โรคหัดในเด็ก ภัยร้ายของลูกน้อยที่พ่อแม่ไม่ควรมองข้าม

Image

แชร์


โรคหัดเกิดจากเชื้อไวรัสชนิดหนึ่ง มีชื่อว่า Measles โดยเชื้อจะมีอยู่ในน้ำมูก น้ำลาย และเสมหะของผู้ป่วย เมื่อผู้ป่วยได้รับเชื้อหัดจะมีระยะฟักตัวของโรคจนเกิดอาการ (ระยะก่อนออกผื่น) 8-12 วัน และเฉลี่ยจากวันที่สัมผัสจนถึงมีผื่นเกิดขึ้นประมาณ 2 สัปดาห์

 

อาการของโรคแพร่กระจายตามอวัยวะส่วนใดบ้าง ?

โรคหัดจะส่งผลให้ผู้ป่วยมีไข้ร่วมกับอาการของการติดเชื้อทางเดินหายใจ เช่น มีน้ำมูกไหล ไอ ตาแดง ตาแฉะ ปากแดง อาการต่างๆ จะเป็นมากขึ้นพร้อมกับอุณหภูมิไข้ที่สูงขึ้น อาจมีอาการถ่ายเหลว หลังจากมีไข้ 3 ถึง 4 วันจะเริ่มมีผื่นที่ผิวหนัง ซึ่งในระยะแรกผื่นจะมีสีแดง เริ่มเห็นผื่นขึ้นที่บริเวณใบหน้า ลำตัว และแขนขา เมื่อผื่นแพร่กระจายไปทั่วตัว ซึ่งใช้เวลาประมาณ 2-3 วัน ไข้ก็จะเริ่มลดลง เมื่อใกล้หายผื่นจะเปลี่ยนสีเข้มขึ้น เป็นสีแดงคล้ำ หรือน้ำตาลแดง

 

การรักษาโรค..ต้องปฏิบัติตัวอย่างไรบ้าง ?

เนื่องจากโรคนี้เกิดจากการติดเชื้อไวรัสและส่วนใหญ่อาการมักจะไม่รุนแรง การรักษาและปฏิบัติตัวของผู้ป่วยจึงเน้นการรักษาตามอาการเหมือน โรคไข้หวัด เช่น เช็ดตัวลดไข้ ทานยาลดไข้ หรือยาบรรเทาอาการอื่นๆ เช่น ยาแก้ไอ นอนพักผ่อนให้เพียงพอ ดื่มน้ำมากๆ สามารถให้การดูแลอยู่ที่บ้านได้ในเบื้องต้น นอกเหนือจากการรักษาตามอาการแล้ว ปัจจุบันแนะนำให้รักษาด้วยวิตามินเอในผู้ป่วยโรคหัดทุกรายเป็นเวลา 2 วัน แต่หากพบว่าอาการไม่ดีขึ้น คือ มีอาการไอมาก เสมหะเริ่มเปลี่ยนเป็นสีเหลืองเขียวหรือหายใจเหนื่อยหอบ ผู้ปกครองควรพามาพบแพทย์เพื่อการรักษาที่เหมาะสมต่อไป

 

ภาวะแทรกซ้อนที่พบได้ในโรคหัด

โรคปอดอักเสบติดเชื้อ โรคอุจจาระร่วง หูชั้นกลาง ซึ่งจะพบได้ในเด็กที่มีภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่องหรือเป็นโรคขาดสารอาหาร โดยมักพบในระยะหลังของโรค ซึ่งไข้เริ่มทุเลาลงแล้ว

 

โรคหัดป้องกันได้…ด้วยการฉีดวัคซีน

นอกจากการป้องกันโดยหลีกเลี่ยงการสัมผัสกับผู้ป่วยแล้ว โรคหัดสามารถป้องกันได้โดยการฉีดวัคซีน ซึ่งปัจจุบันเป็นวัคซีนตามเกณฑ์ของกระทรวงสาธารณสุขที่ต้องฉีดให้เด็กทุกคน โดยเข็มแรกจะฉีดตอนช่วงอายุ 9-12 เดือน และให้ฉีดกระตุ้นอีกครั้งเมื่ออายุ 2 1/2 ปี

 

หากพบอาการผิดปกติ เช่น เด็กมีน้ำมูกไหล ไอ ตาแดง ตาแฉะ ปากแดง มีไข้ที่สูงขึ้น พ่อแม่อย่านิ่งนอนใจ ควรพาลูกน้อยมาพบแพทย์เพราะเด็กอาจเกิดโรคแทรกซ้อนขึ้นได้

Loading...

แชร์


Loading...