดดำขอด ที่เรียกว่า Varix  ซึ่งหลอดเลือดดำขอดเหล่านี้มีผนังบางและแตกรั่วง่ายจึงอาจทำให้เกิดภาวะตกเลือดในหลอดอาหารหรือกระเพาะอาหาร ทำให้ผู้ป่วยจะถ่ายอุจจาระดำเหลวหรืออาเจียนเป็นเลือด จนถึงแก่ชีวิตได้

  • โรคติดเชื้อ ผู้ป่วยโรคตับแข็งมักมีโอกาสติดเชื้อและเป็นโรคง่ายกว่าคนปกติเพราะภูมิคุ้มกันต่ำนั่นเอง

อยากรู้ ตับแข็งหรือไม่ ต้องวินิจฉัยให้ชัด

การตรวจให้รู้ว่าเข้าข่ายตับแข็งหรือไม่นั้น แพทย์จะทำการซักประวัติอาการอย่างละเอียด ร่วมกับการตรวจเลือด และตรวจเพิ่มเติมอื่นๆ เช่น การตรวจเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ (CT scan) การตรวจอัลตราซาวด์ การตรวจตับและม้ามด้วยรังสี (Radioisotope scan) เครื่องไฟโบรสแกน (Fibroscan) การเจาะผ่านผิวหนัง (Liver biopsy)เพื่อเอาตัวอย่างจากเนื้อตับส่งตรวจทางห้องปฏิบัติการ

ตับแข็งรักษาได้หรือไม่?

สิ่งที่แพทย์จะต้องแจ้งกับผู้ป่วยทุกคนเสมอ คือ ตับแข็งนั้นไม่สามารถรักษาให้ตับกลับมาดีเท่าเดิมได้ หลักของการรักษาตับแข็งนั้น เพื่อต้องการให้เนื้อตับไม่ถูกทำลายมากขึ้น หรือช่วยชะลอความเสียหาย และลดการเกิดภาวะแทรกซ้อนลง การรักษาของแพทย์จะมุ่งเน้นไปที่สาเหตุของการเกิดโรค อาทิ การใช้ยาประเภทต่างๆ การส่องกล้องรักษา หรือถ้าตับเสียหายมากหรือมีโรคแทรกซ้อนเกิดขึ้นจนควบคุมไม่ได้อาจพิจารณารักษาโดยการผ่าตัดเปลี่ยนตับ ซึ่งในปัจจุบันการผ่าตัดเปลี่ยนตับได้ผลดีมีอัตราความสำเร็จถึง 80-90%

นอกจากการรักษาตามกระบวนการตามดุลพินิจของแพทย์แล้ว “ผู้ป่วยเอง” ก็คือบุคคลสำคัญที่จะทำให้การรักษาบรรลุตามเป้าหมาย ผู้ป่วยจะต้องใส่ใจดูแลสุขภาพของตนเอง หลีกเลี่ยงสิ่งที่เป็นสาเหตุที่ทำร้ายสุขภาพ ส่งผลเสียหายต่อตับ และทำให้ภาวะแทรกซ้อนอื่นๆ เช่น หยุดดื่มเครื่องดื่มประเภทแอลกอฮอล์ หยุดทานยาที่เคยทานมานาน ซึ่งเป็นสาเหตุทำให้ตับเสียหาย ลดอาหารเค็มกรณีมีภาวะท้องมาน เป็นต้น

ปัญหาเรื่องตับแข็ง หากมองอย่างละเอียดจะทำให้เห็นว่า สาเหตุของโรคนั้นมีทั้งที่เราไม่อาจควบคุมได้ และ ที่เกิดขึ้นเพราะพฤติกรรมการใช้ชีวิต ดังนั้นคงดีกว่าถ้าเราจะเริ่มต้นรักสุขภาพ มอบสิ่งที่ดีมีประโยชน์ให้กับตัวเอง เลี่ยงสิ่งที่จะทำร้ายตับ เพื่อเป็นตัวช่วยในการลดความเสี่ยงการเกิดภาวะตับแข็ง ให้กับเจ้าอวัยวะที่ ใหญ่ที่สุดในร่างกายของเรา 

 



นพ.วิริยะ ตันเยาวลักษณ์
แพทย์ศูนย์ส่องกล้องทางเดินอาหารและโรคตับ
โรงพยาบาลพญาไท 3
สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม โทร. 02-4671111 ต่อ 3260
นัดหมายแพทย์

Rate this article : ตับแข็ง ไม่ใช่แค่ดื่มหนัก เป็นไวรัสตับ…กินยามานานก็เสี่ยง!

Posted by : Phyathai Hospital

    Review :

แพทย์

ปรึกษาแพทย์ออนไลน์

โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย
ข้อมูลส่วนตัวของคุณจะถูกเก็บรักษาไว้เป็นความลับอย่างเข้มงวดเพื่อความเป็นส่วนตัวของคุณ

บทความที่เกี่ยวข้อง