โรคลมชักในเด็ก…หากพ่อแม่รู้เท่าทัน ลูกน้อยก็ปลอดภัย
เพราะคุณหมอเด็กเฉพาะทาง ด้านโรคระบบประสาทคนดัง ไม่อยากให้ลูกน้อยของคุณพ่อคุณแม่ต้องเผชิญกับโรคลมชักที่อาจเกิดขึ้นในวัย 5 ขวบปีแรก นพ.อิสระ สังฆวะดี กุมารแพทย์ประจำคลินิกโรคลมชักในเด็ก โรงพยาบาลพญาไท 3 เลยขอเตือนคุณพ่อคุณแม่ให้รู้เท่าทันความอันตรายของโรคลมชัก ให้ป้องกันไว้ ดีกว่าสายเกินแก้
โรคลมชักคืออะไร?
อาการชักที่เกิดซ้ำตั้งแต่สองครั้งขึ้นไปโดยไม่มีสิ่งกระตุ้น เช่น ความผิดปกติของเกลือแร่ ภาวะติดเชื้อในระบบประสาทส่วนกลางหรือไข้สูง ซึ่งเป็นปัญหาทางระบบประสาทที่พบบ่อย ช่วงอายุที่พบว่ามีอุบัติการณ์การเกิดโรคลมชักมาก คือเด็กในช่วงอายุ 5 ปีแรก หลังจากนั้นความเสี่ยงการเกิดโรคลมชักจะลดลง และสูงขึ้นได้อีกในกลุ่มผู้ป่วยสูงอายุ อาการชักที่เกิดขึ้นในครั้งแรกมีโอกาสเกิดซ้ำได้ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย
หากลูกน้อยของท่านมีอาการเหล่านี้ อาจมีความเสี่ยงต่อโรคลมชัก
- มีประวัติครอบครัวเป็นโรคลมชัก
- มีประวัติชักโดยไม่สัมพันธ์กับไข้
- มีประวัติชักซ้ำจากไข้
- มีการเคลื่อนไหวร่างกายผิดปกติ
- มีประวัติพัฒนาการล่าช้าแต่กำเนิด หรือ มีปัญหาการเรียนถดถอย
ประเภทของอาการชัก
แบ่งเป็นอาการชักเฉพาะส่วน: คือการเปลี่ยนแปลงของคลื่นไฟฟ้าสมองโดยเริ่มจากจุดใดจุดหนึ่งในสมอง แล้วทำให้เกิดอาการแสดงต่างๆ โดยที่ขณะนั้นผู้ป่วยอาจสูญเสียความรู้สึกตัวหรือไม่ก็ได้ ตัวอย่างเช่น ผู้ป่วยกระตุกแขนหรือขาข้างใดข้างหนึ่ง หรือ อาการชักที่หันศีรษะไปด้านใดด้านหนึ่ง
อาการชักทั้งตัว: คือการที่มีการเปลี่ยนแปลงคลื่นไฟฟ้าสมองเป็นบริเวณกว้างมีผลทำให้สมองทั้งสองข้างเกิดความผิดปกติจึงมักทำให้ผู้ป่วยสูญเสียความรู้สึกตัว เช่น การชักเกร็ง กระตุกเป็นจังหวะทั้งตัว อาการเหม่อลอยหรืออาจล้มลงเพราะเสียความตึงตัวของกล้ามเนื้อ
การวินิจฉัยโรคลมชัก
จะต้องอาศัยการซักประวัติและตรวจร่างกาย เช่น ประวัติการคลอด พัฒนาการของเด็ก อุบัติเหตุต่อสมอง ประวัติการได้รับสารพิษ ประวัติการชักในหมู่ญาติ การตรวจร่างกายทางระบบประสาทอย่างละเอียด การตรวจพัฒนาการ การวัดขนาดศีรษะและการตรวจหาความผิดปกติของผิวหนัง เป็นต้น นอกจากนี้ยังต้องอาศัยการตรวจทางห้องปฏิบัติการ ได้แก่ 1. การตรวจเลือด เพื่อดูระดับน้ำตาลและเกลือแร่ในร่างกาย 2. การตรวจน้ำไขสันหลัง จะทำในกรณีที่สงสัยภาวะการติดเชื้อในระบบประสาทหรือสงสัยอาการชักจากโรคทางพันธุกรรมบางอย่าง 3. การตรวจคลื่นไฟฟ้าสมอง (EEG) เป็นการตรวจที่มีประโยชน์มากซึ่งจะช่วยในการยืนยันการวินิจฉัย จำแนกชนิดของโรคลมชักและช่วยเป็นแนวทางในการรักษาตลอดจนการทำนายโรค 4. การตรวจทางรังสีวิทยา เช่น CT scan และ MRI ซึ่งจะทำในกรณีที่มีอาการชักเฉพาะที่ ตรวจพบว่ามีความผิดปกติของระบบประสาท หรือในกรณีที่ควบคุมอาการชักไม่ได้
การรักษาโรคลมชัก แบ่งเป็น
1. การรักษาขณะชัก
- จัดผู้ป่วยให้อยู่ในท่าที่เหมาะสม
- ให้การดูแลการหายใจและการไหลเวียนเลือด
- ให้ยาหยุดชัก
- เจาะเลือดหรือตรวจทางห้องปฏิบัติการเพื่อหาสาเหตุของอาการชัก
- ให้สารน้ำเพื่อสะดวกในการให้ยา
2. การป้องกันอาการชักซ้ำ
การเลือกยากันชักให้เหมาะสมกับรูปแบบของอาการชัก รวมถึงชี้แจงบิดามารดาถึงประโยชน์ อาการไม่พึงประสงค์ของยากันชักเพื่อตัดสินใจร่วมกันในการรักษา เมื่อควบคุมอาการชักได้แล้ว ควรให้ยาต่อเนื่องประมาณ 2 – 4 ปี โดยขณะที่ผู้ป่วยได้ยากันชักต้องมาติดตามการรักษาอย่างใกล้ชิดและเจาะเลือดดูระดับยาในเลือด รวมถึงดูผลข้างเคียงที่อาจเกิดจากการรับประทานยาด้วย เมื่อทานยาไปจนครบกำหนด โดยไม่มีอาการชักในระหว่างได้รับยา จึงพิจารณาหยุดยากันชักและพบว่าร้อยละ 70 สามารถหยุดยาได้โดยไม่มีอาการชักซ้ำอีก
นพ. อิสระ สังฆวะดี
กุมารแพทย์ด้านโรคระบบประสาทและสมองในเด็ก
กุมารแพทย์ประจำคลินิกโรคลมชักในเด็ก
ศูนย์สุขภาพเด็กและวัยรุ่น โรงพยาบาลพญาไท 3
