Stroke โรคหลอดเลือดสมอง ภัยเงียบที่ต้องรู้ทันก่อนสายไป
โรคหลอดเลือดสมอง หรือ Stroke หนึ่งในภัยเงียบใกล้ตัวที่คุกคามชีวิตและความเป็นอยู่ของประชากรทั่วโลกมาอย่างต่อเนื่อง โดยมีรายงานอ้างอิงจากสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ (National Institute for Emergency Medicine) ระบุว่า โรคหลอดเลือดสมองเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับสองของคนไทย รองลงมาจากโรคมะเร็ง และยิ่งไปกว่านั้น การเกิดโรคหลอดเลือดสมองในผู้ป่วยที่มีอายุ 18-50 ปี ยังมีแนวโน้มที่จะเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในทุกปี
เพราะฉะนั้นแล้ว การตระหนักรู้ถึงสัญญาณเตือนและอันตรายของ Stroke คือ สิ่งสำคัญที่จะช่วยเพิ่มศักยภาพในการรับมือและการป้องกันโรคหลอดเลือดสมองได้อย่างทันท่วงที ก่อนที่ทุกอย่างจะสายเกินแก้
ทำความรู้จักกับโรคหลอดเลือดสมอง (Stroke)
โรคหลอดเลือดสมอง หรือที่หลาย ๆ คนนิยมเรียกกันในชื่อของ โรคอัมพฤกษ์ หรือ อัมพาต เป็นโรคในกลุ่มโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) ที่มักพอเจอในกลุ่มประชากรที่มีอายุมากกว่า 65 ปีขึ้นไป โดยสาเหตุของการเกิดโรคหลอดเลือดสมอง เกิดขึ้นจากที่สมองขาดเลือดไหลเวียนไปหล่อเลี้ยงแบบกะทันหัน เนื่องจากเส้นเลือดในสมองตีบ เส้นเลือดในสมองแตก หรือการอุดตันของหลอดเลือดในสมอง จนเป็นผลให้เซลล์สมองและเนื้อเยื่อต่าง ๆ ถูกทำลายลงจากการที่ไม่ได้รับออกซิเจนและสารอาหารไปหล่อเลี้ยง
โรคหลอดเลือดสมองตีบ และ แตก ต่างกันอย่างไร ?
หลาย ๆ คนมักจะได้ยินคำว่า หลอดเลือดสมองตีบ หรือ หลอดเลือดสมองแตก แม้จะเป็นปัญหาเกี่ยวกับโรคหลอดเลือดสมองเหมือนกัน แต่ทั้ง 2 ความผิดปกตินี้ มาจากสาเหตุที่แตกต่างกันออกไป ดังนี้
- โรคหลอดเลือดสมองตีบหรืออุดตัน (Ischemic Stroke) เป็นความผิดปกติของหลอดเลือดในสมองที่สามารถพบเจอได้มากถึง 87% ในผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองทั้งหมด โดยการเกิดโรคหลอดเลือดสมองตีบหรืออุดตันสามารถเกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุทั้งจากการอุดตันของลิ่มเลือด การสะสมของไขมันที่ผนังหลอดเลือด และการเสื่อมสภาพของผนังหลอดเลือดในผู้สูงอายุ จนทำให้หลอดเลือดค่อย ๆ ตีบและแคบลงจนไม่สามารถทำการลำเลียงเลือดได้ตามปกติ
- โรคหลอดเลือดสมองแตก (Hemorrhagic Stroke) เป็นความผิดปกติของหลอดเลือดในสมองที่สามารถพบได้เพียงแค่ 13% เท่านั้น โดยโรคหลอดเลือดสมองแตกมักจะเกิดขึ้นกับหลอดเลือดในสมองที่มีความเปราะบาง ร่วมกับการมีภาวะความดันโลหิตสูง จนทำให้บริเวณที่เปราะบางดังกล่าวเกิดการโป่งพองและแตกออกในเนื้อสมองหรือในชั้นเยื่อหุ้มสมอง ซึ่งจะเป็นผลให้ปริมาณเลือดที่ถูกลำเลียงไปเลี้ยงสมองลดลง จนนำไปสู่ความเสี่ยงที่จะทำให้ผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองมีโอกาสเสียชีวิตอย่างรวดเร็ว
วิธีสังเกตอาการโรคหลอดเลือดสมองแบบ “B-E-F-A-S-T”
ภาวะเส้นเลือดในสมองตีบ เส้นเลือดในสมองแตก หรือการอุดตันของหลอดเลือดในสมอง เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้การทำงานของสมองบางส่วนหรือสมองทั้งหมดเกิดความผิดปกติ จนส่งผลทำให้ร่างกายเริ่มต้นแสดงอาการต่าง ๆ ที่มีความผิดปกติออกมาตามระดับความรุนแรงของการเกิดโรคหลอดเลือดสมอง เพราะฉะนั้นแล้ว การจดจำสัญญาณเตือนของโรคหลอดเลือดสมอง อาการ และความผิดปกติต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นโดยการท่องจำตามหลัก B-E-F-A-S-T จึงเป็นสิ่งสำคัญในการช่วยให้ผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองสามารถเข้ารับการรักษาได้อย่างทันท่วงทีภายในเวลาไม่เกิน 4.5 ชั่วโมงหลังจากพบอาการของโรคหลอดเลือดสมอง
- B (Balance) : เวียนศีรษะ เดินเซ สูญเสียความสามารถในการทรงตัว
- E (Eyes) : ตามัว ตาพร่า เห็นภาพไม่ชัด หรือเห็นภาพซ้อนแบบเฉียบพลัน
- F (Face) : หน้าเบี้ยว ปากเบี้ยว มุมปากตก
- A (Arm) : แขน ขา ข้างใดข้างหนึ่งเกิดอาการชาหรืออ่อนแรง
- S (Speech) : พูดไม่ชัด พูดไม่ออก พูดไม่เป็นคำ สื่อสารไม่เข้าใจ
- T (Time) : หากเกิดอาการข้างต้นควรรีบนำผู้ป่วยส่งโรงพยาบาลให้เร็วที่สุดในทันที
โดยเวลา 4.5 ชั่วโมงหลังจากพบอาการของโรคหลอดเลือดสมอง หรือ Stroke คือ “Stroke Golden Hour” ที่ทางทีมแพทย์จะสามารถให้ยาสลายลิ่มเลือดกับผู้ป่วยได้ในทันที เพื่อเป็นการช่วยให้เลือดสามารถไหลเวียนไปหล่อเลี้ยงสมองได้ตามปกติ ซึ่งจะสามารถช่วยลดความเสี่ยงที่ผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองจะเกิดความพิการหรือเสียชีวิตได้อย่างมีประสิทธิภาพ
กุญแจสำคัญในการบรรเทาผลกระทบที่เกิดขึ้นจากโรคหลอดเลือดสมอง หรือ Stroke คือ ความรอบรู้ ความรอบคอบ และการตอบสนองอย่างทันท่วงที ดังนั้น หากผู้ป่วยและผู้ใกล้ชิดรับรู้ได้ถึงสัญญาณเตือนของโรคหลอดเลือดสมอง ควรรีบมาเข้ารับการประเมินและตรวจวินิจฉัยโดยทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านระบบประสาทและโรคหลอดเลือดสมองในทันที โดยโรงพยาบาลพญาไท 1 พร้อมให้บริการตรวจวินิจฉัยโรคหลอดเลือดสมองในทุกวันทำการ ตั้งแต่เวลา 08.00 – 16.00 น. เพื่อช่วยให้ผู้ป่วยสามารถรู้เท่าทันภัยคุกคามของโรคหลอดเลือดสมองได้อย่างทันท่วงที
Reference:
- https://www.nhs.uk/conditions/stroke/#:~:text=A%20stroke%20is%20a%20serious,damage%20is%20likely%20to%20happen.
- https://www.pacificneuroscienceinstitute.org/blog/stroke/what-is-the-difference-between-hemorrhagic-and-ischemic-stroke/
- https://www.healthline.com/health/stroke/ischemic-vs-hemorrhagic-stroke#ischemic-stroke
