โรคกระดูกพรุนถือเป็นภัยเงียบของผู้สูงวัย เพราะไม่มีอาการแสดงใดๆ กว่าจะรู้ตัวกระดูกก็แตกหักง่ายแล้ว โดยเฉพาะกับเพศหญิงที่มีความเสี่ยงมากกว่าเพศชาย แต่ก็ใช้ว่าผู้ชายจะไม่มีโอกาสเป็น
โรคกระดูกพรุน คืออะไร
โรคกระดูกพรุน (Osteoporosis) เป็นภาวะที่เนื้อกระดูกลดลง และโครงสร้างในเนื้อกระดูกเปลี่ยแปลงไป ทำให้กระดูกของเราเปราะ บาง แตกหักง่าย แม้เจออุบัติเหตุเพียงเล็กน้อย ส่วนใหญ่มักเกิดบริเวณกระดูกข้อมือ สะโพก และกระดูกสันหลัง โดยพบว่า 1 ใน 2 ของผู้หญิง และ 1 ใน 5 ของผู้ชาย ที่อายุมากกว่า 50 ปี มีภาวะกระดูกหักจากโรคกระดูกพรุน สังเกตได้จาก ผู้สูงอายุมักมีอาการปวดหลัง และหลังโก่ง เนื่องจากกระดูกสันหลังกำลังค่อยๆ ยุบนั่นเอง
ตามปกติแล้วมวลกระดูกของคนเราจะถูกสร้างและสะสมมาตั้งแต่แรกเกิด จนมีความหนาแน่นสูงสุดที่อายุประมาณ 30 ปี จากนั้นเนื้อกระดูกจะค่อยๆ ลดลง โดยเฉพาะผู้หญิงวัยหมดประจำเดือน มวลกระดูกจะมีการลดลงอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะช่วง 5-10 ปีแรกหลังหมดประจำเดือน นั่นทำให้ผู้หญิงมีความเสี่ยงมากกว่า
สาเหตุใดที่ทำให้กระดูกพรุน
สาเหตุหลักๆ แบ่งออกได้เป็น 2 ปัจจัยคือ
- ปัจจัยภายใน คือ ฮอร์โมนเอสโตรเจน
- ปัจจัยภายนอก ได้แก่ การรับประทานอาหาร การออกกำลังกาย ยาที่รับประทาน และโรคบางชนิด
ความเสี่ยง ที่เลี่ยงได้
การเสริมแคลเซียมให้เพียงพอตามช่วงวัยตั้งแต่เด็ก จะช่วยชะลอหรือลดความรุนแรงของการสลายของมวลกระดูกในวัยสูงอายุ โดยมวลกระดูกที่สะสมเพิ่มขึ้น 10% จะช่วยลดอัตราการกระดูกหักจากกระดูกพรุนเมื่ออายุมากขึ้นได้ถึง 50% เมื่อเทียบกับคนวัยเดียวกัน นอกจากนี้ยังควรหลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยงเหล่านี้ด้วย
- การดื่มเครื่อมดื่มแอลกอฮอล์
- การสูบบุหรี่
- การมีน้ำหนักตัวน้อยเกินไป
- การขาดวิตามินดี (ได้จากการสัมผัสแสงแดดและอาหารบางชนิด)
- ขาดการรับประทานอาหารที่แคลเซียมสูง
- ขาดการออกกำลังกาย
- การใช้ยาบางชนิด เช่น ยากลุ่มสเตียรอยด์ ต่อเนื่อง
- การอาศัยอยู่ในสถานที่ที่เสี่ยงต่อการหกล้ม
ตรวจคัดกรองโรคกระดูกพรุน ใครบ้างที่ควรตรวจ
- ผู้หญิงอายุ 55 ปีขึ้นไป หรือผู้ชายอายุ 60 ปีขึ้นไป
- ผู้หญิงที่หมดประจำเดือนก่อนอายุ 45 ปี
- ผู้หญิงที่ผ่าตัดนำมดมดลูกและรังไข่ทั้ง 2 ข้างออก
- ผู้ที่มีประวัติครอบครัวเป็นโรคกระดูกพรุน หรือกระดูกหักจากโรคกระดูกพรุน โดยเฉพาะกระดูกสะโพกและกระดูกสันหลัง
- เคยมีประวัติกระดูกหักง่าย หรือกระดูกหักจากอันตรายที่ไม่ร้ายแรง เช่น ล้มในทางราบ
- มีประวัติการใช้ยาหรือสารกลุ่มสเตียรอยด์
- ส่วนสูงลดลงอย่างน้อย 4 ซม. เมื่อเทียบกับช่วงวัยรุ่น หรือลดลงอย่างน้อย 2 ซม. ต่อปี
- มีโรคประจำตัว เช่น โรคเบาหวาน รูมาตอยด์ โรคติดเชื้อเรื้อรัง
โดยการตรวจมวลกระดูก หรือการตรวจความหนาแน่นของกระดูก จะเป็นการตรวจด้วยเครื่อง DXA scan ที่ได้มาตรฐาน โดยใช้รังสีเอ็กซเรย์สะท้อนภาพเนื้อเยื่อกระดูก ซึ่งจะทำให้ทราบว่าสุขภาพกระดูกมีความแข็งแรงเพียงใด มีภาวะกระดูกพรุนหรือไม่
ป้องกันอย่างไร ถ้าไม่อยากกระดูกพรุน
- รับประทานอาหารที่มีแคลเซียมเพียงพอ
- ออกกำลังกายสม่ำเสมอ อย่างน้อยวันละ 30 นาที อย่างน้อย 3 วันต่อสัปดาห์
- งดดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และงดสูบบุหรี่
การรักษา เมื่อเป็นโรคกระดูกพรุน
หากตรวจพบว่าเป็นโรคกระดูกพรุน ควรพบแพทย์เพื่อประเมินความเสี่ยงของโรค เพราะผู้ป่วยบางรายต้องรักษาด้วยยาเฉพาะ เช่น ยากลุ่มฮอร์โมน ยาบิสฟอสโฟเนต เป็นต้น หากเป็นโรคกระดูกพรุนแล้ว การรับประทานแคลเซียมและวิตามินดีจะไม่สามารถฟื้นฟูให้กระดูกกลับมาแข็งแรงดังเดิมได้ ทางที่ดีควรพบแพทย์เพื่อประเมินอาการและรักษา ซึ่งแต่ละคนย่อมมีสาเหตุแตกต่างกัน
