โรคข้ออักเสบรูมาตอยด์คืออะไร?
เป็นโรคแพ้ภูมิตัวเองชนิดหนึ่ง ที่มีการอักเสบเรื้อรังของข้อทั่วร่างกาย ส่งผลให้เกิดการทำลายข้อจนไม่สามารถใช้งานได้ตามปกติ ซึ่งอาจทำให้มีภาวะข้อผิดรูปถาวรได้หากไม่ได้รับการรักษาอย่างเหมาะสม นอกจากนี้ยังมีอาการทางระบบอื่นนอกข้อได้ เช่น อาการทางตา อาการทางปอด เป็นต้น
สาเหตุการเกิดโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์
จากการศึกษาในปัจจุบัน พบว่ามีหลายปัจจัยที่มีส่วนในการเกิดโรค ได้แก่ ปัจจัยทางพันธุกรรม พฤติกรรม และการติดเชื้อ เช่น การสูบบุหรี่ การติดเชื้อแบคทีเรียและไวรัส เป็นต้น ปัจจัยเหล่านี้จะเป็นตัวกระตุ้นการสร้างแอนติบอดีที่ทำลายเนื้อเยื่อตนเอง โดยเฉพาะบริเวณข้อ ซึ่งแอนติบอดีอาจมีการสร้างก่อนเกิดอาการข้ออักเสบได้นานถึง10 ปี
อาการของผู้ป่วยโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์
- อาการปวดบวมแดงร้อนที่ข้อ โดยเฉพาะข้อเล็กๆ เช่น นิ้วมือ ข้อมือ หรือข้ออื่นๆ เช่น ข้อเข่า ข้อไหล่ โดยมีอาการทั้งสองข้างแบบสมมาตร และมีระยะเวลานานเกิน 6 สัปดาห์
- อาการข้อฝืดติดตอนเช้าหลังตื่นนอน ไม่สามารถขยับใช้ข้อได้ทันที ต้องใช้เวลานานกว่า 30 นาที จึงจะใช้งานได้ตามปกติ
- อาการทางผิวหนังที่เรียกว่า ปุ่มรูมาตอยด์ เป็นก้อนนูนขนาดเล็กที่ผิวหนัง มักพบใกล้บริเวณข้อที่อักเสบ
- อาการนอกข้อ เช่น ตาแห้ง เยื่อบุตาขาวอักเสบ ปอดอักเสบเรื้อรัง หลอดเลือดอักเสบ
- ภาวะแทรกซ้อน เช่น ข้อผิดรูปถาวร กระดูกพรุน โรคปอดมีพังผืด รวมถึงเพิ่มความเสี่ยงโรคหัวใจและโรคติดเชื้อ
โรคอื่นที่มีอาการคล้ายข้ออักเสบรูมาตอยด์
เป็นโรคที่มีอาการข้ออักเสบเรื้อรัง เช่น โรคแพ้ภูมิตัวเอสแอลอี (SLE) โรคข้ออักเสบสะเก็ดเงิน โรคหลอดเลือดอักเสบ (Vasculitis) โรคข้ออักเสบตามหลังการติดเชื้อไวรัส เช่น ไวรัสชิคุนกุยา ไวรัสโควิด เป็นต้น
การวินิจฉัยโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์
แพทย์จะทำการซักประวัติ ตรวจร่างกายบริเวณข้ออย่างละเอียด ร่วมกับการส่งตรวจแอนติบอดีที่จำเพาะกับโรคนี้ ตรวจค่าการอักเสบของข้อ และการส่งตรวจเอกซเรย์บริเวณข้อที่ปวด
แนวทางการรักษาโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์
- การรักษาโดยไม่ใช้ยา เช่น การให้ความรู้ผู้ป่วยเกี่ยวกับตัวโรค การลดการใช้ข้อที่มีอาการอักเสบ การทำกายภาพบำบัดเพื่อไม่ให้ข้อติด การหยุดสูบบุหรี่ และการเฝ้าระวังภาวะติดเชื้อ
- การรักษาด้วยยา เป็นกุญแจสำคัญในการควบคุมโรค โรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ไม่สามารถรักษาให้หายได้ด้วยยาแก้ปวดเพียงอย่างเดียว แต่จำเป็นต้องมีการให้ยาที่ช่วยปรับเปลี่ยนการดำเนินโรค (DMARDs) เพื่อที่จะช่วยควบคุมการสร้างภูมิคุ้มกันที่ผิดปกติ ซึ่งจะลดการทำลายข้อ โดยต้องมีการปรับการกินยาอย่างเหมาะสมเพื่อป้องกันข้อพิการผิดรูป
- การผ่าตัดเชื่อมหรือเปลี่ยนข้อ จะทำในกรณีที่มีการทำลายข้อรุนแรง ส่งผลต่อการใช้ชีวิตในผู้ป่วย
การหายปวดไม่ได้แปลว่าหายจากโรค เป้าหมายของการรักษาโรครูมาตอยด์ นอกจากการลดอาการปวดแล้ว จำเป็นต้องให้ยาเพื่อลดการอักเสบภายในข้อ และลดการทำลายข้อให้ได้มากที่สุด เพื่อช่วยให้ผู้ป่วยสามารถกลับไปใช้งานข้อได้ตามปกติ ป้องกันข้อผิดรูปถาวรและภาวะแทรกซ้อนอื่นๆ ดังนั้นการวินิจฉัยตั้งแต่เริ่มมีอาการ การกินยารักษาอย่างต่อเนื่อง และการฟื้นฟูข้อที่อักเสบอย่างเหมาะสม จะช่วยให้ผลลัพธ์ของการรักษามีประสิทธิภาพมากที่สุด
