ลูกในครรภ์เป็นโรคหัวใจพิการแต่กำเนิดหรือไม่? เช็คได้ด้วยการอัลตร้าซาวนด์

Image

แชร์


ขณะตั้งครรภ์ถ้าลูกในครรภ์เป็นโรคหัวใจพิการแต่กำเนิดจะไม่แสดงความผิดปกติออกมาให้ทราบเลย เพราะขณะอยู่ในครรภ์มารดาจะได้รับสารอาหารและ การแลกเปลี่ยนก๊าซ ผ่านทางมีรก(Placenta) ทำให้ไม่ทราบว่าลูกในครรภ์เป็นโรคหัวใจพิการแต่กำเนิด การจะทราบว่าลูกในครรภ์เป็นโรคหัวใจพิการแต่กำเนิดสามารถทราบได้โดยการทำอัลตร้าซาวนด์ หรือ Fetal Echocardiogram เท่านั้น

การทำ Fetal Echocardiogram เป็นการตรวจด้วยเครื่อง Ultrasound เพื่อดูความผิดปกติของหัวใจและหลอดเลือดของทารกในครรภ์มารดา  โดยสามารถทำได้ตั้งแต่มารดาตั้งครรภ์ได้ 16 สัปดาห์ขึ้นไปจนถึงใกล้คลอดโดยอายุครรภ์ที่เหมาะสมในการตรวจ คือ 18-22 สัปดาห์ และถ้าเป็นไปได้ควรทำ Fetal Echocardiogram ให้แก่ทารกในครรภ์มารดาทุกราย หรือมีข้อบ่งชี้ดังต่อไปนี้

  1. ทารกมีปัจจัยเสี่ยงหรือมีความผิดปกติของทารกในครรภ์จากการตรวจพบของสูติแพทย์ เช่น ทารกในครรภ์ไม่โตตามอายุครรภ์ มีความผิดปกติของอวัยวะบางอย่าง เช่น ปากแหว่ง ความผิดปกติของสมอง กระดูกผิดปกติ การเต้นของหัวใจทารกผิดปกติหรือขนาดของหัวใจทารกผิดปกติ รวมทั้งตรวจพบว่ามีโครโมโซมผิดปกติ เป็นต้น
  2. มารดามีปัจจัยเสี่ยงหรือมีโรคประจำตัว เช่น มารดาป่วยเป็นโรคหัวใจพิการแต่กำเนิด โรคแพ้ภูมิต้านตัวเอง connective tissue disease เบาหวาน ความดันโลหิตสูง มีการติดเชื้อขณะตั้งครรภ์ เช่น เชื้อไวรัสหัดเยอรมัน Toxoplasmosis, Coxsachie virus รวมทั้งเชื้อไวรัสคางทูม เป็นต้น
  3. มีความเสี่ยงในครอบครัว เช่น มีประวัติคุณพ่อ, คุณแม่,ญาติพี่น้องป่วยเป็นโรคหัวใจพิการแต่กำเนิด หรือมีความผิดปกติทางด้านโครโมโซม เช่น Marfan’s, Noonan หรือ Tuberous sclerosis เป็นต้น
  4. มารดาอายุมากขณะตั้งครรภ์ (อายุเกิน 35 ปี)

ประโยชน์ที่ได้รับจากการทำ Fetal Echocardiogram

นอกจากจะช่วยให้ทราบว่าทารกในครรภ์มารดาเป็นโรคหัวใจพิการแต่กำเนิดแล้ว ยังสามารถทราบถึงความรุนแรงของความผิดปกตินั้นด้วย  ทำให้สามารถวางแนวทางการรักษาได้ ซึ่งอาจให้การรักษาได้ทันทีในขณะยังตั้งครรภ์อยู่ เช่น กรณีที่ทารกในครรภ์มีการเต้นของหัวใจที่เร็วผิดปกติ ก็สามารถให้การรักษาได้โดยการให้ยาผ่านทางมารดา หรือฉีดยาเข้าทางสายสะดือเด็กโดยผ่านทางหน้าท้องของมารดา หรือกรณีที่เด็กทารกในครรภ์มารดามีอาการแสดงของหัวใจวาย ก็สามารถให้ยาผ่านทางมารดาไปยังทารกได้เช่นกัน ทำให้สามารถประคับประคองให้การไหลเวียนของกระแสโลหิตดีขึ้นจนทารกโตพอที่จะคลอดมีชีวิตได้จึงทำคลอดหรือรอจนคลอดเองได้ เป็นต้น

นอกจากนี้การทราบว่าทารกในครรภ์มารดาป่วยเป็นโรคหัวใจพิการแต่กำเนิดหรือไม่ ยังใช้เป็นข้อมูลเสริมให้แก่สูติแพทย์ในการพิจารณาตรวจเพิ่มเติมอื่นต่อไป เพราะมักมีความผิดปกติของอวัยวะอื่นอีก รวมทั้งความผิดปกติทางด้านโครโมโซมร่วมด้วย ทำให้สามารถวางแนวทางการดูแลรักษาทารกได้อย่างมีประสิทธิภาพและถูกต้อง และไม่ควรใช้ข้อมูลของ Fetal Echocardiogram ว่าทารกป่วยเป็นโรคหัวใจพิการแต่กำเนิดหรือไม่เพื่อใช้เป็นข้อบ่งชี้ในการหยุดการตั้งครรภ์เพียงอย่างเดียว

 

นพ. วัชระ จามจุรีรักษ์
แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านหัวใจ
ศูนย์สุขภาพเด็กและวัยรุ่น โรงพยาบาลพญาไท 2

แชร์


Loading...