โรคลมชักเกิดในเด็ก ส่งผลให้คุณภาพชีวิตของเด็กลดลง พัฒนาการล่าช้า ถดถอย ทั้งด้านการเรียนและการเข้าสังคม โดยเด็กจะมีอาการกล้ามเนื้อเกร็ง กระตุก สะดุ้ง หรือมีอาการเหม่อลอย เบลอ หรือนิ่งไปแบบไม่รู้ตัว หากผู้ปกครองสงสัยว่าเด็กอาจเป็นโรคลมชัก ควรพาเด็กมาพบแพทย์เพื่อตรวจรักษาแต่เนิ่นๆ เพื่อทำการรักษาให้หายขาดจากโรค
สาเหตุของโรคลมชัก
โรคลมชักเกิดจากประจุไฟฟ้าในสมองที่ทำงานผิดปกติ ทำให้มีอาการกระตุก เกร็ง เหม่อลอย ซึ่งขึ้นอยู่กับแหล่งของประจุไฟฟ้าว่าออกมาจากส่วนใดของร่างกาย โดยโรคลมชักเกิดได้ในเด็กทุกเพศทุกวัยตั้งแต่เด็กเล็กจนถึงเด็กโต โดยชนิดของโรคลมชักนั้นจะแบ่งตามความรุนแรงของโรค เช่น เกิดจากเนื้อสมองที่เจริญผิดที่ หรือผิดปกติ
สำหรับอาการชักสามารถมีได้หลากหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็น…
- อาการเกร็งกระตุกของกล้ามเนื้อ ซึ่งคล้ายคลึงกับอาการชักแต่อาจไม่ใช่การชักเสมอไป เช่น อาการเกร็งที่อาจพบได้ในคนไข้ขณะเป็นลม เป็นต้น
- อาการชักแบบเหม่อลอย เด็กจะมีอาการเหม่อลอยหรือนิ่งไประหว่างคุย เรียกแล้วยังไม่รู้สึกตัว ไม่มีอาการทางกล้ามเนื้อหรือมีแต่น้อยมาก รวมไปถึงการมีปัญหาการเรียนตกต่ำ
- อาการชักทั้งตัว โดยเวลาชักจะมีอาการเกร็งกระตุกโดยไม่รู้ตัวและจำไม่ได้ว่าตัวเองชัก
โรคลมชักถ้าไม่ได้รับการรักษาจะเป็นอย่างไรบ้างนะ
หากปล่อยทิ้งไว้ไม่ได้รับการรักษาจะทำให้สมองได้รับการกระทบกระเทือนจากประจุไฟฟ้าที่ออกมาผิดปกติ ซึ่งจะมีผลต่อพัฒนาการของเด็กทั้งทางด้านการเรียนและสังคม การเรียนของเด็กจะยิ่งถดถอยอีกด้วย
การตรวจวินิจฉัยโรคลมชัก
การวินิจฉัยโรคลมชักเพื่อให้ทราบถึงสาเหตุที่แท้จริงมีความสำคัญ เพราะทำให้ได้ผลการรักษาที่มีประสิทธิภาพ นอกจากแพทย์จะทำการซักประวัติอย่างละเอียดแล้ว ยังมีเครื่องมือที่เพื่อช่วยตรวจหาตำแหน่งความผิดปกติในสมองที่เป็นจุดกำเนิดชักได้อย่างแม่นยำ เช่น
- การตรวจคลื่นไฟฟ้าสมอง (EEG) เพื่อหาสาเหตุและแหล่งที่มาของประจุไฟฟ้าที่ผิดปกติ จากส่วนใดของสมอง และชนิดของการชักได้
- การทำเอ็มอาร์ไอ (MRI) ช่วยตรวจวินิจฉัยความผิดปกติของสมองที่เป็นสาเหตุของโรคลมชักได้
- การใช้ยา โดยโอกาสในการรักษาด้วยยาและหายจากโรคประมาณ 70%
วิธีการรักษาโรคลมชัก
การรักษาแพทย์จะต้องวินิจฉัยก่อนว่าเป็นโรคลมชักที่มาจากสาเหตุใด เพื่อทำการรักษาได้ถูกต้อง โดยจะใช้ยากันชัก เพื่อช่วยปรับกระแสไฟฟ้าในสมองให้เป็นปกติ สำหรับผู้ป่วยที่ดื้อยาต้องรักษาด้วยวิธีการผ่าตัด โดยนำเครื่องมือและเทคโนโลยีการรักษาเข้ามารักษาเพื่อให้ทราบตำแหน่งในสมองที่ผิดปกติได้อย่างถูกต้องแม่นยำ เป็นการวางแผนการผ่าตัด โดยการตรวจคลื่นสมอง (EEG) ที่จะติดสายไฟฟ้าในตำแหน่งต่างๆ บนศีรษะ เพื่อตรวจหาจุดที่ปล่อยไฟฟ้าผิดปกติในสมอง มีการตรวจเอ็กซเรย์ MRI Brain ใช้เทคนิคทางโรคลมชักโดยเฉพาะ จะทำให้เห็นภาพได้ละเอียดชัดเจนกว่าการทำ MRI ทั่วไป รวมทั้งการตรวจกัมมันตรังสี ใช้รังสีฉีดเข้าไประหว่างที่ชัก เพื่อดูตำแหน่งในสมองที่เกิดอาการชัก เป็นต้น
เมื่อพบเด็กมีอาการลมชัก…ควรให้การดูแลอย่างไร
- ห้ามนำสิ่งของใดๆ เข้าไปในปากเด็ก เพราะโดยทั่วไปผู้ใหญ่มักมีความเชื่อที่ผิด โดยคิดว่าเด็กจะกัดลิ้นตนเองจนเสียชีวิตซึ่งไม่สามารถเป็นไปได้ ดังนั้นห้ามนำสิ่งของใดๆ เข้าในปากเด็กขณะมีอาการลมชักเป็นอันขาด
- ให้เด็กอยู่ในท่าที่ปลอดภัยจากการชัก คือ ให้นอนตะแคงข้างเพื่อป้องกันการสำลัก โดยปกติกระบวนการทางร่างกายจะช่วยหยุดชักได้เองภายใน 2-4 นาที
- ช่วยในเรื่องการหายใจเมื่อเด็กเริ่มเขียวให้ช่วยเป่าปาก โดยเอาปากประกบกับปากของเด็กและเป่าอากาศเข้าไป
ผู้ช่วยศาสตราจารย์แพทย์หญิงชิดชนก เธียรผาติ
กุมารแพทย์เชี่ยวชาญด้านระบบประสาท
ศูนย์สุขภาพเด็ก โรงพยาบาลพญาไท 2
โทร. 02 617-2444 ต่อ 3219-3220
นัดหมายแพทย์
