‘ซิคไซนัส’ คืออะไร…เกี่ยวข้องอย่างไรกับหัวใจเต้นผิดจังหวะ?
กลุ่มอาการซิคไซนัส หรือกลุ่มอาการไซนัสป่วย (Sick sinus syndrome) เป็นหนึ่งในภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะที่เกิดจากการทำหน้าที่ควบคุมจังหวะการเต้นของหัวใจของไซนัสโนดบกพร่อง ภาวะนี้ส่งผลให้ อัตราการเต้นหัวใจจะช้ากว่าปกติ หรือเร็วกว่าปกติก็ได้ และยังทำให้มีการสูบฉีดเลือดลดลง มีผลทำให้ผู้ป่วยมีอาการรู้สึกหัวใจเต้นผิดจังหวะ หายใจไม่สะดวก หน้ามืด อ่อนเพลีย ชัก และเป็นลมหมดสติได้!
หัวใจเต้นผิดจังหวะ…สงสัยอาการไซนัสป่วย ควรทำอย่างไร ?
กลุ่มอาการไซนัสป่วยมักเกิดในผู้สูงอายุ โดยมีสาเหตุมาจากความเสื่อมของไซนัสโนด บาดแผลของทางเดินไฟฟ้าในกล้ามเนื้อหัวใจจากการขาดเลือด รวมถึงโรคลิ้นหัวใจรั่ว หรือจากยาบางชนิด ซึ่งการรักษาจะขึ้นอยู่กับความรุนแรงของอาการและสาเหตุที่พบ เช่น หากเกิดจากการรับประทานยา แพทย์จะแนะนำให้หยุดยาที่เป็นสาเหตุ อย่างไรก็ตามการรักษาส่วนใหญ่ ผู้ป่วยจำเป็นต้องฝังเครื่องกระตุ้นไฟฟ้าหัวใจ (Pacemaker Implantation) และหากพบสัญญาณจากร่างกายที่ผิดแปลกไปจากเดิม ผู้ป่วยควรเข้าพบแพทย์โดยไม่ควรปล่อยทิ้งไว้นาน เพราะอาการต่างๆ ที่เป็นผลจากตัวโรคสามารถเกิดขึ้นอย่างฉับพลันได้
รีเซตจังหวะหัวใจ ด้วยเครื่องกระตุ้นไฟฟ้า (Pacemaker Implantation)
เมื่อพบสัญญาณจากร่างกายที่ผิดแปลกไปจากเดิม ผู้ป่วยควรเข้าพบแพทย์โดยเร็ว แพทย์จะทำการตรวจร่างกาย และวินิจฉัยร่วมกับผลการตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ ก่อนจะทำการปรับจังหวะหัวใจให้คืนเป็นปกติ ด้วยการใส่เครื่องกระตุ้นไฟฟ้าหัวใจเข้าไปยังบริเวณเยื่อบุหัวใจ หรือ การรีเซตจังหวะหัวใจด้วยเครื่องกระตุ้นไฟฟ้าหัวใจ (Pacemaker implantation) ที่จะคอยควบคุมจังหวะการเต้นของหัวใจให้เป็นไปอย่างประสิทธิภาพ โดยทำหน้าที่ดังนี้
- ดูแลการทำงานหัวใจห้องต่างๆ ด้วยสายสื่อสัญญาณไฟฟ้า
- ส่งสัญญาณกระตุ้นให้หัวใจบีบตัวทันที เมื่อพบอัตราการเต้นที่ผิดปกติ
- ควบคุมการเต้นของหัวใจอย่างแม่นยำแบบ Real Time
- เพิ่มประสิทธิภาพภาพระบบการสูบฉีดเลือดให้เพียงพอต่อร่างกาย
หลังใส่เครื่องกระตุ้นไฟฟ้าหัวใจไปแล้ว แพทย์จะมีการติดตามผลการรักษาและการทำงานของเครื่องอย่างน้อยทุก 6 เดือน เพื่อปรับการทำงานของเครื่องให้ทำงานได้ใกล้เคียงปกติมากที่สุด
Q&A ตอบคำถามพบบ่อย! เมื่อต้องใช้ชีวิตทุกวันอยู่กับเครื่องกระตุ้นไฟฟ้าหัวใจ
การใส่เครื่องกระตุ้นไฟฟ้าหัวใจ ถือเป็นวิธีรักษาโรคหัวใจเต้นผิดจังหวะโดยมุ่งตรงที่ต้นเหตุได้ดีที่สุด แม้อาจสร้างความรู้สึกแปลกใหม่ให้ผู้ป่วยในช่วงแรกๆ อยู่ไม่น้อย แต่ใช่ว่าจะส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวันอย่างที่หลายคนมักตั้งข้อสงสัยกัน
Q : สามารถใช้เครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้านได้ตามปกติหรือเปล่า?
A : อุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้าทั้งที่บ้านหรือที่ทำงาน ไม่มีผลรบกวนกับการทำงานของเครื่องกระตุ้นไฟฟ้าหัวใจ ผู้ป่วยสามารถทำกิจกรรมต่างๆ ในชีวิตประจำวันได้ตามปกติ
Q : ออกกำลังกาย / ยกของได้เหมือนเดิมหรือเปล่า?
A : ในช่วง 3-4 สัปดาห์หลังผ่าตัด ผู้ป่วยควรหลีกเลี่ยงกิจกรรมที่ต้องออกแรงมากเป็นพิเศษ หลังจากนั้นผู้ป่วยสามารถออกกำลังกายและเล่นกีฬาได้ตามปกติ ในกรณีที่จำเป็นต้องยกของหนักบ่อยๆ ควรปรึกษาแพทย์ถึงวิธีปฏิบัติตนที่ถูกต้อง
Q : ตรวจสุขภาพเข้าเครื่องสแกน MRI ได้ไหม?
A : การตรวจรักษายังสามารถทำได้ตามปกติ เช่น การทำ CT Scan การทำฟัน การส่องกล้อง และการผ่าตัดเลเซอร์ แต่อาจต้องเพิ่มความระมัดระวังเมื่อต้องตรวจคลื่นที่ใช้ความถี่สูง เช่น การตรวจ Ultrasound การใช้เครื่องจี้ไฟฟ้า การใช้รังสีรักษา ที่ผู้ป่วยต้องระมัดระวังมากเป็นพิเศษ และต้องแจ้งให้แพทย์ทราบก่อน
Q : แบตเตอรี่อยู่ได้นานเท่าไร?
A : อายุการใช้งานของแบตเตอรี่จะอยู่ที่ประมาณ 5-10 ปี ขึ้นอยู่กับปริมาณพลังงานที่ใช้กระตุ้นในแต่ละครั้ง หรือเปอร์เซ็นต์การใช้งานที่ปรับตั้ง ซึ่งสามารถติดตามอายุแบตเตอรี่ได้ทุกครั้งที่แพทย์นัดติดตามผล (Follow up)
“กันไว้ดีกว่าแก้” นั้นเป็นประโยคที่ใช้ได้ดีในเรื่องของสุขภาพ เพราะหากเป็นไปได้ใครๆ ก็อยากมีสุขภาพแข็งแรงไปแบบยาวๆ แต่กฎของธรรมชาติไม่ได้ถูกตั้งค่ามาให้เราแบบนั้น การหมั่นสังเกตตัวเองจึงเป็นสิ่งที่ผู้สูงวัยต้องให้ความสำคัญ รวมถึงบุคคลใกล้ชิดที่ไม่ควรมองข้ามเรื่องต่างๆ ที่ผู้สูงวัยกำลังมีอาการหรือรู้สึกกังวล โดยเฉพาะอาการทางหัวใจที่ผู้สูงวัยเสี่ยงกว่าใครมากที่สุด
