โรคเฮอร์แปงไจน่า (Herpangina) มักระบาดในช่วงฤดูฝน และพบบ่อยในเด็กอายุ 2 ถึง 10 ปี
สาเหตุของโรคเฮอร์แปงไจน่า ?
โรคนี้เกิดจากเชื้อไวรัสที่อยู่ในกลุ่มคอกซากีไวรัสกรุ๊ปเอ (Coxsackie viruses A sero type 1 – 10, 16 และ 22) และเอ็นเทอร์โรไวรัส (Enterovirus)
โรคเฮอร์แปงไจน่า ติดต่อได้อย่างไร ?
โรคเฮอร์แปงไจนาเป็นโรคติดต่อได้จากการสัมผัสน้ำมูก น้ำลาย สารคัดหลั่ง และอุจจาระของคนที่มีเชื้อ เพราะบางครั้งอาจสัมผัสแล้วนำมือเข้าปากและเผลอรับประทานเข้าไปทำให้ติดเชื้อได้ ทั้งนี้ ผู้ป่วยจะมีอาการหลังได้รับเชื้อประมาณ 3-14 วัน ซึ่งผู้ป่วยที่ติดเชื้อจะแพร่เชื้อได้ตั้งแต่วันแรกไปจนกว่าจะหายจากโรค คือ ประมาณ 1-2 สัปดาห์นับจากติดเชื้อ
กลุ่มเสี่ยงของโรคนี้จะเป็นมากในเด็กที่อายุน้อยกว่า 10 ปี และเจอในเด็กมากกว่าผู้ใหญ่ เนื่องจากเด็กยังไม่มีภูมิต้านทานของเชื้อนี้ โดยเฉพาะเด็กที่ไปโรงเรียนอนุบาลมักเล่นหรือหยิบจับสิ่งของรวมกัน จึงมีโอกาสติดเชื้อได้ง่าย โดยตัวเชื้อจะอยู่ได้นานในอากาศเย็นและชื้น จึงระบาดมากในฤดูฝน แต่ก็สามารถพบได้ทุกฤดู
อาการของโรคเฮอร์แปงไจน่า
ผู้ป่วยโรคเฮอร์แปงไจนา โดยทั่วไปอาการไม่รุนแรง แต่อาจมีไข้เฉียบพลัน ไข้อาจสูงถึง 40 องศาเซลเซียส ปวดศีรษะ ปวดตามตัว อาจมีอาเจียน และอาการเด่นคือจะมีอาการเจ็บบริเวณเพดานปากและคอนำมาก่อน ต่อมา (ภายใน 1 วัน) จะมีจุดแดงๆ บริเวณเพดานอ่อน ลิ้นไก่ และอาจมีตุ่มแดงที่ทอนซิล หรือบริเวณในลำคอด้วยก็ได้
ทั้งนี้ อาจเป็นแผลเล็กๆ ตรงกลางตุ่มน้ำนั้น หรืออาจมีการอักเสบรอบๆ แผลได้ จำนวน 5-10 ตุ่ม อย่างไรก็ตาม ไข้จะลดลงภายใน 2-4 วัน แต่แผลอาจคงอยู่ประมาณ 1 สัปดาห์ก็ได้
สิ่งที่ต้องระวัง คือภาวะแทรกซ้อนที่สามารถพบได้ เช่น ก้านสมองอักเสบ กล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ กล้ามเนื้ออ่อนแรง ที่ส่งผลต่อการเสียชีวิต แต่ภาวะแทรกซ้อนดังกล่าวพบไม่บ่อยนัก
การรักษาโรคเฮอร์แปงไจน่า
รักษาตามอาการ ได้แก่ เช็ดตัวเพื่อช่วยลดไข้ ให้ยาพาราเซตามอล (Paracetamol) ไม่ต้องให้ยาต้านไวรัส หรือยาต้านจุลชีพ (ยาปฏิชีวนะ) ยกเว้นในรายการที่สงสัยว่ามีอาการติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อน
สำหรับเด็กที่ป่วยเป็นโรคนี้ สามารถรับประทานอาหารได้ทุกอย่าง เด็กคนไหนมีอาการมากไม่ยอมกลืนอาหาร ควรรับประทานอาหารอ่อน หรือ น้ำเย็น นมเย็น ไอศครีม และอาจให้ยาชา เพื่อให้เด็กสามารถรับประทานอาหารได้ หรือยาทาเพื่อรักษแผลในปากเพื่อบรรเทาอาการเจ็บ โดยทั่วไปโรคสามารถหายเองได้
เมื่อไรควรนำเด็กพบแพทย์
ควรรีบนำเด็กพบแพทย์ เมื่อเด็กมีอาการมาก ได้แก่
- เมื่ออาการไข้ไม่ลดลงภายใน 3 วัน หรือมีไข้สูง
- รับประทานอาหารและดื่มนมไม่ได้ มีภาวะขาดน้ำ เช่น ปากแห้ง ปัสสาวะน้อยลง
- ซึมลง
การป้องกันโรคเฮอร์แปงไจน่า
ปัจจุบันยังไม่มีวัคซีนป้องกันโรคเฮอร์แปงไจน่า วิธีป้องกันที่ดีที่สุด คือล้างมือให้สะอาดด้วยน้ำสบู่และน้ำสะอาด และระวังการสัมผัสน้ำลาย น้ำมูก ข้าวของเครื่องใช้ของเด็กที่เป็นโรค ซึ่งรวมทั้งของเล่นต่างๆ ด้วย หากเด็กป่วยให้งดไปโรงเรียน 7 วัน เพื่อป้องการการแพร่เชื้อ
