การแช่แข็งไข่ หรือการเก็บรักษาไข่ ไม่ใช่เรื่องใหม่ในวงการแพทย์ เพราะมีการใช้เทคโนโลยีนี้มานานหลายสิบปีแล้ว โดยเฉพาะในผู้ป่วยที่ต้องรักษาโรคมะเร็ง ซึ่งอาจต้องได้รับเคมีบำบัดหรือรังสีบำบัดที่ส่งผลให้ไข่ในรังไข่ถูกทำลาย ผู้ป่วยกลุ่มนี้จึงนิยม เก็บไข่ไว้ล่วงหน้า เพื่อใช้ในวันที่ต้องการ มีบุตรในอนาคต นอกจากนี้ยังมีผู้หญิงบางรายที่มีความผิดปกติทางพันธุกรรม เช่น Turner syndrome หรือกลุ่มที่รังไข่เสื่อมก่อนวัย ซึ่งอาจหมดโอกาสมีลูก หากแต่งงานช้า
ในปัจจุบัน แนวโน้มการแต่งงานและมีบุตรล่าช้าลง ส่งผลให้หลายคนหันมาพิจารณาวิธีแช่แข็งไข่เพื่อวางแผนมีลูกในอนาคตมากขึ้น เพราะเมื่ออายุมากขึ้น คุณภาพไข่และโอกาสการตั้งครรภ์ตามธรรมชาติจะลดลง จึงทำให้การแช่แข็งไข่กลายเป็นทางเลือกสำคัญสำหรับคนที่ต้องการเตรียมความพร้อมก่อนมีลูกในยุค 5G
ใครบ้าง? ควรเก็บรักษาไข่ด้วยวิธีการแช่แข็ง
การแช่แข็งไข่ หรือการเก็บรักษาไข่ เหมาะสำหรับผู้หญิงที่ต้องการวางแผนมีลูกในอนาคต โดยเฉพาะในกลุ่มที่ยังไม่พร้อมมีลูกในช่วงวัยเจริญพันธุ์ เช่น
-
ผู้หญิงที่มีแฟนแต่ยังไม่แต่งงาน และคาดว่าจะใช้เวลาหลายปีก่อนจะสร้างครอบครัว
-
ผู้หญิงที่มีอายุมากกว่า 35 ปี ซึ่งเป็นช่วงที่ คุณภาพไข่และปริมาณไข่ลดลงตามธรรมชาติ
-
ผู้หญิงที่ทำงานเกี่ยวข้องกับสารเคมี หรืออยู่ในกลุ่มเสี่ยงที่ส่งผลต่อสุขภาพรังไข่
-
ผู้หญิงที่มีภาวะทางพันธุกรรมบางประเภท เช่น Turner syndrome หรือมีประวัติรังไข่เสื่อมเร็ว
การเลือกแช่แข็งไข่ในช่วงอายุที่ยังน้อย จะช่วยเพิ่มโอกาสในการตั้งครรภ์สำเร็จในอนาคต แถมยังช่วยลดความเสี่ยงจากภาวะมีบุตรยาก และช่วยให้ผู้หญิงยุคใหม่วางแผนชีวิตได้อย่างยืดหยุ่นมากขึ้น
การเก็บรักษาไข่ด้วยวิธีแช่แข็ง มีขั้นตอนอย่างไร?
‘การเก็บไข่ด้วยวิธีแช่แข็ง’ มีขั้นตอนที่คล้ายคลึงกับการทำเด็กหลอดแก้ว (IVF) โดยแบ่งออกเป็นหลายขั้นตอน ได้แก่
-
การกระตุ้นรังไข่
แพทย์จะฉีดยาฮอร์โมนกระตุ้นไข่ติดต่อกันประมาณ 10 วัน และตรวจติดตามด้วยอัลตราซาวด์และตรวจระดับฮอร์โมนอย่างต่อเนื่อง -
การเก็บไข่
เมื่อไข่เจริญเติบโตและมีขนาดเหมาะสม จะฉีดยากระตุ้นให้ไข่สุก (HCG) จากนั้นแพทย์จะทำการเจาะดูดไข่ออกจากรังไข่ผ่านทางช่องคลอด -
การแช่แข็งไข่
เลือกไข่ที่สมบูรณ์ แล้วนำไปแช่แข็งทันทีในไนโตรเจนเหลวที่อุณหภูมิ -195 องศาเซลเซียส
หากต้องการใช้ไข่ในอนาคต ก็สามารถนำไข่มาละลายและทำการปฏิสนธิกับอสุจิด้วยเทคนิค ICSI ก่อนย้ายตัวอ่อนกลับเข้าสู่โพรงมดลูก
ประสิทธิผลของการรักษาไข่ เป็นอย่างไร?
คุณภาพของไข่ที่เก็บไว้ มีความสัมพันธ์โดยตรงกับอายุของผู้หญิง ยิ่งเริ่มเก็บไข่ตั้งแต่อายุน้อย โอกาสรอดของไข่เมื่อนำมาละลายก็จะยิ่งสูง เช่น หากแช่แข็งไข่ไว้ 10 ใบ อาจมีไข่ที่รอดประมาณ 7–8 ใบ ซึ่งถือเป็นอัตราที่ดีในการเริ่มต้นกระบวนการทำเด็กหลอดแก้ว
หลังจากละลายไข่และผสมกับอสุจิแล้ว โอกาสการปฏิสนธิจะไม่แตกต่างจากการใช้ไข่สด และเด็กที่เกิดจากไข่แช่แข็งก็มีพัฒนาการและสุขภาพไม่ต่างจากเด็กที่เกิดตามธรรมชาติหรือจากการทำ IVF ทั่วไป
สิ่งที่ทุกคนสงสัย…แช่แข็งไข่เก็บไว้ได้นานกี่ปี?
ตามทฤษฎีแล้วการเก็บเซลล์ในไนโตรเจนเหลวที่มีอุณหภูมิ-195 องศาเซลเซียส เซลล์ทุกเซลล์จะหยุดการทำงานไม่มีการเปลี่ยนแปลง เพราะฉะนั้นอาจพูดได้ว่าเซลล์สามารถอยู่ได้ตลอดไป
แต่ในปัจจุบันยังไม่มีรายงานว่าเก็บรักษาไข่ไว้นานแค่ไหนแล้วยังสามารถทำให้เกิดการตั้งครรภ์ได้ เพราะข้อมูลล่าสุดมีเพียงรายงานของการเก็บแช่แข็งประมาณ 4-5 ปีและละลายออกมาใช้โดยมีการผสมกับอสุจิ ได้ตัวอ่อนฝังกลับเข้าไปในโพรงมดลูก และเกิดการตั้งครรภ์ คลอดบุตรได้ตามปกติ
ผลข้างเคียงและภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้นได้ในกระบวนการเก็บรักษาไข่
เช่นเดียวกับกระบวนการทำเด็กหลอดแก้วทั่วไป การแช่แข็งไข่ก็มีความเสี่ยงที่ต้องพิจารณา เช่น
-
ภาวะรังไข่ตอบสนองต่อฮอร์โมนมากเกินไป (Ovarian Hyperstimulation Syndrome)
-
ความเสี่ยงจากการเจาะดูดไข่ เช่น เลือดออกหรือเจ็บปวดหลังทำ
-
ผลข้างเคียงจากยาฮอร์โมน เช่น คลื่นไส้ ท้องอืด
อย่างไรก็ตาม ความเสี่ยงเหล่านี้สามารถลดลงได้ หากอยู่ในความดูแลของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญและเลือกใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสมกับร่างกายของแต่ละคน
การเตรียมตัวก่อนเก็บไข่ ต้องทำอย่างไร?
สิ่งสำคัญ คือ การดูแลสุขภาพทั้งร่างกายและจิตใจ ทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ เพิ่มผักผลไม้ และโปรตีน และออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ นอกจากนั้นแล้ว ถ้าลดความเครียดได้ก็จะยิ่งดีต่อทั้งคุณภาพไข่และการตอบสนองของรังไข่เมื่อเราเริ่มกระบวนการเก็บรักษาไข่ด้วยเช่นกัน
นพ. ธีรยุทธ์ จงวุฒิเวศย์
แพทย์เฉพาะทางด้านการเจริญพันธุ์
ศูนย์เทคโนโลยีเพื่อการมีบุตร โรงพยาบาลพญาไท 2
