โรคภูมิแพ้ เกิดจากการอักเสบของอวัยวะในแต่ละส่วนของร่างกาย มักพบได้ในเด็กเล็กถึงเด็กโต โดยในแต่ละช่วงวัยจะพบโรคภูมิแพ้ที่แตกต่างกันออกไป เช่น ในช่วงแรกเกิดถึง 1 ปีแรก จะพบโรคภูมิแพ้ผิวหนังในเด็ก โดยเด็กมักจะมีผื่นตามข้อพับหรือแก้ม เป็นๆ หายๆ และที่พบได้บ่อยอีกเช่นกัน คือ อาการแพ้อาหารโดยในช่วงขวบปีแรกที่พบได้คือ การแพ้นมวัว ไข่ (ไข่แดง ไข่ขาว) แป้งสาลี ถั่วลิสง ถั่วเหลือง เป็นต้น
การทดสอบภูมิแพ้ทำโดยวิธีใดได้บ้าง
มีวิธีการทดสอบภูมิแพ้ 2 วิธีดังนี้
- การทดสอบโดยการสะกิดผิว (Skin prick Test) คือการนำสารสกัดภูมิแพ้มาหยอดลงบนผิวหนัง โดยตำแหน่งที่นิยมทำ คือ ท้องแขนหรือหลัง จากนั้นใช้ปลายเข็มสะกิดเพื่อให้น้ำยาสามารถซึมเข้าสู่ใต้ผิวหนัง สังเกตปฏิกิริยาตอบสนองของร่างกายต่อสารก่อภูมิแพ้ ประมาณ 15-20 นาที
ข้อดีของการทดสอบโดยการสะกิดผิว คือ หลังจากทำการทดสอบสามารถรู้ผลได้ทันที แต่มีข้อจำกัด คือ ต้องหยุดยาแก้แพ้ก่อนทำการทดสอบและเด็กต้องมีผิวที่สามารถทำการทดสอบได้ เช่น ไม่ใช่ผิวที่ไวต่อการสะกิด เพราะอาจทำให้เกิดผลลบลวงได้
- การทดสอบโดยการเจาะเลือดตรวจค่าการแพ้ต่อสารก่อภูมิแพ้โดยตรง(Specihc IgE) ซึ่งสามารถตรวจได้ทั้งภูมิแพ้อาหาร เช่น นมวัว ไข่แดง ไข่ขาว แป้งสาลี ถั่ว และภูมิแพ้ทางอากาศ เช่น ไรฝุ่น ขนสุนัข ขนแมว
ข้อดีของการทดสอบโดยการเจาะเลือด คือ สามารถทดสอบในเด็กที่ไม่สามารถทำการทดสอบโดยการสะกิดทางผิวหนังได้ เช่น เด็กที่มีอาการแพ้รุนแรงจำเป็นต้องใช้ยาแก้แพ้ต่อเนื่องไม่สามารถหยุดยาได้ หรือเด็กที่มีผิวที่ไวต่อการสะกิด โดยผลตรวจเลือดจะใช้เวลาในการทดสอบ และจะทราบผลตรวจภายใน 5-7 วัน
การปฏิบัติตัวหลังทราบผลว่าเป็นภูมิแพ้
ในส่วนของคนที่เป็นภูมิแพ้ทางอากาศมักจะมีภาวะไวต่อสารที่ก่อภูมิแพ้ เช่น แพ้ไรฝุ่น ขนสุนัข ขนแมว ดังนั้นหากเราทราบว่าเราแพ้ต่อสารภูมิแพ้ชนิดใดและหลีกเลี่ยงสารก่อภูมิแพ้ชนิดนั้นๆ อย่างถูกวิธี จะสามารถทำให้อาการภูมิแพ้อากาศดีขึ้นได้ ส่วนสารก่อภูมิแพ้ทางอาหาร หากตรวจพบว่ามีการแพ้แนะนำให้ปรึกษาแพทย์เพื่อการวินิจฉัยอย่างถูกต้อง และพิจารณาหลีกเลี่ยงรวมถึงทราบถึงแนวทางการปฏิบัติตัวหากสัมผัสกับอาหารชนิดนั้นๆ โดยบังเอิญ และติดตามอาการรวมถึงค่าการแพ้อาหารชนิดนั้นๆ เพื่อวางแผนในการดูแลต่อไป โดยแพทย์จะพิจารณาใช้ผลการตรวจการแพ้อาหารมาติดตามภาวะที่หายจากการแพ้อาหารได้ เนื่องจากการแพ้อาหารในเด็กนั้นโดยส่วนใหญ่สามารถหายขาดได้
